ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 15 ปรนนิบัติเจิ้นอาบน ้า
ระหว่างเสวยพระยาหารฮ่องเต้สั่งให้นางไปยืนอยู่
เยื้องไปข้างหน้าพระองค์เล็กน้อย ทรงสังเกตว่านาง
คอยชำเลืองมองพระองค์อยู่บ่อยครั้ง ผิดวิสัยนาง
กำนัลผู้น้อยทั่วไปที่มักจะไม่กล้าเงยหน้ามอง
หลังเสวยเสร็จทรงเอ่ยถามชื่อนาง นางกำนัลตัว
น้อยสะดุ้งเพราะกำลังคิดว่าฮ่องเต้คิดจะทำสิ่งใดกับ
นางกันแน่ นางรู้ว่าพระองค์มองนางด้วยสายตาที่
แตกต่างจากการมองข้าราชบริพารผู้อื่น แต่ยามนี้นาง
ยังปลีกตัวหนีไม่ได้
“หม่อมฉันชื่อ ไป๋เพ่ยเจิน เพคะ”
“อืม เจ้าไปดูน ้าอาบให้ข้าทีว่าอุ่นพอดีหรือยัง”
“เพคะ” นางเดินเข้าไปในห้องบรรทม ด้านข้างถูก
แบ่งเป็นห้องอาบน ้า ไอร้อนกรุ่นกระจายขึ้น นางแตะ
ปลายนิ้วเข้ากับน ้าแล้วค่อยๆ จุ่มลงไปทั้งมือ เมื่อเห็น
ว่าไม่ร้อนจนเกินไปก็เดินกลับไปกราบทูล
“คนอื่นออกไปรอข้างนอก ให้ไป๋เพ่ยเจินอยู่
ปรนนิบัติเจิ้นคนเดียวก็พอ”
เมื่อคนอื่นออกไปหมดแล้วหงซือซือได้แต่หันรี
หันขวาง นางไม่เคยรู้ว่านางกำนัลที่ต้องปรนนิบัติ
อ่องเต้ในห้องอาบน ้าต้องทำสิ่งใดบ้าง?
“จะยืนอยู่อีกนานไหม? มาถอดเสื้อผ้าให้เจิ้นที”
นางจำใจต้องเดินตัวแข็งทื่อเข้าไปยังร่างที่ยืนกางแขน
อยู่หน้าอ่างอาบน ้า ช่วยถอดสายรัดเอวและเสื้อตัวนอก
ออก
“ถอดให้หมด” สายตาคมกริบตวัดมองนางและ
ก้มลงมองเสื้อและกางเกงตัวในที่เหลือ หงซือซือยืน
ตะลึงทำตาปริบๆ ก่อนที่จะเบี่ยงเบนสายตาไปที่อื่น
แล้วค่อยๆ ถอดเสื้อกับกางเกงของฮ่องเต้ออก ร่าง
เปลือยกำยำสูงใหญ่ของหมิงเฟยหลงทำให้ หงซือซือ
เผลอมองแล้วตะลึงอยู่ครู่ นางไม่คิดเลยว่าพระองค์จะ
มีพระวรกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเช่นนี้ นางเผลอมอง
ด้านหลังเมื่อเห็นรอยแผลเป็นหลายรอยคล้ายถูกอาวุธ
ทำร้ายจนบาดเจ็บก็นึกสงสัย ในฐานะองค์ชายและ
กลายเป็นผู้ครองราชบัลลังก์เหตุใดเขาจึงมีบาดแผล
มากมายจะว่าไปก็ไม่เคยได้ยินว่าเขารบทัพจับศึกมา
ก่อน?
