ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 213 แม่ทัพถงปกปิด
หงอี้เทียนที่ยืนในตำแหน่งบัญชาการของค่ายกล
เก้าดวงดาวมองเห็นกลุ่มทหารจำนวนมากที่มุ่งตรงมา
ก็ตกใจ
“มีทหารมาสมทบข้างหน้าโน่น! พวกท่านดูสิ!”
เสียงร้องของเขาทำให้ทุกคนรีบมองไปด้านหน้าท้อง
พระโรงเป็นจุดเดียวกัน เหล่าขุนนางเมื่อเห็นทหารมา
สมทบอีกก็พลันอกสั่นขวัญแขวนมิรู้ว่าคนกลุ่มนั้นเป็น
พวกของผู้ใดกันแน่?
“เป็นพวกของใครกัน?” ฮ่องเต้โจวเฟิงรีบเดินไป
ข้างหน้าเพื่อจะได้มองให้ถนัด จินวั่งซู่ ท่านอาเจียง
และหัวหน้าสวีช่วยนำทหารป้องกันอยู่ด้านข้าง มิให้
พวกกบฏบุกเข้ามาใกล้ ทุกคนล้วนเหนื่อยอ่อนจากการ
ต่อสู้มาร่วมสองชั่วยาม
“ฝ่าบาท แม่ทัพถงมาช่วยแล้วพะยะค่ะ!” หัวหน้า
องครักษ์จังจิ้นเล่อมองเห็นแม่ทัพในชุดเกราะที่นำหน้า
มาก็ใจชื้นขึ้น
“ฆ่ากบฏให้หมด! เข้าไปช่วยฮ่องเต้ให้ได้” ถงเห
ยียนแม่ทัพใหญ่ภาคกลางชูกระบี่ขึ้นสูง ตะโกนบอกให้
ทหารทั้งหมดที่ตามหลังตนมาบุกตะลุยเข้าไปในท้อง
พระโรง
ฝูหยางเห็นทหารจำนวนมากบุกเข้ามาก็ตกใจ
“ใต้เท้าฝู ถงเหยียนบุกมาขอรับ!”
ใต้เท้าฝูผงกศีรษะขึ้นมองเมื่อได้ยินว่าทหารจาก
กองทัพภาคกลางบุกเข้ามาช่วยฮ่องเต้ก็หน้าซีด
“ถงเหยียนคนทรยศ ยังกล้าบุกเขามาที่นี่อีก?” ฝู
จินหรงผงกศีรษะขึ้นมอง แม่ทัพถงอย่างโกรธแค้น
แม่ทัพถงหันมามองนางที่นั่งพิงเสาท้องพระโรง
พร้อมกุมบาดแผล เสื้อผ้ายังมีรอยเลือดประปราย หมอ
หลวงทั้งสามนั่งตัวสั่นอยู่ด้านหลัง
“ฝูจินหรง ข้าขอเลือกข้างที่ถูกต้อง ปกป้องฝ่า
บาทและราชสำนัก”
“หึ! ข้างที่ถูกต้อง ที่แท้แล้วเจ้าก็แค่คนตระบัด
สัตย์ที่หาข้ออ้างให้ตัวเองดูดี”
“รู้เช่นนั้นก็ดีแล้ว” แม่ทัพถงบุกเข้าไปหาฝูจินหรง
ฝูหยางจึงมาขวางเอาไว้ถงเหยียนตวัดกระบี่เข้าใส่
อย่างไม่ยั้งมือจนฝูหยางต้องล่าถอย
“ขวางเอาไว้!” แม่ทัพถงร้องสั่งก่อนจะเข้าไปถึง
เป้าหมาย ร่างของใต้เท้าฝูนอนอยู่ด้านล่าง กระบี่ใหญ่
ของแม่ทัพถงอยู่ต่อหน้าทำเอาขุนนางวัยกลางคนนึก
หวาดกลัว
“เจ้าคิดจะทำอันใด?”
