ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 227 น้องชายของเหม่ยเอ๋อร์
ประมุขเถียนเดินขึ้นไปบนแท่นสูงนั่งลงเก้าอี้ตัว
ใหญ่ด้วยท่าทีน่าเกรงขาม เมื่อเดินเข้ามาถึงในอาคาร
หลังใหญ่ จินวั่งซู่ที่ถูกเหล่านักฆ่าแวดล้อมจึงรู้สึกได้ว่า
บรรยากาศช่างคล้ายกับตอนที่เขาเดินอยู่ท่ามกลาง
ซากอวัยวะมนุษย์และศพที่แร้งลงกัดกินในยามติดอยู่
ในค่ายกลที่แคว้นจินไม่มีผิด ไอสังหารรอบข้างอบอวล
จนชวนให้หายใจไม่ออก….พวกเขาล้วนฆ่าคนเป็น
อาจิณ ทุกย่างก้าวของจินวั่งซู่เริ่มหนักอึ้ง เขาต้อง
ควบคุมจิตใจให้มั่นคง ยามนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่เข้า
มาถึงที่นี่ เมื่อนึกถึงว่าหากรอดตายออกไปได้เขาจะไป
นั่งโม้เรื่องสำนักมืออสูรที่ภัตตาคารบึงหงส์พร้อมโบก
พัด งูดำอาวุธเลื่องชื่อเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจในฐานะ
วีรบุรุษ จินวั่งซู่ก็อดจะสูดลมหายใจเข้าไปให้เต็มช่อง
ท้องพร้อมยืดตัวอย่างสง่าผ่าเผย
‘ข้าจะได้จารึกนามในยุทธภพก็คราวนี้ ไม่แน่ว่า
มารน้อยมี่มี่อาจจะสนใจเขียนเรื่องของข้าจนมาขอพบ
ก็เป็นได้’
คุณชายจินเริ่มฟุ้งซ่านถึงนักเขียนเลื่องชื่อลือนาม
ที่ประพันธ์หนังสือสำคัญของยุทธภพมากมาย เขา
ใฝ่ฝันอยากให้จอมมารผู้นั้นเขียนถึงเขาไว้ในหนังสือ
สักเล่มเพื่อจะได้คุยโตไปถึงลูกถึงหลาน
“ขันทีเซิ่ง เจ้ามายืนใกล้ๆ ข้านี่”
ได้ยินเถียนลู่หลินเรียกเช่นนั้นเขาแทบจะก้าวขา
ไม่ออก ท่ามกลางบุรุษนับพัน เหตุใดท่านประมุขจึง
เรียกสถานะอันชวนน่าอับอายเช่นนั้น? การที่เขา “ไม่มี
สิ่งนั้น” ในหมู่คนที่มีช่างเป็นเรื่องที่ชวนให้หน้าดำเสีย
นี่กระไร
“ท่านประมุขออกจากวังหลวงแล้วได้โปรดอย่า
เรียกว่าขันทีเซิ่งเลย โปรดเรียกข้าว่าเซิ่งซือจงเถิด”
เถียนลู่หลินชะงักไปครู่ “อ้อ! ข้าลืมไป เจ้าชื่อเซิ่ง
ซือจง” เมื่อประมุขเถียนหันไปแนะนำเซิ่งซือจงให้คน
ทั้งหลายได้รู้จักและยืนยันว่านี่คือผู้ช่วยของตนขอให้
ทุกคนอำนวยความสะดวกและดูแลเขาตลอดระยะเวลา
การอยู่ที่นี่ ทำให้ขันทีเซิ่งรู้สึกราวร่างขยายใหญ่นับสิบ
เท่า การเป็นคนสำคัญของสำนักเป็นเช่นนี้นี่เอง!