ฮ่องเต้หย่อนร่างลงในอ่างใหญ่แล้วก็หันไปบอก
นางกำนัลที่ได้รับอนุญาตเข้าในห้องอาบน ้าเพียงคน
เดียว “มาถูหลังให้เจิ้นที” นางเดินตัวแข็งทื่อเข้าไปหา
มองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นผ้าผืนเล็กที่ถูกพับไว้ในถาด
ด้านหลังก็หยิบขึ้นมาจุ่มผ้าในน ้าอุ่นก่อนจะบิด
เล็กน้อย แล้วค่อยถูไปตามหลังคอ “นวดให้ด้วยก็ดี”
หงซือซือหายใจไม่ทั่วท้อง แม้ว่านางจะอยู่กับ
จอมยุทธ์และผู้ถูกว่าจ้างที่เป็นผู้ชายล้วนๆ แต่ก็มิเคย
เห็นพวกเขาอยู่สภาพเปลือยเปล่า การมายืนดูหมิงเฟย
หลงที่ลุกขึ้นจากอ่างน ้าทำให้นางถึงกับหน้าร้อนฉ่า
“มาเช็ดตัวให้เจิ้น” ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย
หงซือซือแอบฮึดฮัดอยู่ในใจ นางเคยเป็นคุณหนูที่มี
แต่คนคอยรุมล้อมดูแลปรนนิบัติรับใช้ ต้องมาเช็ดตัว
ให้ผู้ชายเนื้อตัวโล่งโจ้งตั้งแต่หัวจรดเท้าเช่นนี้แทบจะ
หลับหูหลับตาเช็ดให้เสร็จๆ ไป แต่ก็คงคอยระวังตัวว่า
ฮ่องเต้จะทรงกริ้ว ทำงานกับฮ่องเต้ก็เหมือนขี่หลังเสือ
ถ้าคิดจะลงก็ต้องระวังเสือจะขบกัดเอา ไม่ใช่แค่เช็ดตัว
แต่นางยังคงคอยหยิบเสื้อผ้ามาสวมให้เขาเสียด้วย
‘พี่สามเจ้าคนเรื่องมาก อย่าให้ข้าหาโอกาสแกล้ง
ได้เทียว’
ฮ่องเต้นั่งที่ริมเตียงบรรทม ขันทีอาวุโสเข้ามายืน
รอรับคำสั่งอยู่ใกล้ๆ “อู๋กงกงเจ้าไปเพิ่มเตียงเล็กอีก
เตียงหนึ่งในห้องนั้น คืนนี้ให้ไป๋เพ่ยเจินนอนเฝ้าที่นี่
กับพวกนางอีกสองคน”
อู๋กงกงเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ค้อมศีรษะรับคำสั่งแต่
โดยดี เขาคงไม่กล้าประมาทนางกำนัลตัวน้อยผู้นี้อีก
นางเพิ่งมาแค่ครึ่งวันก็ได้รับอนุญาตให้นอนในห้อง
ข้างห้องบรรทมแล้ว นับว่าก้าวหน้ารวดเร็วยิ่ง
“พะยะค่ะ” ขันทีอาวุโสรู้หน้าที่ยิ่งเขารีบเดิน
ออกไปสั่งการอย่างรวดเร็ว หงซือซือถึงกับชะงักเพราะ
นางย่อมหมดโอกาสจะกลับไปนอนที่ตำหนักฮองเฮา
อุตส่าห์คิดว่าจะกลับไปเล่าข่าวดีให้กับไป๋เพ่ยเจินได้ฟัง
ที่อู๋กงกงเก่งไปกว่านั้นก็คือการสั่งให้คนไปขนเอาข้าว
ของของไป๋เพ่ยเจินมาไว้ที่เรือนนอนนางกำนัลที่รับใช้
ในเรือนของฮ่องเต้ที่อยู่ไม่ไกลนัก
“ไป๋เพ่ยเจินเจ้ากลับไปอาบน ้าที่เรือนกับพวกนี้
ก่อนแล้วรีบกลับมารับใช้ฮ่องเต้ นอนที่ห้องเล็กนั่น”
ขันทีผู้ใหญ่หันไปทางนางกำนัลที่ดูจะอาวุโสกว่าผู้ใดที่
ยืนอยู่ใกล้ๆ “หม่าหลันฮวาเจ้าพานางไปด้วยแล้วดูนาง
ให้เรียบร้อย สอนนางด้วยว่ากฎของตำหนักเป่าฉีมีว่า
อย่างไร?”
