ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 172 คนร้ายส่วนเกิน
“ยังกล่าวเช่นนั้นมิได้พะยะค่ะ”
“หึ! ปกป้องกันดีจริงนะ” พระนางปรายตามามอง
นางกำนัลที่ยืนอยู่เยื้องฮ่องเต้อีกครั้ง “เจ้าไปเยี่ยม
ถูเฟยกับข้าสักหน่อยเถิด จะอย่างไรนางก็ได้ชื่อว่าเป็น
พระสนมของเจ้า เห็นแก่หน้าของข้าบ้าง”
“พะยะค่ะ” โจวเฟิงรับคำแต่ดวงตากลับแข็งนัก
หงซือซือรู้สึกได้ว่าพระสนมถูผู้นี้คงไม่เป็นที่โปรด
ปราน ขบวนบ่าวที่ตามเสด็จไปยังตำหนักอิงฟ้ามีแปด
คน เฉียงม่านหลิงตัวปลอมคอยลอบสังเกตท่าทีของ
ฮ่องเต้ที่มีฮองไทเฮา แม้จะมิได้หวาดกลัวแต่ก็ยังยอม
ทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ เห็นทีอำนาจของฮองไทเฮา
ในวังหลวงจะมิใช่ธรรมดา
พระสนมถูชิงหลินพำนักอยู่ในตำหนักโอ่อ่า หงซื
อซือเพิ่งรู้ว่าโจวเฟิงมิยอมแต่งตั้งผู้ใดเป็นฮองเฮา พระ
สนมผู้ครองตำแหน่งเฟยนอกจากถูชิงหลินที่เป็น
หลานของฮองไทเฮาแล้วก็ยังมีก่งเยว่ชิงที่เป็นบุตรสาว
ของใต้เท้าก่งเจ้ากรมกลาโหม
ถูเฟยใบหน้างดงามรูปร่างบอบบาง นางนั่งก้ม
ศีรษะคารวะฮองไทเฮากับฮ่องเต้ คนแรกรีบกรากเข้า
ไปดูอาการแต่คนหลังทำสีหน้าเบื่อหน่าย
“เจ้าไม่เป็นอันใดมากใช่ไหม?”
“แค่เวียนศีรษะนิดหน่อยเพคะ”
“คงเป็นโรคที่ต้องการความสนใจพะยะค่ะ” เสียง
ของฮ่องเต้ดูไม่คล้ายปราชดปราชัน ใบหน้าเรียบเฉย
“ฝ่าบาท หม่อมฉันอ่อนแออยู่แต่เดิม พระองค์ก็
ทรงทราบอยู่แล้ว”
“อืม…ถ้าเช่นนั้นคงไม่เหมาะจะตั้งครรภ์สินะ”
“หามิได้เพคะ การตั้งครรภ์เป็นหน้าที่อันสำคัญที่
หม่อมฉันทำได้อยู่แล้ว”
ฮ่องเต้ยกยิ้มมุมปาก “ถูเฟยช่างรักหน้าที่ยิ่งนัก”
“เอาเถิดถูเฟย เจ้าพักผ่อนให้ดี อ้ายเจียหวังว่า
เจ้าจะหายโดยไว” ฮองไทเฮารีบตัดบทเมื่อเห็นสีพระ
พักตร์ของฮ่องเต้ไม่ค่อยจะดี แม้ถูเฟยจะไม่อาจทำให้
โจวเฟิงหวั่นไหวกับความงามของนางได้ แต่อย่างน้อย
ในตำแหน่งนี้ก็เป็นฐานอำนาจสำคัญในราชสำนัก
“เป็นพระกรุณายิ่งแล้วเพคะ” นางค้อมศีรษะชด
ช้อย หางตาเหลือบมองพระสวามีแต่เพียงในนามที่ไม่
ยอมหันมามอง
ฮ่องเต้สะบัดพระพักตร์เดินออกมา หงซือซือเห็น
ความขุ่นเคืองในใบหน้าของพระองค์แล้วจึงรู้แน่ว่า ถู
ชิงหลินมิได้รับแม้ความสนใจสักเสี้ยว วูบหนึ่งนางรู้สึก
เห็นใจสตรีผู้บอบบางยิ่งนัก
ครั้นกลับถึงตำหนักลู่เสียนโจวเฟิงก็สั่งให้เฉียง
เจียวมิ่งกับเฉียงม่านหลิงเฝ้าดูแลอยู่ในห้องหนังสือ
ส่วนผู้อื่นนั้นให้รอรับใช้อยู่ด้านนอก
“เจ้าดูนางสิ เสแสร้งแกล้งทำป่วยบ่อยเหลือเกิน
ข้ารำคาญ”
“ฝ่าบาท นางอยากให้พระองค์ดูแลบ้างเท่า
นั้นเองเพคะ” เฉียงเจียวมิ่งแย้งด้วยน ้าเสียงอ่อนๆ
“เจ้าก็ดีแต่เข้าข้างนาง หากไม่เป็นเพราะนาง เจ้า
ก็คงได้เข้ามาเป็นสนมของข้าแล้ว” โจวเฟิงทอดสาย
พระเนตรอ่อนโยนมายังเฉียงเจียวมิ่ง
“เรื่องนี้แล้วแต่วาสนาเถิดเพคะ เอาไว้ท่านพ่อ
ของหม่อมฉันรอดพ้นภัยคราวนี้ได้ก่อน” นางก้มนาง
ถอนหายใจ ฮ่องเต้ยื่นพระหัตถ์มากุมมือของนาง “ข้า
ก็อยากให้เรื่องวุ่นวายพวกนี้จบลงสักที หากหนีไปเสีย
แต่ทีแรกคงไม่ต้องมาถูกกักขังในวังหลวงเช่นนี้”
หงซือซือเงยหน้ามองโจวเฟิงด้วยความแปลกใจ
คนผู้นี้มิได้อยากเป็นฮ่องเต้หรอกหรือ?
