ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 135 จงอางหวงไข่
เติ้งเฉินฟู่คอยสังเกตทุกคนที่ย่างเท้าเข้ามาเรือน
รับรองของท่านหมอเกาอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่นาง
ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเขาเป็นผู้ช่วยชีวิต ท่าทีของนางก็
เปลี่ยนไป นางยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวานและเชื้อเชิญ
ให้รับประทานอาหารด้วยบ่อยครั้ง ยามเช้านางจะเข้า
ไปขลุกอยู่ในห้องปรุงยาหลังเรือนที่เหล่าหมอหลวง
เตรียมสมุนไพรจำนวนมากมาให้ ไม่มีผู้ใดได้รับ
อนุญาตให้ตามเข้าไป
“องครักษ์เติ้ง ท่านช่วยข้าเฝ้าด้านหน้าเรือนให้ที
ระวังคนแฝงกายหวังมาสอดส่องข้า” นางแย้มยิ้ม
สบตาเขาหวานซึ้ง เติ้งเฉินฟู่รับคำอย่างเลื่อนลอย
ขณะมองดูนางเดินไปยังห้องปรุงยาด้านหลัง
ไป๋เพ่ยเจินนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮาที่แม้จะ
ยังไม่ขึ้นเป็นมามาหลี่แต่ก็ได้รับความเกรงใจจากขันที
และนางกำนัลทั้งวังหลวง องครักษ์เติ้งได้ยินเรื่องราว
ของนางมาบ้าง แต่ก่อนนางเป็นแค่บ่าวชั้นต ่าใน
ตำหนักเสียนเหลียงของอดีตฮองเฮา ภายหลัง
ฮองเฮาก่อการกบฏนางต้องเฝ้าดูตำหนักร้างอยู่เป็น
นาน แต่วาสนาของคนนั้นยากจะหยังถึง หลังจากหล
วนฮองเฮาเข้าวัง นางกลับเป็นคนแรกที่ได้รับการเลือก
ให้เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด
“ท่านหมอเกาเข้าห้องปรุงยาแล้วหรือเจ้าคะ?”
“ใช่! เจ้ามีธุระอันใด?”
“ข้าได้รับคำสั่งให้มาคอยดูแลนาง จึงต้องแวะ
เวียนมาอยู่เรื่อยๆ ท่านอย่าได้กังวลไปเลย ยามนี้ทั้งวัง
ก็พอรู้อยู่ว่าท่านหวงนางยิ่งกว่าจงอางหวงไข่” รอยยิ้ม
คล้ายเยาะเล็กๆ ตรงมุมปากนางกำนัลน้อยทำให้
องครักษ์เติ้งอารมณ์ปุดๆ
“เจ้ารู้ก็ดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดที่เรือนนี้ก็ต้อง
ผ่านข้าเสียก่อน”
ไป๋เพ่ยเจินอมยิ้ม ‘เจ้าองครักษ์ผู้นี้รูปร่างหน้าตาก็
เข้าที ไม่คิดเลยว่าจะดูไร้เหตุผล ที่พวกขันทีขบขันเขาก็
คงจะเป็นจริง’ แม้นางระลึกถึงข่าวที่เกี่ยวกับเขาแต่
ปากก็ยังเอื้อนเอ่ยธุระต่อ
“ท่านมิได้ผลัดเปลี่ยนให้ผู้อื่นมาอยู่เวรยามที่นี่
แทนใช่หรือไม่?”
“ทำไมหรือ?”
