ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 222 อยากให้ท่านช่วยข้า
“พาข้าเข้าจวนท่านก่อนเถิด” ขันทีก่วนในชุดบุรุษ
ชาวบ้านหันซ้ายหันขวาคล้ายจะกลัวถูกคนติดตาม จูจิ้
นติ้งเห็นท่าเช่นนั้นก็รีบพาเขาเข้าไปข้างใน
“ในเรือนของท่านทุกคนไว้ใจได้หรือไม่?”
องครักษ์จูหันไปมองรอบเรือน “ได้สิ พวกเขาล้วน
เป็นคนเก่าคนแก่ของ ท่านพ่อท่านแม่ข้าทั้งนั้น”
“ดี…ข้าอยากคุยเรื่องนี้ในเรือนส่วนตัวของท่านได้
หรือไม่?”
ชายหนุ่มเจ้าของจวนรีบผายมือเชิญขันทีหนุ่มเข้า
ไปข้างใน ท่าทางลุกลี้ลุกลนของเขาทำให้จูจิ้นติ้งรู้สึก
ถึงอันตรายที่คล้ายจะคืบคลานเข้ามาใกล้ เมื่อนำหน้า
เขาไปจนถึงเรือนด้านหลัง จูจิ้นติ้งจึงเชื้อเชิญให้ก่วน
หย่งฟูนั่งลงบนเก้าอี้ห้องโถง
“ที่นี่เป็นเรือนของข้ากับฮูหยินท่านสบายใจได้
ที่นี่อยู่ห่างจากเรือนใหญ่และไม่มีคนเข้ามาวุ่นวาย” จบ
ประโยคนั้น หู่ฮูหยินก็ถูกสาวใช้ประจำตัวประคอง
ออกมาจากห้องนอนพอดี “นี่คือฮูหยินของข้า นาง
เป็นน้องบุญธรรมของหัวหน้าองครักษ์หู่”
“ก่วนหย่งฟู คารวะหู่ฮูหยิน”
ใบหน้าซีดเซียวของหู่ฮูหยินทำให้ขันทีก่วนนึกถึง
เรื่องที่จูจิ้นติ้งเดือดเนื้อร้อนใจ ที่แท้ภรรยาของ
องครักษ์จูก็ไม่สบายจริงอย่างที่เขาเล่า ไม่นานนักสาว
ใช้อีกคนก็ถือถ้วยยามาให้ฮูหยิน
“ยาต้มเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
จูจิ้นติ้งประคองภรรยาให้นั่งลงก่อนรับถ้วยยามา
ถือไว้แล้วป้อนนางด้วยตนเอง “เสี่ยวเจียวเจ้ารีบดื่มยา
ก่อนเถิด นี่เป็นยาพระราชทานของฮองเฮาเทียวนะ ข้า
อยากให้เจ้ากินอิ่มนอนหลับ ลูกของเราจะได้แข็งแรง
ด้วย”
เสี่ยวเจียวพยักหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน เดือนที่
ผ่านมานางนอนไม่ค่อยหลับทำให้ไม่ค่อยอยากอาหาร
จนร่างกายอิดโรยผ่ายผอม สามีเองก็พลอยมีความ
ทุกข์ใจ ยามเมื่อเขากลับเข้าวังจึงดูไม่ค่อยสดชื่น
แจ่มใสนัก กลับออกมาคราวนี้เขาหิ้วเอาห่อยาบำรุง
ครรภ์จากสำนักหมอหลวงมาด้วยรอยยิ้ม
ขันทีก่วนได้ยินชื่อของนางก็นึกสะดุดใจ ทว่ากลับ
ไม่รู้ว่าตนเองนึกสะดุดที่ใด? กระทั่งองครักษ์ป้อนยา
ภรรยาเสร็จก็สั่งให้สาวใช้ประคองนางกลับเข้าไปใน
ห้องนอน
“พวกเจ้าดูแลฮูหยินให้ดี ข้ามีธุระต้องคุยกับ
คุณชายท่านนี้”
เมื่อเห็นว่าขันทีหนุ่มดูเหมือนไม่อยากพูดเรื่อง
ร้อนใจในห้องโถงแม้จะไม่มีคนเหลืออยู่แล้ว จูจิ้นติ้ง
จึงเชิญให้ก่วนหย่งฟูเข้าไปในห้องหนังสือของเขาแทน
“หากคุยกันในห้องนี้ เจ้าน่าจะสะดวกใจแล้ว
กระมัง?”
ก่วนหย่งฟูถอนหายใจออกมาเบาๆ “เรื่องที่ข้า
อยากจะพูดเดิมพันด้วยชีวิตของคนหลายคนจึงไม่อาจ
ให้บุคคลที่สามได้ยินด้วยได้”
สีหน้าเคร่งเครียดของขันทีหนุ่มทำเอาจูจิ้นติ้ง
พลอยหายใจไม่ทั่วท้อง
“เรื่องอันใด?”