เซิ่งซือจงหันไปเห็นบุรุษที่แต่งกายด้วยอาภรณ์
งดงามกว่านักฆ่าทั่วไปก็พอเดาได้ว่านี่คือผู้คุมกฎฝ่าย
ซ้ายและผู้คุมกฎฝ่ายขวา จึงได้ทำสีหน้านอบน้อมเป็น
พิเศษกับคนทั้งสอง คล้ายจะฝากเนื้อฝากตัวอยู่ในที
“คืนนี้ข้าจัดเลี้ยงสุราอาหาร พวกเจ้าทั้งหมดกิน
ให้เต็มที่ ข้าต้องแฝงกายเป็นขันทีเฒ่าอยู่นาน น่าเบื่อ
หน่ายยิ่งนัก” สีหน้าของทุกคนในห้องโถงดูพึงพอใจ
กับคำกล่าวของท่านประมุข ทว่าจินวั่งซู่เพิ่งนึกขึ้นได้
ตอนที่เดินทางมาเหมือนว่าเขาจะถูกเถียนลู่หลินผู้นี้
วางยานิทราเพื่อมิให้เห็นปากทางเข้าสำนัก นับว่าคนผู้
นี้รอบคอบไม่น้อย คืนนี้เขาจะถือโอกาสหลอกถาม
ว่าเถียนลู่หลินทำเช่นใดกับอู๋กงกงตัวจริง? ชายวัย
กลางคนที่หายไปยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?
ด้วยนิสัยพื้นฐานที่เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ไม่นาน
นักเซิ่งซือจงตัวปลอมก็ทำความรู้จักกับคนในสำนักไป
มาก เน้นเฉพาะผู้ที่เล็งแล้วว่าจะช่วยไขความลับของ
สำนัก มืออสูร ผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่
เป็นนิจดูเหมือนจะเข้าถึงยาก
‘คนอย่างจินวั่งซู่ อยากรู้สิ่งใดไม่เคยพลาด’ ด้วย
แนวคิดเช่นนี้จินวั่งซู่จึงไปหลอกถามผู้อื่นเกี่ยวกับนิสัย
ใจคอของผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายจนได้คำตอบที่น่าสนใจ
“ที่ท่านเห็นผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายเป็นเช่นนี้แต่ยามได้
น่องไก่กับสุราล่ะก็ เขาจะเปิดปากเล่าทุกสิ่งให้ฟังอย่าง
ละเอียดเลยล่ะ ยิ่งได้โม้เรื่องค่ายกลนะพูดทั้งคืนไม่
หยุดเลยเทียวขอเพียงท่านฟังไหวเท่านั้นล่ะ”
“อ้อ!”
ผู้คุมกฎฝ่ายขวาคือผู้ที่ดูแลเรื่องยาเพิ่มพลังซึ่งมี
เรือนพักอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของสำนัก คนผู้นี้
อารมณ์ร้อนหากพูดผิดหูก็พร้อมจะคว้าดาบมาไล่ฟัน
ในทันใด จินวั่งซู่จึงคิดจะค่อยๆ เลียบๆ เคียงๆ ในยาม
ที่เขาดื่มสุราในคืนนี้จะดีกว่า
เมื่องานได้เริ่มต้นขึ้น เซิ่งซือจงก็เลือกที่นั่งใกล้
กับผู้คุมกฎฝ่ายซ้าย จินวั่งซู่ให้เงินพ่อครัวไปสองตำลึง
จึงได้ไก่ย่างตัวใหญ่หอมฉุยเป็นพิเศษมาหนึ่งตัว กลิ่น
หอมอบอวลจนต้องซ่อนไว้ในปิ่นโตไม้อันใหญ่ ครั้น
งานเริ่มเขาเห็นผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายเริ่มรินสุราจึงหันไป
ทักทาย
“ท่านผู้คุมกฎ ข้าน้อยมีขอดีจะมานำเสนอ”
ชายร่างใหญ่ใบหน้าถมึงทึงคิดจะปฏิเสธเจ้าขันที
หน้าอ่อนที่ทำตัวมากระลิ้มกระเลี่ยสนใจในตัวเขา ทว่า
พอฝ่ายนั้นหิ้วเอาปิ่นโตไม้ขึ้นมาวางบนโต๊ะพร้อมเปิด
ฝาขึ้น กลิ่นหอมยั่วน ้าลายของไก่ย่างก็ลอยมากระทบ
จมูกทำเอามือที่ถือจอกสุรากำลังจะเทใส่ปากชะงักไป
ครู่
“เจ้าเตรียมมาให้ข้าหรือ?”