“ข้าเกรงว่าท่านจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป ทำให้
ระมัดระวังคนร้ายได้ยาก ควรจะให้องครักษ์ผู้อื่นมาอยู่
แทนสักวันก่อนจะดีหรือไม่?” นางผ่านเรือนนี้หลายวัน
ก็เห็นเขายังคงปักหลักนั่งเฝ้าอยู่ห้องโถงไม่ไปไหน
เห็นทีร่างกายของเขาคงอ่อนล้า
เติ้งเฉินฟู่มองดูใบหน้าที่แสนธรรมดาของนาง
กำนัลตรงหน้า หากนางมิใช่คนของฮองเฮาต่อให้เดิน
ผ่านอีกนับพันครั้งเขาก็คงไม่จดจำสตรีเช่นนี้ “ข้าได้รับ
การฝึกจากหน่วยเสื้อแพรมาอย่างดี เจ้าเก็บความ
ห่วงใยเอาไว้กับตัวเถิด”
นางกำนัลน้อยเห็นใบหน้าคมคายขององครักษ์
หนุ่มเชิดขึ้นเล็กน้อยก็พลันรู้สึกได้ว่าถ้อยคำที่เขากล่าว
ออกมาคือคำกล่าวหาว่านางแอบมีใจให้เขา
“ที่ข้าพูด มิใช่เพราะสนใจคนอย่างท่านหรอก แต่
เหล่าขันทีล้วนแล้วแต่เอาไปพูดกันสนุกปากว่าท่านเฝ้า
นางมาตั้งแต่นางเข้าวังจนยามนี้ยังไม่ยอมให้ผู้ใดมา
ผลัดเปลี่ยน ข้าจึงเห็นว่าหากเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้วท่านมิ
อาจปกป้องนางได้เพราะร่างกายอ่อนเพลียนี่มิใช่ความ
โชคร้ายของนางดอกรึ?”
เติ้งเฉินฟู่เห็นนางหรี่ตามองเขาอย่างดูแคลน
อารมณ์หงุดหงิดที่สะสมมาจากการนอนไม่เพียงพอ
หลายคืนติดต่อกันก็ปะทุออกมา
“เจ้าดูถูกองครักษ์อย่างข้าเช่นนั้นหรือ?” เขา
ถลึงตาใส่นาง “เจ้าเป็นแค่นางกำนัลตำหนักเสียนเหลี
ยงก็จงดูแลตำหนักให้ดีไปเถอะ อย่ามาวุ่นวายที่นี่ ข้า
จะดูแลท่านหมอเกาด้วยชีวิตของข้าเป็นแน่”
ไป๋เพ่ยเจินคร้านจะพูดกับชายหนุ่มผู้ดื้อด้าน
“ตามใจท่าน! นึกเสียว่าข้าพูดกับเสาตำหนักไปก็แล้ว
กัน!”
เมื่อนางสะบัดหน้าเดินจากไปแล้ว เติ้งเฉินฟู่ที่
รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียก็ล้มตัวลงนอนบนตั่งเล็ก
ริมห้อง หลังจากคืนไฟไหม้เขานอนเฝ้านางที่ตั่งนี้แต่
เพราะต้องคอยระวังภัยจึงต้องอดนอนติดต่อกันกระทั่ง
อารมณ์ก็เริ่มแปรปรวน หัวหน้าหู่แวะเวียนมาถามว่าเขา
ต้องการให้คนมาผลัดเวรยามหรือไม่? เติ้งเฉินฟู่ก็เอา
แต่ปฏิเสธ เมื่อขันทีน้อยที่มารับใช้หมอเกาเห็นอาการ
ขององครักษ์เติ้งก็เอาไปซุบซิบกัน
‘เจ้าคิดดูเถิด! ท่านหมอผู้งดงามนางนี้ไม่แน่ว่า
อาจจะได้มาถวายตัวกับฮ่องเต้ องครักษ์เติ้งยังคิดจะ
เฝ้านางด้วยใจภักดีอยู่อีก ไม่มีทางได้กินเนื้อหงส์ฟ้า
อยู่แล้ว’
‘เจ้าไม่รู้อันใด? ข้าเห็นองครักษ์เติ้งเฝ้ามองนาง
ด้วยความหลงใหลตั้งแต่ วันแรกที่ได้ดูแลนางแล้ว’
เรื่องราวรักใคร่ในวังหลวงยากนักจะพ้นหูพ้นตา
ขันทีและนางกำนัลไปได้ เพียงแต่จะมีข่าวซุบซิบในวง
แคบหรือวงกว้างเท่านั้น แต่ความลับไม่มีในวังหลวง!