“นักฆ่าสำนักมืออสูร”
“หือ….” ดวงตาของจูจิ้นติ้งเบิกโพลงขึ้นและยิ่ง
ทวีความตกใจเมื่อก่วนหย่งฟูเล่าเรื่องที่เขาได้เห็นและ
ได้ยินอู๋กงกงกับชายชุดดำพูดคุยกันในเรือน
“อู๋กงกงมิใช่ตัวจริงงั้นหรือ?”
“อาจจะฟังดูเหลือเชื่อแต่เขาเป็นนักแปลงโฉม
แน่ๆ ใบหน้าที่ข้าเห็นมิใช่อู๋กงกงคนเดิม”
จูจิ้นติ้งที่ได้รู้จักเซียนพันหน้าตัวจริงอย่างหลวน
ฮองเฮาแล้วจึงพยักหน้า
“ข้าเชื่อเจ้าแต่เรื่องนี้ต้องสืบในทางลับเพื่อให้
มั่นใจเสียก่อน” สิ่งที่จูจิ้นติ้งตกใจยิ่งกว่านั้นคือ คำ
บอกเล่าที่ว่านักฆ่าพวกนั้นยังคงตามหาฮูหยินของเขา
ซึ่งเป็นอดีตนักฆ่าระดับสูงแห่งสำนักมืออสูร “เพียงแต่
ต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุดเพราะฮ่องเต้กับฮองเฮาจะ
ตกอยู่ในอันตราย ส่วนเจ้าอย่าแสดงพิรุธใดๆ ช่วยข้า
จับตามองอู๋กงกงกับขันทีเซิ่งให้ดี”
จูจิ้นติ้งให้คนของตนอารักขาขันทีก่วนกลับเข้าวัง
หลวงโดยปลอดภัย ส่วนตนเองก็รีบไปหาหู่ซิ่นสือที่
จวน เคราะห์ดีที่ครั้งนี้เขากับหัวหน้าหู่มีวันพักตรงกัน
องครักษ์ทั้งสองปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดอยู่
ในห้องหนังสือนานกว่าครึ่งชั่วยาม
“เรื่องนี้คงต้องกราบทูลฮ่องเต้และฮองเฮาให้เร็ว
ที่สุด”
“เช่นนั้นเจ้ารีบเข้าวังไปก่อนข้า ชักช้าจะเสียหาย
เราปล่อยให้อู๋กงกงอยู่กับ ทั้งสองพระองค์อาจจะเป็น
อันตราย”
อู๋กงกงเห็นว่าองครักษ์หู่และองครักษ์จูไม่อยู่ในวัง
หลวงจึงได้อาศัยจังหวะนี้คิดจะวางยาหลวนฮองเฮา
แต่ไม่อาจทำซึ่งหน้าได้เพราะเขาสังเกตเห็นว่าหลังจาก
ให้นางกำนัลคนสนิททดสอบพิษในอาหารแล้ว ไม่ว่า
ฮองเฮาจะทรงเสวยสิ่งใดก็จะทรงทดสอบพิษด้วย
พระองค์เองทุกครั้ง
‘คงจะมีเพียงคนเดียวที่จะทำให้การทดสอบพิษนี้
ย่อหย่อนลงไปได้’
ในยามที่องค์หญิงหมิงซีหลิวเสด็จมา ฮ่องเต้กับ
ฮองเฮาจะทรงพระเกษมสำราญจนมิค่อยเคร่งครัดมาก
นัก เช้าวันต่อมาอู๋กงกงจึงให้ขันทีเซิ่งเตรียมห่อผงยา
เล็กๆ ให้เรียบร้อย ยานี้ตรวจผ่านเข็มเงินไม่พบ หาก
ฮองเฮาเสวยเข้าไปจะทำให้ตกเลือดจนถึงขั้น
สิ้นพราชนม์ในไม่ช้า อาการเหล่านี้ยากจะบอกได้ว่าถูก
วางยา
“ขันทีก่วนเล่าเพคะ? หม่อมฉันมาแล้วทำไมไม่เอา
ว่าวมาถวายอีก?” ใบหน้ากระเง้ากระงอดขององค์หญิง
น้อยทำเอาพระบิดาถึงกับขมวดคิ้ว
“ช่วงนี้ขันทีก่วนลากลับบ้าน น่าจะกลับอีกสอง
สามวัน เจ้าก็เล่นกับขันทีเซิ่งไปก่อนก็ได้นี่”
“ไม่เหมือนกันนะเพคะ ขันทีก่วนเอาใจหม่อมฉัน
มากกว่า ซ ้ายังทำของเล่นได้มากกว่าขันทีเซิ่งเสียอีก”
“องค์หญิง ประทานอภัยที่กระหม่อมทำว่าวไม่
เป็น เช่นนั้นองค์หญิงจะเล่นก่อกองทรายแทนก็ได้นี่
พะยะค่ะ”
“ยังเช้าอยู่เลย ถ้าเล่นก่อกองทรายข้าก็ต้องตัว
เลอะเทอะ เสด็จแม่จะจับอาบน ้าอีก”
ฮองเฮาได้ยินเช่นนั้นก็ทรงพระสรวล “กินให้อิ่ม
ก่อนเถิดแล้วค่อยคิดว่าจะเล่นสิ่งใด? เจ้ายังคัดอักษร
ไม่เสร็จมิใช่หรือ?”