“กำจัดเสี้ยนหนามแผ่นดินน่ะสิ” ถงเหยียนเป็น
นักรบมานาน ในฐานะนักรบเขาแน่ใจว่าคนตายคือคน
ที่พูดไม่ได้ ในเมื่อฝูจินหรงกับเขาเคยตกลงจะร่วมมือ
กันหากปล่อยให้อีกฝ่ายมีโอกาสรื้อฟื้นเรื่องเหล่านี้
ย่อมเป็นเรื่องเสียหายต่อชื่อเสียง หากทำให้ฝูจินหรง
กลายเป็นคนตายเสียเรื่องก็จบแล้ว แม่ทัพถงคิดได้
ดังนั้นก็แทงกระบี่เข้าตรงหัวใจของใต้เท้าฝูทันที
“อ๊าก!” ใต้เท้าฝูตกตะลึงไม่คาดคิดว่าแม่ทัพถงจะ
กล้าแทงตนตรงๆ เช่นนี้ “จะ เจ้า กล้า…”
“ความลับจะอยู่กับคนตายเท่านั้น”
ฝูจินหรงสิ้นลมหายใจภายใต้ดาบเดียวของแม่
ทัพถง ดวงตาของเขาเบิกโพลงจับจ้องที่แม่ทัพผู้
เปลี่ยนใจในชั่วข้ามคืน
‘ข้าจะปล่อยให้เจ้ามีลมหายใจอยู่ประณามข้าอีก
ทำไมกัน? เส้นทางการเป็นแม่ทัพนี้แม้เจ้าจะมีส่วน
ผลักดันข้า แต่ระหว่างโจรกับโจรย่อมยากจะรักษา
สัจจะ’
หัวหน้ามือปราบฝูหยางมองดูญาติผู้พี่สิ้นใจไป
ต่อหน้าก็รีบทะยานเข้ามาหวังจะแทงที่ร่างของแม่
ทัพถง ฝ่ายนั้นพลิกตัวยกกระบี่กลับมารับอย่างรวดเร็ว
การโต้กลับฉับพลันทำให้ร่างของฝูหยางผงะหงายเซ
ไปด้านหลัง
ท่ามกลางเสียงปะทะกันของกระบี่หลายร้อยชีวิต
รอบข้าง จนแทบไม่ได้ยินว่าผู้ใดกล่าวสิ่งใด ฝูหยาง
ร้องด่าถงเหยียน
“คนชั่วช้า! เจ้าหักหลังญาติผู้พี่ของข้าจึงคิดฆ่า
ปิดปากเพราะเกรงตนเองจะเสื่อมเสียชื่อเสียง”
“เจ้าเองก็สมควรไปอยู่กับญาติผู้พี่ของเจ้า
เช่นกัน” แม่ทัพถงรู้ว่าฝูหยางเก็บรายชื่อผู้ร่วมก่อการ
กบฏเอาไว้จึงรีบทะยานเข้าต่อสู้ ทุกกระบวนท่าล้วน
หวังชีวิต ฝูหยางต่อสู้มาแล้วพักใหญ่เรี่ยวแรงย่อมมิ
อาจสู้แม่ทัพถงที่เพิ่งเข้ามา กำลังของเขาจึงตกเป็น
รอง อีกประการหนึ่งถงเหยียนแม่ทหารฝึกซ้อมเพลง
อาวุธมิเคยขาด ต่างจาก ฝูหยางที่กลายเป็นมือปราบ
ในเมืองหลวงเสวยสุขอยู่ท่ามกลางความเอื้อเฟื้อของ
เหล่าคหบดีใหญ่น้อยที่มักจะเชื้อเชิญเขาไปงานเลี้ยง
หรือเลี้ยงอาหารตามเหลาและภัตตาคารหรูหราอยู่
เนืองๆ วิทยายุทธ์ที่เคยฝึกปรือล้วนกลายเป็นเพียง
ความเคยชินในอดีตเท่านั้น
ฮ่องเต้โจวเฟิงประทับอยู่บนแท่นพระที่นั่งจึง
ทอดพระเนตรการต่อสู้ระหว่าง แม่ทัพถงกับฝูหยางได้
ถนัดตา มองจากระยะไกลหลายคนก็ย่อมจะคิดว่าถง
เหยียนสู้อย่างมอบกายถวายชีวิตเพื่อกำจัดกบฏ ทว่า
ความจริงแล้วนี่เป็นโอกาสในการปกปิดซ่อนเร้นความ
ผิดพลาดที่แม่ทัพถงเคยสมคบกับกลุ่มกบฏต่างหาก
ไม่นานนักถงเหยียนก็ฟันฝูหยางได้นับสิบแผล
และแทงเข้าที่ท้องของหัวหน้ามือปราบเมืองหลวงจน
ปลายกระบี่ทะลุไปข้างหลัง
“หัวหน้ากบฏตายหมดแล้ว!” ฮ่องเต้ทรงร้อง
ออกมาเสียงดังลั่น เหล่าองครักษ์รักษาพระองค์ทั้งจาก
แคว้นหมิงและแคว้นผิงล้วนโห่ร้องแสดงความยินดีกัน
ดังลั่น ทหารกบฏที่เหลือยอมทิ้งกระบี่จำนน หลังจากที่
ล้มตายไปมากกว่าครึ่ง ทหารจากทัพภาคกลางกรูเข้า
มาจับกุมผู้กระทำความผิดออกไปคุมขัง บางส่วนเข้า