ไป๋เพ่ยเจินหน้างอง ้าไปถึงเรือนรับรองที่จินวั่งซู่
พัก คุณชายรูปงามกำลังจะออกไปหาเบาะแสหยกหิมะ
เพิ่ม เมื่อหันมาเห็นนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮาก็
ร้องทัก
“เจ้ามาพอดี ฮองเฮาทรงประทับที่ใด?”
“วันนี้พระนางพระราชทานเลี้ยงน ้าชายามบ่ายกับ
พระสนมที่ตำหนักเสียนเหลียงเจ้าค่ะ จึงให้มาเชิญ
ท่านไปร่วมด้วย”
“เชิญข้า?”
ไป๋เพ่ยเจินเดินเข้ามาใกล้คุณชายจินกระซิบ
กระซาบสองสามประโยค
“ดี! ข้าไปเดี๋ยวนี้!”
ช่วงที่เดินตามหลังไป๋เพ่ยเจินไป จินวั่งซู่มองแผ่น
หลังนางกำนัลตัวน้อยแล้วรู้สึกแปลกใจที่แม่นางสกุล
ไป๋ผู้นี้ดูเหมือนจะรู้เรื่องราวเบื้องลึกเกี่ยวกับฮองเฮา
เป็นอย่างดี เหตุใดหลวนฮองเฮาจึงไว้ใจนางนัก? หรือ
ว่านางคือที่หลวนฮองเฮาส่งให้เข้ามาอยู่ในวังหลวง
ตั้งแต่ครั้งที่อดีตฮองเฮายังอยู่?
“นางกำนัลไป๋ เจ้ามาอยู่ในวังหลวงตั้งแต่
เมื่อใด?”
ไป๋เพ่ยเจินได้ยินคุณชายรูปงามถามไถ่ก็ชะลอ
ฝีเท้าแล้วหันหน้ากลับมา “ข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุสิบ
สามเจ้าค่ะ ท่านป้าที่เป็นญาติฝากให้ข้ามาอยู่ที่นี่”
“บ้านเดิมของเจ้าอยู่เมืองไหน?”
“สกุลไป๋ของข้า อพยพมาจากเมืองพยัคฆ์เหินเจ้า
ค่ะ”
บ้านเดิมของหลวนฮองเฮา! จินวั่งซู่เริ่มรู้สึกว่าสิ่ง
ที่ตนสงสัยเริ่มเข้าเค้า ในวังหลวงแห่งนี้ช่างลึกลับ
ซับซ้อนกว่าที่คาด ที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานฮองเฮาผู้นี้
ยิ่งนักอาจจะเพราะพระองค์เคยพบนางมาก่อน!
“เจ้าเคยรู้จักฮองเฮามาก่อนใช่หรือไม่?”
ไป๋เพ่ยเจินชะงักเท้า หันไปมองคุณชายข้างๆ “ข้า
ไม่ตอบได้หรือไม่?”
“เห็นที เจ้าคงจะเป็นคนข้างกายที่สำคัญยิ่งของ
ฮองเฮา”
ดีที่เจ้าจิ้งจก เอ๊ย! หลวนฮองเฮาเตือนนางไว้ว่า
สิ่งใดที่จะบอกจินวั่งซู่ได้บ้าง
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น! ข้าเป็นเพียงคนที่มิเคยคิด
ทรยศพระนาง”
“เจ้าตอบได้ดี!”
จินวั่งซู่เริ่มรู้สึกสนุก ปริศนาของฮองเฮายังเป็น
สิ่งที่มีผู้ตั้งข้อสงสัย ตัวตนของนางที่กล่าวกันว่าเป็น
บุตรีของหลวนเป้ยเล่อผู้สาบสูญแล้วเพิ่งมาปรากฏตัว
ยังมิได้รับการพิสูจน์อย่างถ่องแท้! กุญแจดอกเล็ก
เล็กๆ อาจจะเป็นไป๋เพ่ยเจินผู้นี้!