ได้ยินคำว่าคัดอักษรองค์หญิงน้อยก็พระกรรณ
กระดกเล็กน้อย
“เสด็จแม่เพคะ วันนี้วันพักของหม่อมฉัน งดคัด
อักษรสักวันได้หรือไม่?”
“ได้! ถ้าเจ้าไม่งอแง เช่นนั้นก็ไปนั่งวาดภาพเป็น
เพื่อนข้าก็แล้วกัน”
“เพคะ”
ขันทีก่วนก้าวเท้ายาวเมื่อได้ยินจากนางกำนัลว่า
ยามนี้ทั้งสามพระองค์กำลังนั่งเล่นอยู่ในศาลาอุทยาน
หลวงเสวยพระสุธารสชากับขนม
“ข้าเห็นอู๋กงกงกับขันทีเซิ่งคอยถวายการรับใช้
อยู่น่ะ ท่านรีบตามไปสิ”
“ขอบใจนะ” ไม่ใช่เดินเร็วเท่านั้น จะว่าไปเขา
อยากจะวิ่งเลยด้วยซ ้าหากไม่ติดว่าในวังหลวงมีกฎห้าม
วิ่งยกเว้นเหตุความเป็นความตาย แต่จะว่าไปนี่ก็
เหตุร้ายมิใช่หรือ? แต่เขาก็ไม่อยากเสี่ยงถูกสั่งโบย
หรอกนะเดินเร็วก็น่าจะทัน
เมื่อก่วนหย่งฟูมาถึงก็แอบอยู่ต้นไม้อยู่ครู่ จึงได้
เห็นสิ่งที่คาดเอาไว้ อู๋กงกงหันหลังกลับไปรินน ้าชา
พลางแอบพยักหน้าให้ขันทีเซิ่งทีหนึ่ง ฝ่ายนั้นจึงแอบ
เทผงยาลงไปในชา แล้วแอบเอาช้อนลงไปคนจนผง
นั้นละลายไปหมด ก่อนจะหันมาถวายแด่ฮองเฮา พระ
นางกำลังคิดจะควักเอาห่อเข็มที่พกไว้ในสาบเสื้อ
ออกมาทดสอบพิษ ทว่า องค์หญิงหมิงซีหลิวกลับหัน
มาสนทนาด้วย
“เสด็จแม่ ชาถ้วยนั้นทิ้งไว้นานจะเย็นนะเพคะ
เสด็จแม่จะไม่ดื่มหรือ?”
“ยังหรอก ทิ้งไว้สักครู่ก่อนเถอะ ยามนี้คงร้อน
เกินไป”
ครั้นได้ยินว่าน ้าชาที่มีผงนั้นผสมอยู่ แม้หม่าห
ลันฮวานางกำนัลคนสนิทจะทดสอบแล้วไม่พบความ
ผิดปกติแต่ขันทีก่วนที่ซุ่มดูอยู่กลับร้อนใจจนต้องรีบ
เดินออกไปถวายบังคมทั้งสามพระองค์
“กระหม่อมกลับมาแล้วพะยะค่ะ”
“ขันทีก่วน!” เสียงเรียกอย่างตื่นเต้นขององค์
หญิงน้อยทำเอาก่วนหย่งฟูแทบสะดุ้ง ด้วยความรีบ
ร้อนเขาจึงลืมหยิบเอาว่าวออกมาจากห้องพัก
“องค์หญิงกระหม่อมลืมหยิบว่าวออกมาจาก
ห้องพัก พะยะค่ะ”
“เจ้าก็รีบกลับไปเอามาสิ! ข้ารออยู่ตั้งหลายวัน
แล้ว”
“ขอเวลากระหม่อมสักหน่อยเถิดพะยะค่ะ”
“ไม่ได้ๆ เจ้าต้องไปเอาให้ข้าเดี๋ยวนี้” หมิงซีหลิว
เผลอส่งเสียงดัง ด้วยความรีบร้อนที่คิดจะลุกออกไป
จูงมือขันทีก่วนทำให้องค์หญิงเผลอปัดมือไปถูกถ้วย
ชาริมโต๊ะ ตกลงพื้น
“ว้าย!” นางกำนัลที่มองเห็นพอดีหวีดร้องออกมา
โพล๊ะ! เพล้ง!