“ขอรับ” สายตาคนตอบวาววาม
ผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายรู้สึกใจคอไม่ดี เขาเคยได้ยินมา
ว่าพวกขันทีในวังเอาส่วนที่แสดงความเป็นบุรุษออกไป
แล้วและมักจะกลายเป็นพวกชอบตัดแขนเสื้อ สายตา
ของเจ้าคนตรงหน้าก็ดูเหมือนจะสื่อไปเช่นนั้น เจ้าของ
ฉายากุญแจนรกรู้สึกหายใจหายคอไม่ค่อยสะดวกยาม
คนผู้นี้เข้ามาใกล้
จินวั่งซู่หรือเซิ่งซือจงพยายามยิ้มหวานให้กับผู้คุม
กฎที่นั่งอยู่ตรงหน้า ความลับของค่ายกลที่ครอบสำนัก
มืออสูรในผืนป่านี้ช่างเย้ายวนใจนัก เขาอยากจะหาวิธี
ทำลายมันให้เร็วที่สุดเพื่อให้กองทัพพยัคฆ์เหินของชิน
อ๋องบุกเข้ามาได้ตามแผนที่วางไว้ ทว่าสิ่งที่จินวั่งซู่ไม่รู้
ก็คือใบหน้าของขันทีเซิ่งนั้นกระเดียดคล้ายสตรีทั้งดู
หวานและน่ารัก ยามที่เขาพยายามยิ้มประจบประแจง
ทำเอาผุ้คุมกฎฝ่ายซ้ายหนาวๆ ร้อนๆ
ด้วยความอยากกินไก่ย่างผู้คุมกฎหน้านิ่งจึงพยัก
หน้าเบาๆ เจ้าคนผู้นี้คงจะไปสืบมาว่านี่คือของโปรด
ของเขาเป็นแน่ หนุ่มร่างใหญ่จึงคิดจะระวังตัวให้มาก
ขึ้นเพราะเกรงเจ้าขันทีอาจจะคิดมอมเหล้าแล้วแอบ
ลากเขาเข้าห้อง แม้จะระวังเพียงใดแต่ไก่ย่างรสอร่อยก็
ไม่เคยปราณีคนที่ชอบมัน เขาจึงกินไปดื่มไปกลายเป็น
โอกาสให้จินวั่งซู่ได้หย่อนยาเม็ดคายความจริงเข้าไป
ในไหสุราจนได้!
เสียงคุยเอะอะในงานเลี้ยงและความคึกคัก
ครึกครื้นทำให้ความสนใจที่มีต่อผู้อื่นน้อยลง จินวั่งซู่
นึกสงสัยในชื่อเสียงเรียงนามที่ไม่มีผู้ใดยอมเรียกชื่อ
จริงของผู้คุมกฎทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา
“ท่านมีชื่อจริงหรือไม่?” เซิ่งซือจงตัวปลอม
กระแซะเข้ามานั่งใกล้ ยามนี้สุราหมดไปหนึ่งไหใหญ่
กำลังเริ่มดื่มไหที่สองและยาคายความจริงก็เริ่มออก
ฤทธิ์ เจ้าของค่ายกลสุดพิสดารจึงหันมาตอบด้วย
รอยยิ้ม
“มีสิ…แต่ข้าเก็บไว้เป็นความลับ”
“เพราะเหตุใด?”
