ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 44 พิธีอภิเษกสมรส
พระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งที่สองของฮ่องเต้ แม้
จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ก็เป็นเพียงการประกาศให้ราษฎร
ได้รับรู้เท่านั้น พิธีการล้วนถูกจัดขึ้นภายในพระราชวัง
หลวงแห่งแคว้นหมิง เจ้าสาวในชุดสีแดงปักลวดลาย
หงส์สีทองตั้งแต่บ่าไหลไปจรดชายกระโปรงที่ลากยาว
เครื่องประดับศีรษะงดงามของว่าที่ฮองเฮาเป็น
เครื่องประดับที่ฮองไทเฮาทรงยอมเปิดคลังสมบัติส่วน
พระองค์นำเอาออกมาให้พระสุณิสาคนใหม่ได้สวมใส่
นัยว่าเป็นเครื่องประดับที่ฮองไทเฮาได้รับพระราชทาน
มาจากฮองไทเฮาพระองค์ก่อนในคราที่อภิเษกสมรส
เช่นกัน การส่งต่อของเครื่องประดับศีรษะล ้าค่าเช่นนี้ก็
เหมือนประกาศให้ทุกคนได้รู้ถึงความสำคัญขององค์
หญิงหลวนชิงซือ
ฮ่องเต้หมิงเฟยหลงในชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดรู้สึก
ตื่นเต้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เคยเข้าพิธีอภิเษกสมรส
และแต่งสตรีเข้าสู่วังหลัง “อ๋องเก้า เจ้าเห็นเหมือนข้า
หรือไม่? พิธีวันนี้ช่างงดงามยิ่งนัก ข้าสั่งให้อู๋กงกง
ควบคุมงานอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”
“พี่สาม หากข้าไม่รู้ว่าท่านแต่งหลอกๆ นี่ ข้าก็คิด
ว่าท่านหลงรักฮองเฮาหลวนจนหัวปักหัวปำแล้ว” อ๋อง
เก้าทรงยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยกระเซ้าฮ่องเต้
ชินอ๋องที่กลับจากเมืองฉู่จิ้งได้พักใหญ่เสด็จมา
พร้อมพราชายาฟ่านซิ่วอิง เสนาบดีฝ่ายซ้ายฟ่านห
ลี่เจี๋ยเดินทางมาพร้อมฮูหยินจี ขุนนางน้อยใหญ่ต่าง
มากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เมื่อเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว
เข้าสู่แท่นพิธีหน้าท้องพระโรงเพื่อทำพิธีกราบไหว้ฟ้า
ดิน และทำยกน ้าชาแด่ฮองไทเฮา ตราบจนพิธีบนนั้น
สิ้นสุดลงเหล่าขุนนางต่างร้องสรรเสริญพระเกียรติยศ
พร้อมกัน
“ฮ่องเต้และฮองเฮา ทรงพระเจริญหมื่นปี! หมื่น
ปี!”
หมิงเฟยหลงทรงหันไปมองสตรีในชุดเจ้าสาว
งดงามที่ยืนเคียงข้างด้วยรอยยิ้มและสายตาอันสุขสม
จนชินอ๋องและพราชายาฟ่านซิ่วอิงหันมาสบตากัน ชิน
อ๋องเอียงศีรษะไปกระซิบกับภรรยาของตน “ข้าว่าพี่
สามดูมีความสุขกับการแต่งงานครั้งนี้มากเลยเทียว ไม่
เหมือนการแต่งครั้งก่อนที่ทำหน้าราวกับกินยาขม”
“พี่สามของท่านได้เจอคนที่ชอบจริงๆ ก็ดีแล้วนี่”
“อืม…” ชินอ๋องยกยิ้มมุมปาก แม้พี่ชายจะมี
