ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 168 จอมยุทธ์หลงแพ้ท้อง
การเดินทางไปยังแคว้นผิงต้องผ่านเมืองเทียนคง
จินวั่งซู่ที่เคยมาเยือนเมืองนี้เมื่อครั้งมาช่วยเสนาบดี
ฟ่านหลี่เจี๋ยกับท่านหญิงจีปราบกบฎเจ้าเมืองเทียนคง
จึงแนะนำให้ทุกคนเข้าไปพักในโรงเตี๊ยมเมืองนี้สักคืน
ก่อน
จินวั่งซู่รู้สึกแปลกใจที่จอมยุทธ์หลงมักจะขอพัก
ห้องเดียวกับจอมยุทธ์หง แม้เขาจะยืนยันว่าค่าที่พัก
เขาได้รับจากชินอ๋องมามากพอที่แต่ละคนจะพัก
แยกกันได้ แต่หลงเฟยก็ไม่ยอม
“ข้าสนิทกับน้องหงมาก ที่ผ่านมาพวกเราเดินทาง
ไปที่ใดก็มักจะนอนห้องเดียวกันตลอดเพื่อระวังความ
ปลอดภัย”
“อ้อ!” ทีแรกจินวั่งซู่ก็รับรู้แบบผ่านๆ แต่พอเห็น
จอมยุทธ์หลงดูใส่ใจกับหงซือมากจนเกินปกติเขาจึง
คอยลอบสังเกต
“จอมยุทธ์หง ปกติเจ้าก็ทำงานกับหัวหน้าหงมิใช่
หรือ?” จินวั่งซู่ปรายตาไปทางหงอี้เทียน เขานึกแปลก
ใจที่หงซือเป็นหนุ่มน้อยรูปร่างผอมบางกลับได้รับ
เลือกให้เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยของสำนักหงส์ไฟ
“ใช่! ข้าก็เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยเช่นกัน”
“เจ้ารูปร่างผอมบางหากข้าไม่รู้จักมาก่อนคงคิด
ว่าเจ้าเป็นผู้ว่าจ้าง เจ้าทำงานกับสำนักคุ้มภัยมานาน
หรือยัง”
“วัยเด็กข้าก็ติดตามหัวหน้าหงไปทั่วทั้งห้าแคว้น
แล้ว จะว่าไปแคว้นผิงก็นับว่าไปบ่อยกว่าแคว้นอื่น
เพราะมีคนว่าจ้างให้คุ้มกันสินค้าบ่อย”
จินวั่งซู่ผงกศีรษะ “แล้วท่านเล่าหลงเฟย?”
“ข้าหรือ? เคยไปแคว้นผิงแค่เพียงสองครั้ง คราว
นั้นเป็นเพราะต้องไปสอดแนม” คุณชายจินรู้สึกเกรง
ขามในความน่ายำเกรงของหลงเฟยเพราะเห็นหงอี้
เทียนกับหัวหน้าสวีล้วนให้ความเคารพจึงรู้สึกได้ว่าคน
ผู้นี้คงมีความสำคัญยิ่งนัก
“สอดแนมงั้นหรือ? ท่านเป็นหน่วยข่าวของทหาร
หรือไร?”
“ทำนองนั้น! จะว่าไปข้าก็ต้องคอยช่วยงานชิน
อ๋องอยู่บ่อยๆ” หลงเฟยยกยิ้มมุมปากก่อนจะหันไปยัก
คิ้วหลิ่วตาให้หงซือ
“อ้อ!” เมื่อเห็นหลงเฟยเอ่ยอ้างถึงชินอ๋อง จินวั่ง
ซู่ก็พอจะรู้ว่าเป็นการบอกสถานะกลายๆ ‘เห็นทีหลง
เฟยผู้นี้คงจะเป็นคนสนิทของชินอ๋องเป็นแน่!’
หลงเฟยกับหงซือขอแยกตัวไปเดินเที่ยวในเมือง
เทียนคง ทั้งสองเพลิดเพลินกับการเดินดูร้านค้าและ
ผู้คน
“หลังจากเปลี่ยนเจ้าเมืองไป เมืองนี้ก็ดูสงบและ
การค้าขายเพิ่มขึ้นมาก”
“คดีคราวนั้นเจ้าเมืองเทียนคงปล้นดินปืนไปซ่อน
ใช่หรือไม่?”
“ใช่! ดินปืนที่เจ้าเมืองคนเดิมปล้นไปถูกนำไปส่ง
ให้อ๋องสี่ที่เมืองฉู่จิ้ง คราวนั้นเป็นจินวั่งซู่กับท่านหญิง
จีบุกเข้าไปในค่ายโจรนอกเมือง ค่ายโจรถูกทำลายทำ
ให้นำดินปืนคืนมาได้”
“ข้าเคยได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน แต่เรื่องค่าย
โจรถูกทำลายมีข่าวลือว่ามิใช่เป็นฝีมือทหารมิใช่หรือ?”