“ครอบครัวของข้าถูกตามล่าข้าจึงไม่อาจเปิดเผย
ชื่อ”
“ข้าอยากรู้ว่าเจ้าชื่อจริงว่าอย่างไร?”
ผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายชะงักไปครู่ ชั่วแว่บในความคิด
เขาไม่อยากจะเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม ทว่ากลับไม่
อาจห้ามปากที่อ้าขึ้น
“ข้าชื่อเซียนหย่งไฉ แต่ข้าบอกคนท่านประมุขว่า
แซ่ซ่ง ดีที่ไม่มีผู้ใดสนใจชื่อของข้านักเมื่อข้ามีตำแหน่ง
ทุกคนก็เรียกแต่เพียงตำแหน่งของข้า” เซียนหย่งไฉ
นึกถึงตอนที่ตนเองพลัดพรากจากพี่สาวเพียงคนเดียว
ในคราวที่เดินทางมายังเมืองหลวง ทว่าระหว่างทางเขา
สองพี่น้องและกลุ่มชาวบ้านถูกโจรป่าไล่ล่าเพราะมัวแต่
หนีเอาชีวิตรอดทั้งสองพี่น้องจึงพลัดหลงกัน
“คนแซ่เซียนงั้นหรือ? เจ้ารู้สึกเซียนเจียวเหม่ย
หรือไม่?”
มือที่ถือจอกสุราชะงักไป “เหตุใดเจ้าจึงรู้สึกพี่สาว
ของข้า?”
“พี่สาวของเจ้า? หรือว่าเจ้าเข้ามาในสำนักมืออสูร
เพื่อตามหาเซียนเจียวเหม่ย”
เซียนหย่งไฉพยักหน้ารับ เขาบังเอิญได้รับความ
ช่วยเหลือจากจอมยุทธ์ชราผู้หนึ่งที่รู้วิชาค่ายกลจึงทำ
ให้กลายมาเป็นเจ้าของฉายากุญแจนรกในอีกสิบปี
ต่อมา เขาออกเดินทางจากหุบเขานรกที่จอมยุทธ์ชราผู้
นั้นซ่อนตัวอยู่ ร่อนเร่ตามข่าวพี่สาวตามเส้นทางที่คาด
ว่านางอาจจะพลัดหลงไปจนกระทั่งได้รู้ว่านางกลายมา
เป็นนักฆ่าของสำนักมืออสูรในแคว้นเว่ย แต่พอหาทาง
เข้าสำนักได้กลับพบว่านางหนีออกไปแล้ว จึงได้อยู่ต่อ
เพื่อสืบข่าวนาง
จินวั่งซู่ได้ฟังเรื่องราวแล้วก็ถอนหายใจ “ถ้า
เช่นนั้นข้าคงไม่ต้องออกแรงหลอกล่อเจ้าอีกแล้ว”
คุณชายจอมเสเพลจึงเล่าเรื่องของเซียนเจียวเหม่ยที่
ถูกสำนักมืออสูรตามไล่ล่าและกลายเป็นฮูหยินของ
องครักษ์เสื้อแพรแห่งวังหลวง
“เช่นนั้นคนที่ผู้คุมกฎฝ่ายขวาบอกข้าว่าสตรี
ตั้งครรภ์ที่จับมาเป็นเหยื่อล่อเมื่อวานนี้ก็คือนางงั้นสิ?”
เซียนหย่งไถตาลุกวาวเพราะเขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง
การจับหรือฆ่าคนจึงมิได้รู้ว่ามีการจับผู้ใดมาเมื่อวานนี้
เพียงแต่ได้ยินสมุนผู้หนึ่งมารายงานผู้คุมกฎฝ่ายขวา
“เรารีบไปช่วยนางกันเถอะ!” จินวั่งซู่ได้ยินว่าเป็น
สตรีมีครรภ์ก็ยิ่งร้อนใจ