ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 206 อัครมหาเสนาบดี
เจียงเผิงเผิงได้รับสาส์นจากศิษย์ผู้พี่เซียนพัน
หน้าบิดาของหงซือซือก็รีบรุดเดินทางไปช่วยหลานสาว
ที่แคว้นผิงในทันที นางเองก็รู้สึกตกใจที่นักฆ่าสำนัก
มืออสูรจำนวนมากปรากฏตัวที่แคว้นผิง เพียงพวกเขา
รวมกันตัวสิบยี่สิบคนก็นับได้ว่าต่อกรยากลำบากอยู่
แล้ว คราวนี้หลานสาวส่งสาส์นมาบอกว่ามีมากกว่าห้า
สิบคน เจียงเผิงเผิงจึงมิอาจเมินเฉย
หลังจากพี่ชายรายงานความเคลื่อนไหวในทางลับ
ให้ทราบ ชินอ๋องทรงเกรงว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ที่กำลัง
ตั้งครรภ์อาจจะได้รับอันตรายจึงได้ส่งองครักษ์ของ
ฮ่องเต้หมิงเฟยหลง ทั้งหู่ซิ่นสือและจูจิ้นติ้งตามไป
สมทบที่คฤหาสน์หงส์ไฟในแคว้นผิง
เมื่อท่านอาเจียงมาถึงในเวลาแทบจะพร้อมกันกับ
องค์รักษ์จากแคว้นหมิง หงซือซือจึงให้ท่านอาของนาง
สอนวิชากระบี่กราชากวิญญาณของสำนักมืออสูรให้แก่
เหล่าองครักษ์ของฮ่องเต้หมิงเฟยหลง รวมถึงองครักษ์
เงาทั้งหมด
“ดีแล้ว! เราฝึกคนของเราได้แต่อย่าฝึกให้คนของ
แคว้นผิงเชียว” มังกรขาวเจ้าเล่ห์อมยิ้มเมื่อเห็นคนของ
ตนที่เป็นยอดฝีมือเดินทางมาสมทบอีกห้าสิบคน “ขอ
แค่องครักษ์ของข้าจัดการนักฆ่าตาสีแดงพวกนั้นได้ ที่
เหลือก็ให้กองทัพของกุ้ยเพียนโจวจัดการก็แล้วกัน”
จินวั่งซู่ได้เห็นฝีมือของท่านอาเจียงที่แปลงโฉม
เป็นหญิงงามก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ นั่งเฝ้าดูนางฝึกเหล่า
องครักษ์อยู่นับชั่วยามจนนางเรียกให้เขาไปฝึกด้วย
“คุณชายจิน เจ้าเองก็ควรจะฝึกด้วยเช่นกัน”
“หากหญิงงามเรียกร้อง ข้าก็ไม่ขัดข้อง” จินวั่งซู่
ยินยอมฝึกแต่โดยดี เขาเองก็นึกหวาดกลัวตนเองจะ
เจอถูกหลงและอีกอย่างวิชาของสำนักมืออสูรหากมิได้
ท่านอาของหลวนฮองเฮาผู้นี้มาบอกเคล็ดวิชาให้คง
ยากที่องครักษ์ทั่วไปจะสู้ภายในสิบเพลงแล้วจะเอาชนะ
นักฆ่าเหล่านั้นได้
“พวกเขามิได้มีเพียงเพลงกระบี่ที่ร้ายกาจ ทว่า
พละกำลังพวกเขาก็เหนือมนุษย์นัก ครั้งนี้ข้าได้นำยา
เพิ่มพลังชั่วคราวมาให้เจ้าด้วย” นางควักเอาขวดยา
ออกมามอบให้หลานสาว “ในนี้มีหนึ่งร้อยเม็ด ทุกคน
กินได้เพียงวันละหนึ่งเม็ด หากเริ่มกินแล้วยาจะออก
ฤทธิ์ได้เพียงสองชั่วยาม จงเร่งจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด”
ระหว่างนั้นข่าวของนักฆ่าสำนักอินทรีที่ถูกนักฆ่า
มืออสูรไล่ล่าล้มตายไปหมดบนหน้าผาอินทรีผงาดก็
มาถึงเมืองหลวง
“ศพของแม่ทัพน้อยต้วนเหรินเจี๋ยถูกพบตกลงไป
ตายอยู่ข้างล่าง คนของเรายืนยันแล้วว่าเป็นศพคนผู้
นั้นจริงขอรับ” หัวหน้าสวีที่ส่งคนสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟ
ลอบติดตามนักฆ่ามืออสูรของใต้เท้าฝูไปกลับมา
รายงาน “บัดนี้นักฆ่ามืออสูรทั้งหมดเดินทางขึ้นเหนือ
ไปแล้วขอรับ”