“ใช่! มีคนเล่าลือว่าผู้ทำลายเป็นสตรี”
“นางทำลายค่ายโจรเพียงคนเดียวนี่นะ”
“ข้าตามหาต้นตอข่าวลือไม่เจอ ฟ่านหลี่เจี๋ยเองก็
มิยอมปริปากสักคำ”
หงซือซือนึกถึงเรื่องของพราชายาหานซู่ลี่ ‘บางที
ใต้เท้าฟ่านไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดอาจจะเพราะปกปิดตัวคน
ไว้ก็เป็นได้….ท่านหญิงจี ฮูหยินของฟ่านหลี่เจี๋ยช่าง
น่าสนใจ’ ความลับการเป็นนินจาของสหายรักของนาง
ยังคงถูกปิดเป็นความลับ มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
‘ความลับยิ่งรู้น้อยหูก็ยิ่งดี’
หงซือซือชวนหมิงเฟยหลงไปกินอาหารใน
ภัตตาคารประจำเมือง “หากเราอยากรู้ว่าท้องถิ่นนั้น
เป็นเช่นใด? เราต้องไปร้านอาหารที่พวกเขานิยม”
“ตามใจเจ้า!”
“พี่สาม ตั้งแต่ออกเดินทางข้ารู้สึกว่ากินสิ่งใดก็
ล้วนอร่อยทั้งสิ้น ยามนี้รู้สึกคล้ายกางเกงจะคับนิดๆ
แล้วล่ะ” นางยกมือขึ้นตบพุงของตนเอง
“เจ้ากินได้ก็ดีแล้ว เราต้องเดินทางรอนแรมอีก
ไกล ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี กินได้นอนหลับก็นับว่ามี
ความสุขแล้ว” เขาโอบร่างบางของจอมยุทธ์หนุ่มน้อย
“น้องหงเจ้ากินเข้าไปเถอะ วันนี้ข้าเลี้ยงเต็มที่”
“ดี!” ทั้งสองเดินกอดคอกันเข้าไปยังภัตตาคาร
ใหญ่
จินวั่งซู่ที่ลอบตามมารู้สึกสงสัย ‘ท่าทางเช่นนี้ทั้ง
สองคงตัดแขนเสื้อกันแล้วกระมัง?’ ยิ่งไม่เปิดเผย ยิ่ง
อยากรู้ สำหรับจอมยุแยงและสอดรู้แห่งเมืองหลวงการ
ตามเรื่องในม่านมุ้งของชาวบ้านนับเป็นงานที่สนุก
ที่สุด!
เมื่อเห็นว่าจอมยุทธ์หลงสั่งอาหารเลิศรสหลาย
จาน จินวั่งซู่จึงเตร็ดเตร่เข้าไปไป “พวกท่านมากิน
อาหารกันที่นี่เอง ข้าเดินผ่านมาพอดีเทียว”
หมิงเฟยหลงยิ้มน้อยๆ ดวงตาของเขาดูคมกริบ
ราวกับจะเจาะถึงหัวใจจินวั่งซู่ ชายหนุ่มผู้ชอบวุ่นวาย
เรื่องชาวบ้านรู้สึกหนาวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก “พวก
ท่านสะดวกที่ข้าจะร่วมโต๊ะหรือไม่?”
“ได้สิ! อาหารมาพอดี พี่สามสั่งเสียเต็มโต๊ะ
คุณชายจินเชิญนั่ง” จอมยุทธ์หนุ่มน้อยหันมาชวนด้วย
รอยยิ้มจริงใจ จินวั่งซู่จึงยิ้มด้วยความปลอดโปร่งก่อน
จะนั่งลงใกล้หลงเฟย
“พวกท่านสั่งอาหารเลื่องชื่อทั้งนั้น น่ากินยิ่งนัก!”