มาเก็บศพของผู้เสียชีวิตออกไปนอกวังหลวง เหล่า
ขันทีและนางกำนัลวังหลวงถูกกงกงเรียกเข้ามาเก็บ
กวาดทำความสะอาด
ราชครูหมิงประคองหงซือซือให้ลุกขึ้นมอง
เหตุการณ์ที่กำลังสงบลง
“เจ้าไปนอนพักที่เรือนรับรองในวังก่อนดีกว่า ให้
หมอหลวงตรวจครรภ์เสียก่อนข้าจะได้สบายใจ”
“อืม….” หงซือซือดูอ่อนระโหยโรยแรง ราชครูหมิ
งจึงอุ้มร่างของนางอย่างระมัดระวัง
“ฝ่าบาท รบกวนช่วยเหลือกระหม่อมด้วยพะยะ
ค่ะ”
ฮ่องเต้หันมาดูสองสามีภรรยาแล้วรีบเอ่ย
“องครักษ์จังเจ้าเรียกหมอหลวงมาตรวจร่างกายกุนซื
อหงที่เรือนรับรองเดี๋ยวนี้” ก่อนจะหันไปสบตากับ
ราชครูหมิง “ท่านไปที่เรือนรับรองก่อนเถิด ทางนี้ข้าจะ
มอบหมายให้ขุนนางผู้ใหญ่ช่วยดูแลเอง”
“พะยะค่ะ” ราชครูหมิงเดินอุ้มภรรยาลิ่วไปยังเรือน
รับรองที่เคยพำนัก โดยมีท่านอาเจียงและจินวั่งซู่
พร้อมด้วยองครักษ์เงาทั้งหมดติดตามไป ส่วนองครักษ์
ชุดเทาติดตามหงอี้เทียนออกไปจากวังหลวงเพื่อพัก
ยังสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟ เพื่อให้องครักษ์ในวังหลวง
แคว้นผิงทำงานได้สะดวก
ขุนนางทั้งหลายที่หลบอยู่แต่ละมุมของท้องพระ
โรงหลบการฆ่าฟันอย่างดุเดือดหลายคนได้รับบาดเจ็บ
ฮ่องเต้โจวเฟิงเรียกหาเจ้ากรมทั้งหกกรมให้ออกมา
ช่วยกันสั่งขุนนางทั้งหลายเก็บกวาดวังหลวงให้
เรียบร้อย และตามคนของสำนักหมอหลวงออกมา
ตรวจตราช่วยรักษาขุนนางที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะพา
พระสนมเฉียงกลับตำหนักลู่เสียน
“เจิ้นหวังว่าพวกท่านคงจะจัดการทุกสิ่งให้
เรียบร้อยภายในสองวัน ก่อนการว่าราชการครั้งต่อไป
ของเจิ้น” น ้าเสียงของฮ่องเต้ดูไม่พร้อมจะหย่อนให้
เลยสักนิด เจ้ากรมทั้งหลายรู้ว่าเมื่อชั่วยามที่ผ่านมา
ตนเองได้แสดงความรักตัวกลัวตายอย่างน่าละอายต่อ
หน้าพระพักตร์ด้วยการยอมจำนนต่อฝูจินหรงจึงไม่
กล้าเงยหน้าต่อรองสิ่งใด รีบรับคำด้วยน ้าเสียงหนัก
แน่น
“ฮองไทเฮากับโจวอ๋องถูกนำตัวกลับไปรักษาที่
ตำหนักแล้วพะยะค่ะ”จงหลวนชุนกลับมารายงานในอีก
สองเค่อ เหตุการณ์สับสนวุ่นวายจนฮ่องเต้มิอาจสนใจ
ผู้ใดเป็นการเฉพาะ ขันที นางกำนัล นางข้าหลวง และ
บ่าวทำงานหนักทั้งหลายในวังถูกระดมมาทำความ
สะอาดรอยเลือด เก็บข้าวของที่แตกหักเสียหายในท้อง
พระโรงเป็นที่แรก ศพของทหารและนักฆ่าถูกทหาร
นำออกไปจากวังหลวงเพื่อรอการตรวจสอบ
เจ้ากรมตุลาการเองก็ปาดเหงื่อเมื่อเห็นจำนวนศพ
มากมายที่เรียงรายอยู่ลานกลางแจ้ง “ตรวจสอบศพ
นักฆ่าสำนักมืออสูรก่อน จะได้แยกศพไปฝังได้เลย”
มิใช่เพียงแค่จำนวนศพจากวังหลวงจำนวนมาก
เท่านั้นที่ถูกลำเลียงออกมา ยังมีศพนักฆ่าสำนักมือ
อสูรจากจวนตระกูลฝูและจากเรือนลับข้างร้านเกาเจี่ย
อีกด้วย
“เรียกนักชันสูตรจากเมืองใกล้ๆ มาให้หมด
แยกแยะศพนักฆ่า ศพทหาร และขุนนางออกจากกัน
ด้วย มีกบฏทีไรพวกเราเหนื่อยทุกที”