“ดีที่ยามนี้ยังไม่มีผู้ใดรู้ว่าตรากระเรียนทองคำ
หายไป ไม่เช่นนั้นเกิดความโกลาหลขึ้นในราชสำนัก
เป็นแน่ พวกเจ้าเองก็คอยจับตามองช่วยข้าให้ดี”
‘ตรากระเรียนทองคำหายไป แย่แล้ว! ต้องรีบหา’
หงซือซือตกใจยิ่งกว่าฮ่องเต้ นางรอนแรมมาตั้ง
ไกลเพื่อขโมยตรากระเรียนทองคำ ทว่าฮ่องเต้กลับเอ่ย
เองว่าหาย….ใครกัน? คนที่ต้องการตรากระเรียน
ทองคำ!
นางมองหน้าเฉียงเจียวมิ่ง หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับ
คดีของเฉียงหยางจง?
หงซือซืออดใจรอจนถึงยามกลับห้องพักด้านหลัง
ตำหนัก นางกับเฉียงเจียวมิ่งนอนห้องเดียวกัน เมื่อสบ
โอกาสก็รีบจู่โจมถามทันที
“เจ้าคิดว่าผู้ใดเอาตรานั้นไป?”
เฉียงเจียวมิ่งส่ายหน้า “อย่าว่าแต่ข้าไม่รู้ ท่านพ่อ
ข้าก็ไม่รู้ เจ้าเห็นอยู่ว่าพ่อข้าเป็นอาลักษณ์ผู้หนึ่งคอย
ติดตามฝ่าบาทเพื่อบันทึกการสนทนากับเหล่าขุนนาง
และพระราชดำริ จะไปทันเล่ห์เหลี่ยมของคนพวกนั้นได้
อย่างไร? ซ ้าวันที่กล่องมังกรหายท่านพ่อก็อยู่ในตึก
เก็บตำรา จะไปรู้ได้อย่างไรว่ากล่องมังกรถูกเก็บซ่อนไว้
ที่นั่น”
“คนที่เอาตรานี่ไปได้ จะสามารถขึ้นครองราชย์ได้
หรือไม่?”
“ต้องผ่านความเห็นชอบจากเหล่าขุนนางอยู่ดี
เพียงแต่หากไม่มีตราก็จะสั่งการเคลื่อนกำลังกองทหาร
ทั้งแคว้นไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีตราไว้”
“ที่แท้ก็เป็นตราควบคุมกองกำลังทหาร”
“สามตระกูลที่เป็นผู้นำฝ่ายทหารล้วนยอมรับ
อำนาจของผู้ถือตรากระเรียนทองคำ หากฮ่องเต้ไม่มี
มันก็เหมือนมังกรไร้เขี้ยวเล็บ”
หงซือซือพยักหน้า ที่แท้…ท่านฝู่กั๋วกงที่เป็นท่าน
ตาของท่านอ๋องเก้าต้องยอมตรากตรำตามหาสิ่งนี้เพื่อ
รองรับอำนาจช่วยฮ่องเต้นี่เอง!
“เจ้าคิดว่าผู้ใดน่าสงสัย?”