“เห็นทีจะเป็นเหมือนทีเราคาด” หงอี้เทียนหันไป
มองน้องสาวที่นั่งลูบหน้าท้องกลมของตน “เจ้าเองก็
เลิกเข้าวังได้แล้ว เห็นชัดเจนเช่นนี้เก็บตัวอยู่แต่ในนี้
เถิด”
“เจ้าอยู่ในนี้ปลอดภัยที่สุดแล้ว ข้าเองก็จะได้
สบายใจ เรื่องข้างนอกปล่อยเป็นธุระของข้าเถิด”
หงซือซือพยักหน้า ย่างเข้าปลายเดือนที่สี่เจ้า
มังกรน้อยดูจะเติบโตอย่างรวดเร็ว หน้าท้องของนาง
เริ่มนูนจนสังเกตเห็นได้ชัด ราชครูหมิงก็ออกจากเรือน
รับรองในวังย้ายกลับมาอยู่กับนางที่คฤหาสน์หงส์ไฟ
ท่านอาเจียงเห็นหลานสาวท้องโตก็รู้สึกตื่นเต้น
“พวกเราจะมีหลานไว้เชยชมแล้ว เสร็จเรื่องทางนี้ข้าจะ
รอกลับแคว้นหมิงพร้อมกับเจ้า”
ฮ่องเต้หมิงเฟยหลงได้ยินเช่นนั้นก็สบายพระทัย
หากหงซือซือมีท่านอาเจียงที่เก่งกาจคอยดูแลอยู่
ใกล้ๆ เช่นนี้หากเหล่านักฆ่าบุกมาท่านอาเจียงก็ย่อม
จัดการได้แน่
ข่าวจากภาคเหนืออีกสองสามวันต่อมาล้วนสร้าง
ความตื่นเต้นและปลาบปลื้มแก่คนทั้งเมืองหลวง ใต้
เท้าฝูอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายกับรองแม่ทัพกุ้ยเพียนโจวป
ราบกบฏแม่ทัพต้วนได้สำเร็จ บัดนี้ต้วนจินป้านถูกลอบ
สังหารนอกค่ายและกองทัพภาคเหนือยอมสวามิภักดิ์
กับฮ่องเต้ รองแม่ทัพที่รับใช้ใกล้ชิดต้วนจินป้านสอง
คนถูกตัดศีรษะเสียบประจานอยู่หน้าค่ายเพื่อมิให้เป็น
เยี่ยงอย่าง
ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการปูนบำเหน็จให้รองแม่
ทัพกุ้ยเพียนโจวเป็นแม่ทัพใหญ่กุมกำลังภาคเหนือและ
แต่งตั้งรองแม่ทัพภาคกลางอีกคนขึ้นเป็นแม่ทัพภาค
กลาง โดยมิยอมให้มีแม่ทัพใหญ่คุมสามทัพเพราะเกรง
จะเกิดการกบฏอีก
“คงได้เวลาที่ใต้เท้าฝูในฐานะผู้ปราบกบฏจะร้อง
ขอตำแหน่งสำคัญแล้วสินะ” ราชครูหมิงได้กราบทูลให้
ฮ่องเต้โจวเฟิงทรงเตรียมพระองค์ไว้แล้ว
“เจ้าว่า ข้าควรพระราชทานตำแหน่งนี้ให้เขา
หรือไม่?”
“หากฝ่าบาทไม่ทรงพระราชทานแล้วเขาจะคิดก่อ
กบฏเมื่อใดพะยะค่ะ? ทรงรีบให้อำนาจเขามากๆ เขาจะ
ได้เร่งลงมือ คนเรายามมัวเมาในอำนาจย่อมเห็นช้าง
ตัวเท่าหนูนะพะยะค่ะ”
“อืม…ในเมื่อคนผู้นี้ได้วางแผนมานานแล้ว ข้าคง
ต้องเร่งส่งเสริมเขาเสียหน่อย”
“ควรแล้ว พะยะค่ะ”
ฮ่องเต้โจวเฟิงเมื่อเห็นใต้เท้าฝูในยามขึ้นบัลลังก์
ออกว่าราชการในครั้งต่อมาจึงทรงยืนขึ้นกล่าวชื่นชมฝู
จินหรง พร้อมทั้งสรรเสริญเยินยอเสียเลิศลอย
“แคว้นผิงนับว่าโชคดียิ่งแล้วที่มีเสนาบดีผู้
เก่งกล้าสามารถและจงรักภักดีอย่างยิ่งยวดเช่นใต้เท้า
ฝู เจิ้นเองก็รู้สึกซาบซึ้งใจกับความเสียสละตรากตรำ
ทำงานหนักและอันตรายอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย
นับว่าฝูจินหรงอัครเสนาบดีผู้นี้มีความชอบเหนือกว่า
ขุนนางคนใดๆ ในแคว้นนี้ เจิ้นจึงเห็นสมควรยกย่อง
และแต่งตั้งให้ฝูจินหรงเป็นอัครมหาเสนาบดีกุมอำนาจ
เหนือขุนนางทั้งปวงในราชสำนัก”