“เจ้าค่ะ กงกง” หม่าหลันฮวานำไป๋เพ่ยเจินไป
เรือนพัก หงซือซือรู้สึกสบายใจที่นางได้นอนใน
ห้องนอนนั้นเพียงผู้เดียว
“เจ้าจะกลัวหรือไม่? ห้องนี้เจ้าคงต้องนอนเพียง
ลำพังเสียแล้วล่ะนะ เพราะจู่ๆ เจ้าก็ดาวโชคหล่นทับ
แบบนี้ ใครจะคาดคิดว่าคนที่กวาดลานอยู่ดีๆ จะได้เข้า
มารับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้”
หงซือซือมองดูสีหน้าของหม่าหลันฮวาเมื่อเห็นว่า
นางมิได้ทำหน้าตาหมั่นไส้หรืออิจฉาตนก็ค่อยรู้สึก
สบายใจขึ้น “ข้าขอบคุณที่พี่หลันฮวาให้การช่วยเหลือ
ดูแลข้า หากมีสิ่งใดจะสั่งสอนโปรดได้ชี้แนะข้าด้วยเถิด
ตอนที่ข้าอยู่รับใช้ที่ตำหนักฮองเฮาก็ทำแค่คอยดูแลน ้า
อาบและลำเลียงอาหารเท่านั้น มิได้รู้ว่าต้องปรนนิบัติ
ฮ่องเต้อย่างไร?”
นางกำนัลเก่าแก่เห็นว่าผู้มาใหม่รู้จักอ่อนน้อม
ถ่อมตนก็รู้สึกพอใจจึงพยักหน้าแล้วบอกให้นางรีบไป
อาบน ้าเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนพานางกลับไปห้องบรรทม
ฮ่องเต้อีกครั้ง พวกนางต้องเปลี่ยนเวรกับขันทีอีกกลุ่ม
หนึ่ง เพราะฮ่องเต้ค่อนข้างเข้มงวดจึงไม่อนุญาตให้คน
รับใช้หน้าใหม่เข้ามาเหยียบย่างที่ตำหนักจนกว่าจะสืบ
ประวัติของนางกำนัลและขันทีผู้นั้นอย่างขาวสะอาด
ยามจื่อแล้วหงซือซือที่ยืนเฝ้าฮ่องเต้อยู่ส่วนนอก
ห้องบรรทมเริ่มสัปหงกจนหม่าหลันฮวาต้องคอยสะกิด
“เพ่ยเจิน เงยหน้าขึ้นอดทนไว้อย่าหลับเด็ดขาด
ตำหนักนี้เข้มงวดนัก หากอู๋กงกงเห็นเข้าเดี๋ยวโดน
ลงโทษเอาหรอก”
“ทำไมฮ่องเต้ทรงอยู่ดึกนักเล่า?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ปกติอาจจะมีเสด็จตำหนัก
อื่นๆ ไปค้างแรมกับพระสนมบ้าง หรือไม่ก็ทรงงานอยู่
ห้องพระอักษรจนดึกดื่น น้อยครั้งที่จะทรงนั่งอ่านตำรา
อยู่ที่นี่ น่าแปลกจริง”
“พระสนมไม่ได้มาค้างที่ตำหนักนี้บ้างหรือ?”
“ฮ่องเต้มิเคยทรงอนุญาตให้ผู้ใดมาค้างที่ตำหนัก
เป่าฉี”
“แม้แต่ฮองเฮาหรือ?”
“ใช่! แม้แต่ฮองเฮาก็มิเคย”
หงซือซือรู้สึกดีใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ‘เอ๊ะ! นี่ข้าจะดีใจ
ทำไมกัน? พี่สามมีภรรยาเป็นร้อยเขาจะนอนกับผู้ใดก็
เรื่องของเขา’ นางใคร่ครวญสักครู่ก็นึกถึงคืนที่นั่งดื่ม
สุรากับเขาจนเมามายในห้องพักโรงเตี๊ยมยุทธภพ เขา
เคยโอดครวญเรื่องสตรีรอบข้างที่ไม่อาจจะวางใจได้
เห็นทีเขาคงระวังตัวจากพวกนางมากพอสมควร ช่าง
เป็นเรื่องน่าสงสารนักที่ต้องหวาดระแวงแม้กับคนที่
ต้องร่วมเตียง นางมองลอดฉากไม้ฉลุมองร่างสูงใหญ่
ที่กำลังวางตำราแล้วเดินออกจากเก้าอี้ที่ประทับอยู่นาน
ไปยังเตียงบรรทม เขานั่งใกล้หัวเตียงมือก็ล้วงเอาของ
สิ่งหนึ่งจากใต้หมอนออกมาดู หงซือซือเพ่งมองดีๆ
พลันตกใจขึ้นมาวูบ ‘นั่นมันป้ายประจำตัวข้านี่นา ลืม
ไปเลยว่ามอบของสิ่งนี้ให้เขาไป’