“ฮองไทเฮา เพราะท่านอ๋องโจวเป็นลูกของพระ
นาง ส่วนฝ่าบาทเป็นลูกของอดีตฮองเฮา เจ้าคิดไหม
ว่าทั้งหมดทั้งมวลพระนางย่อมได้ประโยชน์กว่าผู้ใด?”
เฉียวม่านหลิงตัวปลอมพยักหน้าอีกคำรบหนึ่ง ไม่
ผิดหวังที่มาหลอกถามผู้ใกล้ชิดของฮ่องเต้ เห็นทีต้อง
ไปเยือนวังของฮองไทเฮาสักครั้งหนึ่งแล้ว
ขันทีน้อยที่รับอาสาเข้าเวรตำหนักฮองไทเฮาเดิน
ไปตรวจหน้าต่างและประตูห้องในตำหนักฮองไทเฮา
อย่างเข้มงวด แล้วเดินออกไปตรวจตราหน้าระเบียง
องครักษ์หกนายเดินตรวจรอบตำหนัก ส่วนอีกสี่คนยืน
เฝ้ายามหน้าประตู
“ขันทีเกิ่ง ข้างในเรียบร้อยหรือไม่?”
“เรียบร้อยแล้ว พวกเขาไปตรวจสวนอีกสักรอบก็
แล้วกัน”
เงาวูบผ่านมาพร้อมควันขาวคลุ้ง ร่างของขันที
น้อยผล็อยร่วงลงไปกองกับพื้น คนในชุดดำบุกเข้าไป
ด้านในพร้อมปิดประตู ห้องหนังสือถูกรื้อค้น สองมือ
นั้นเปิดดูข้าวของที่วางอยู่โดยรอบอย่างว่องไว เมื่อเห็น
ว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติก็ตรงไปห้องบรรทม ยกท่อไม้ลำ
เล็กขึ้นเป่าควันขาวเข้าไปข้างใน ก่อนจะย่องเข้าไปค้น
ดูข้าวของรอบห้อง
“ขันทีเกิ่ง! ขันทีเกิ่ง! เจ้าเป็นอันใด?” องครักษ์รีบ
เขย่าร่างขันทีที่นอนหลับอยู่ พื้น ร่างนั้นค่อยๆ ลืมตา
ขึ้น
“มีคนร้าย…รีบช่วยฮองไทเฮา” คำพูดขาดห้วง
คล้ายคนวิ่งมาแสนไกลทำให้องครักษ์ทั้งหกรีบพุ่งเข้า
ไปในตำหนัก พวกเขาบุกเข้าไปในห้องบรรทมของฮอง
ไทเฮาเห็นเพียงข้าวของกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น นาง
กำนัลทั้งสี่สลบไสล
“ไปเรียกหมอหลวงเร็วเข้า! ส่วนเจ้ารีบไปกราบทูล
ฝ่าบาท” หัวหน้าองครักษ์ประจำตำหนักฮองไทเฮาร้อง
สั่ง ความโกลาหลพลันบังเกิด เมื่อเหล่าองครักษ์ที่
รักษาการณ์อยู่โดยรอบรีบเข้ามาตรึงกำลังล้อมตำหนัก
เอาไว้
ขันทีน้อยที่ลุกขึ้นได้รีบดึงแขนฉินกงกงให้เข้าไป
ห้องบรรทม “ไม่ต้องห่วงข้าหรอกท่านกงกง รีบเข้าไป
ดูฮองไทเฮาจะดีกว่าขอรับ”
‘ดีที่มีคนลงมือก่อน ไม่งั้นคงต้องกลายเป็นผู้ต้อง
สงสัยเสียเอง’ หงซือซือในร่างขันทีเกิ่งมองไปรอบๆ
ห้องบรรทม คนร้ายบุกเข้ามาและออกไปเร็ว ขันทีน้อย
สะดุดตาของสิ่งหนึ่งบนพื้น ครั้นเข้าไปใกล้กลับเป็น
หยกห้อยเอว จึงรีบก้มลงหยิบใส่สาบเสื้อ หลักฐานชั้น
ดีที่รู้ว่าผู้ลงมือคือผู้ใด?
หมอหลวงทั้งห้าคนเข้าตรวจทั้งฮองไทเฮาและ
นางกำนัลทั้งสี่ ฮ่องเต้เองก็ทรงเสด็จมาอย่างเร่งด่วน
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ฮองไทเฮาเพียงโดนรมยานิทราพะยะค่ะ ไม่เป็น
อันตราย”
หญิงวัยกลางคนบนเตียงลุกขึ้นนั่งแล้วมองไป
รอบๆ ห้องด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
“พวกเจ้าตรวจตราให้ละเอียดที่ว่ามีสิ่งของใด
หายไปหรือไม่?”