ฮองเฮาและสนมมากมายเต็มวังหลัง ทว่ากลับไม่เคยมี
ผู้ใดที่เข้าไปในอยู่ในใจของฮ่องเต้ได้อย่างแท้จริงสัก
คน ชินอ๋องรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่ได้อยู่กับพราชายาที่
ตนเองรักและมีครอบครัวที่อบอุ่นยิ่ง
แม้ญาติฝ่ายหญิงจะไม่อาจรับน ้าชาจากฮ่องเต้
ทว่าหงอี้เทียนในคราบหลวนเป้ยเล่อก็ยังได้รับสิทธิ
พิเศษในการนั่งตำแหน่งรองจากฮองไทเฮา ท่านอ๋อง
เก้ากับพราชายาหานซู่ลี่มองสองพี่น้องด้วยความรู้สึก
แตกต่างกัน แม้จะรู้ว่าใบหน้าสหายที่ตนรู้จักและพบ
เห็นตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นมิใช่ใบหน้าจริงของหงอี้
เทียนก็ตาม อ๋องเก้าเป็นสหายสนิทกับหงอี้เทียนรู้สึก
ทึ่งที่ได้เห็นคนผู้นี้แปลงโฉมจริงๆ ต่อหน้าต่อหน้าเป็น
ครั้งแรก ส่วนหานซู่ลี่นั้นนางรู้สึกได้ว่าในดวงตาของ
ฮ่องเต้เต็มไปด้วยความรักและความสุข ‘เห็นที่งิ้วฉากนี้
จะไม่จบง่ายๆ เสียแล้ว มังกรขาวเจ้าเล่ห์ตัวนี้จะปล่อย
ให้เป้าหมายหลุดรอดออกจากกรงเล็บง่ายๆ เชียว
หรือ?’
เมื่อพิธีหน้าท้องพระโรงจบลง ก็เป็นการนำ
เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปส่งตัวยังตำหนักเสียนเหลียง ทั้ง
ตำหนักประดับประดาด้วยผ้าสีแดงและโคมไฟสีแดง
อย่างสวยสดงดงาม เมื่อเจ้าบ่าวและเจ้าสาวถูกนำตัว
เข้าสู่ห้องบรรทม
ชินอ๋อง อ๋องเก้า และบรรดาองค์ชายทั้งหลายต่าง
มากันพร้อมหน้า พวกเขามาร่วมแสดงความยินดีกับพี่
สามอย่างครึกครื้น ฮ่องเต้ทรงตั้งเวลาที่หน้าสวนใหญ่
ใกล้ตำหนักเสียนเหลียงเพื่อจัดงานเลี้ยงพระราชทาน
เมื่อส่งเจ้าสาวกลับตำหนักแล้ว เจ้าบ่าวก็ออกมา
ต้อนรับแขกที่ล้วนเป็นขุนนางคนสำคัญในราชสำนัก
ท่านหลวนเป้ยเล่อให้เกียรติอยู่ดูแลงานร่วมกับชินอ๋อง
“เจ้าเป็นพ่อเจ้าสาวได้ดีมาก” ท่านอ๋องเก้าเอ่ย
กระเซ้าสหาย หงอี้เทียนยิ้มเจื่อนๆ หลังจากที่รู้ว่าสหาย
รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้วหงอี้เทียนก็ยังไม่มีโอกาส
ได้สนทนากันตามลำพังกับท่านอ๋องเก้าอีก “ว่าแต่ ข้า
จะมีโอกาสได้เห็นหน้าจริงของเจ้าหรือไม่ หงอี้เทียน”
“ไม่ว่าหม่อมฉันจะใบหน้าใดก็ยังคงเป็นสหาย
ของท่านอ๋องเช่นเดิม พะยะค่ะ”
“เจ้ามาหาข้าด้วยใบหน้านั้นมาหลายปี ทั้งที่เรา
สนิทกันขนาดนั้นก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าจริง
ของเจ้า”
“อย่าว่าแต่ท่านอ๋องเลย แม้แต่หม่อมฉันบางครา
ก็ลืมใบหน้าจริงของตนไปแล้ว” หงอี้เทียนยอมรับ
อย่างจนใจเพราะเขาไม่เคยใช้ใบหน้าจริงออกจาก