ได้ยินคำประกาศจากพระโอษฐ์ของฮ่องเต้เช่นนั้น
ใต้เท้าฝูถึงกับตะลึงอ้าปากค้างเขาไม่คิดว่าฮ่องเต้จะ
ทรงกล้ามอบตำแหน่งเหนือขุนนางทั้งปวงให้แก่เขา
โดยที่ยังมิได้ร้องขอ ตำแหน่งนี้ไม่เคยมีมาก่อนใน
แคว้นผิง การเป็นอัครมหาเสนาบดีย่อมเหนือกว่าอัคร
เสนาบดีฝ่ายซ้ายและอัครเสนาบดีฝ่ายขวา จากนี้ไป
แผนการที่คิดจะฮุบราชบัลลังก์ก็ใกล้เข้ามาในเมื่อเขา
ได้เสนอนายทหารที่เป็นคนของตนขึ้นเป็นแม่ทัพ
ภาคใต้และแม่ทัพภาคเหนือเอาไว้แล้ว การจะลิดรอน
ความน่าเชื่อถือของฮ่องเต้ย่อมไม่เกินความสามารถ
ขุนนางในท้องพระโรงล้วนเป็นขุนนางระดับสาม
ขึ้นไปซึ่งถือว่าเป็นขุนนางระดับอาวุโสล้วนร่วม
สรรเสริญความสามารถของฝูจินหรงโดยพร้อมเพรียง
กัน เมื่อสิ้นสุดการปราชุมก่อนเที่ยงวันนั้นทุกคนต่าง
ครุ่นคิดจะไปหาของกำนัลที่ถูกใจมามอบให้ใต้เท้าฝูใน
งานฉลองตำแหน่งใหม่ในไม่ช้านี้
“ราชครูหมิง….ท่านว่างานเลี้ยงครั้งนี้ทุกอย่างจะ
เรียบร้อยหรือไม่?”
“ได้โปรดวางพระทัย ในเมื่อทุกคนมารวมตัวอยู่ใน
งานเลี้ยง ย่อมเหมาะสมที่จะเปิดโปงพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้โจวเฟิงทรงผงกพระเศียรเบาๆ จงยินดีไป
เถิดฝูจินหรง เส้นทางสู่อำนาจล้วนมิเคยโรยด้วยกลีบ
กุหลาบ ครั้นปราชุมเสร็จฮ่องเต้นทรงเสด็จไปยัง
ตำหนักของ ฮองไทเฮา ‘อันดับแรกข้ากับราชครูหมิง
ต้องไปข่มขู่เสด็จแม่เอาไว้ก่อน หากว่านางยอมให้
ความร่วมมือแต่โดยดี งานนี้ย่อมราบรื่น’
เมื่อโจวเฟิงปรากฏพระวรกาย ฮองไทเฮาถึงกับ
หน้าซีด หลังจากที่พระนางคายความลับไปเมื่อคราว
ก่อนก็ได้รับราชโองการให้สวดมนต์เช้าและเย็น ข้าราช
บริพารทั้งตำหนักต้องถูกตรวจสอบและตรวจตราการ
เข้าออกอย่างเข้มงวด
“ฝ่าบาท มีเรื่องใดกับข้าอีกหรือ?”
โจวเฟิงทรงอนุญาตให้โจวอ๋องมาเยี่ยมพระนาง
ได้เพียงเดือนละสองครั้ง ท่านอ๋องโจวชุ่นเมื่อได้ยิน
เรื่องราวที่เสด็จแม่ของตนเคยส่งคนมาลอบฆ่าฮ่องเต้
ถึงกับแทบลมจับ แม้จะรู้ว่าพระมารดาต้องการบัลลังก์
มังกรแต่ก็มิได้คิดว่าจะกล้าร่วมมือกับคนนอกส่งมือ
สังหารที่อันตรายที่สุดในยุทธภพเข้ามาถึงวังหลวง โจว
อ๋องจึงมิกล้าคัดค้านการลงโทษที่พระเชษฐาได้กระทำ
ต่อมารดาของตน ดีเท่าใดที่มิได้ส่งพระนางไปยัง
ตำหนักเย็นที่แร้นแค้นและร้างไร้ผู้คนคอยดูแล
“หม่อมฉันกำลังจะจัดงานเลี้ยงฉลองตำแหน่ง
อัครมหาเสนาบดีให้กับฝูจินหรง จึงมาทูลเชิญเสด็จแม่
ทรงไปร่วมงานด้วยเสียหน่อยพะยะค่ะ” ท่าทีหมางเมิน
และดูแคลนอยู่ในทีทำเอาฮองไทเฮาทรงพระพักตร์ชา
เมื่อนางสิ้นอำนาจวาสนาและถูกฮ่องเต้จับได้ว่าคิด
ปองร้าย ยังดีที่คนผู้นี้ยังไว้ไมตรี
“เจ้าคิดให้ข้าทำสิ่งใดกันแน่?”
“ขอเพียงท่านยังทำตัวเป็นผู้ร่วมมือในการลอบ
สังหารฆ่ากับใต้เท้าฝูเพื่อทำให้เขายอมพูดแผนต่อไป
กับพระองค์ ข้าจะงดกักบริเวณทันที”