หงซือซือกินด้วยความเอร็ดอร่อย หมิงเฟยหลง
เพิ่งสังเกตว่าใบหน้าภรรยาดูอวบอิ่มมีน ้ามีนวลขึ้นมาก
ในช่วงสองสามวันนี้ ในยามค ่าคืนที่กอดนางก็รู้สึก
คล้ายได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ทรวงอกของนางดูขยายใหญ่
ขึ้น และนางมักจะลุกไปเข้าห้องส้วมบ่อยๆ
“พี่สามท่านรีบกินเร็วเข้า”
“เจ้านั่นล่ะกินเข้าไปในอิ่มเถอะ” หลงเฟยยิ้ม
พลางคีบอาหารส่งให้หนุ่มน้อยอย่างเอาใจ จินวั่งซู่เลิก
คิ้วเล็กน้อยก็รีบเปลี่ยนท่าทีด้วยเกรงอีกฝ่ายจะรู้ตัว
นางกินจนอาหารหมดไปอย่างละกว่าครึ่งจึงได้
วางตะเกียบ หันไปล้างมือในอ่างน ้าเล็กๆ ที่เจ้าของร้าน
เอามาวางไว้ด้านข้างแล้วซับมือด้วยผ้านุ่ม
“ข้ากินอิ่มแล้ว เดี๋ยวช่วยดูแลท่าน” จอมยุทธ์หง
หันมาคีบอาหารให้กับ หลงเฟย สีหน้าของทั้งสองช่าง
ดูมีความสุขราวคู่รักที่ออกมาพักผ่อน จินวั่งซู่เห็นแล้ว
กลืนน ้าลายลงคอดังเอื๊อก! เขาเคยได้ยินเรื่องคู่รักตัด
แขนเสื้อมานาน แต่ไม่คิดว่าจะได้เห็นใกล้ชิดขนาดนี้
คนทั้งสองสบตากันอย่างหวานชื่นจนเขาดูเป็นคนไร้
มารยาทที่เข้ามานั่งแทรกในบรรยากาศอันไม่สมควร
“ข้าไม่หิวเลย”
“พี่สามท่านจะไม่กินเลยไม่ได้นะ ประเดี๋ยวก็ไม่มี
เรี่ยวแรงหรอก”
เสี่ยวเอ้อเดินถืออาหารที่จินวั่งซู่สั่งเพิ่มมาวางลง
ตรงหน้า ผัดผักหมูสามชั้นในจานมีกระเทียมสีขาวฝาน
ปนอยู่เต็มจาน หมิงเฟยหลงได้กลิ่นนั้นก็เกิดอาการ
เวียนหัวคลื่นไส้อาเจียนขึ้นมาทันที
“เอื๊อก! เอ่อ! ขะ ข้าไม่ไหวแล้ว!” เขาวิ่งออกจาก
โต๊ะไปยังหลังร้านนั่งอาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย
หงซือซือรีบวิ่งตามออกไปดูอาการ
“ท่านเป็นอันใด?”
เขาไม่มีเวลาจะตอบ หลังจากที่อาเจียนจนหมด
ไส้หมดพุงแล้วก็รู้สึกอ่อนระโหยโรยแรง ปวดศีรษะ
อย่างหนัก จินวั่งซู่ที่กินอิ่มแล้วจึงวางตะเกียบเดินมาดู
“จอมยุทธ์หลงท่านไหวหรือไม่?”
“ข้าปวดหัวมาก ช่วยพาข้ากลับโรงเตี๊ยมที”
จินวั่งซู่จึงต้องรับหน้าที่แบกร่างหมิงเฟยหลงขึ้น
บนหลังเดินกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่อยู่ไม่ไกลนัก หงซื
อซือรีบให้หัวหน้าสวีไปตามท่านหมอที่อยู่ละแวกนั้นมา
ตรวจร่างกายชายหนุ่ม
“เจ้าแน่ใจนะว่าเขาไม่ถูกพิษ” หงอี้เทียนนิ่วหน้า
เห็นอาการน้องเขยแล้วเขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
สภาพของหมิงเฟยหลงในเวลานี้ไม่น่าจะมีผู้ใดจดจำ
ได้
“ข้าตรวจทุกจานก่อนกินแล้ว หรือว่าพี่สามจะมี
อาการเจ็บป่วยอย่างอื่นก่อนจะออกจากที่นั่น”
“รอท่านหมอตรวจเสียก่อนเถอะ”
ชายชราที่เดินหิ้วกล่องยาขนาดใหญ่ออกมา ส่าย
หน้าพร้อมกับยิ้มให้บุรุษทั้งสอง “คนผู้นั้นไม่ได้
เจ็บป่วยหรอกนะ”
“ท่านตรวจไม่เจออาการหรือ?”
“เจ้าหนุ่มคนนั้นมีภรรยาหรือไม่?”
“มีขอรับ!”
“เท่าที่ชีวิตข้าเคยพบมา อาการเช่นนี้แสดงว่า
ภรรยาของเจ้าหนุ่มผู้นั้นคงกำลังตั้งครรภ์อยู่น่ะสิ!
ท่าทางจะแพ้ท้องเพราะรักภรรยามาก”
“หา!” สองพี่น้องอุทานออกมาพร้อมกัน