คฤหาสน์เลยสักครั้ง ในงานเข้าวังในฐานะฮองเฮาครั้ง
นี้เขาก็ยังแปลกใจที่น้องสาวของเขายอมเปิดเผย
ใบหน้าจริงให้ผู้อื่นได้เห็นต่อให้เป็นเพียงเหล่าผู้คนใน
วังหลังกับฮ่องเต้จอมเจ้าเล่ห์ผู้นี้ก็เถอะ
เมื่อขุนนางทั้งหลายอยู่ร ่าสุราฟังดนตรีไพเราะและ
การร่ายรำของสาวงามจนตะวันตกดินแล้ว ฮ่องเต้ก็
ทรงขอตัวเพื่อกลับไปหาเจ้าสาว พระองค์เองก็ทรงดื่ม
สุราไปมากพอสมควร เป็นอ๋องเก้าและองค์ชายสิบห้าที่
ช่วยกันประคองเสด็จพี่ของตนไปส่งถึงห้องบรรทม
“วันนี้เจิ้นมีความสุข ควรจะดื่มอีกสักหน่อย” พอ
ถึงหน้าห้องบรรทม ท่าทีที่ดูไม่ค่อยเมาของฮ่องเต้ก็
เปลี่ยนเป็นเมามากจนพระอนุชาทั้งสองแปลกพระทัย
เมื่อเห็นฮ่องเต้ทรงขยิบพระเนตรเล็กน้อย ท่านอ๋องเก้า
ก็ดูจะเข้าใจเร็วกว่าผู้น้อง
“ฝ่าบาท ทรงดื่มแค่นี้พอแล้ว พะยะค่ะ คืนเข้าหอ
มีค่าดั่งทอง หากพลาดไปแล้วก็ย่อมจะทำได้เพียง
เสียดายภายหลัง”
องค์ชายสิบห้าที่ยังไม่เข้าใจนักหันไปมองอ๋องเก้า
พอเห็นพี่ชายขยิบตาถี่ๆ ก็เริ่มจะนึกออกว่าฮ่องเต้ทรง
ประสงค์สิ่งใด “ฮองเฮาพะยะค่ะ หม่อมฉันทั้งสองฝาก
เสด็จพี่ด้วย เมื่อกี้ทรงดวลสุรากับคนทั้งงานด้วยความ
คึกคะนองไปนิด ทรงเมาพอสมควรหวังว่าฮองเฮาคง
พอรับมือไหว”
หงซือซือที่แอบรับประทานอาหารบ้วนปาก
เรียบร้อยนั่งอยู่รอนานแล้ว เมื่อหม่าหลันฮวาวิ่งมาบอก
ว่าฮ่องเต้เสด็จนางจึงแสร้งมานั่งรอบนเตียง ได้ยินที่
องค์ชาย สิบห้ากล่าวศีรษะที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีแดงก็
พยักรับหงึกหงัก
“อืม…พวกเจ้าไปเถิด เจ้าสาวของข้าเก่งกาจนัก
ดูแลข้าได้สบายอยู่แล้ว” ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ไหวๆ
แกล้งลากเสียงยาวราวกับเมามาก หันไปขยิบตาให้พระ
อนุชา ทั้งสองจึงออกไปห้องบรรทมด้วยรอยยิ้มขันๆ
เมื่อเสียงงับประตูห้องบรรทมดังขึ้น ฮ่องเต้ทรง
หยิบคันชั่งแล้วเดินไปยืนใกล้หงซือซือ “ซือซือ แม้เรา
จะวิวาห์ปลอมๆ ก็ขอให้ข้าได้ใช้คันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้า
เจ้าสักหน่อยเถิด” ไม่รอให้นางอนุญาต ฮ่องเต้ก็ใช้
เปิดผ้าแดงคลุมหน้าเจ้าสาวออก หงซือซือเงยหน้าขึ้น
ใบหน้าสวยคมซึ้งสบตากับชายหนุ่มใบหน้าคมคายที่
ก้มลงมา หมิงเฟยหลงคล้ายลืมหายใจไปชั่วขณะ “เจ้า
ช่างงดงามนัก ข้าอยากจะกล่าวว่าเจ้างดงามที่สุดในใต้
หล้า” ลมหายใจขาดห้วงของเขาทำเอานางก็พลอยหัว
ใจเต้นรัวถี่
“เราดื่มสุรามงคลดีหรือไม่? สุราดีเช่นนี้ไม่ดื่มก็
เสียดายแย่ พี่สามท่านไหวหรือไม่?” นางลุกขึ้น
ประคองร่างที่ซวนเซไปนั่งยังโต๊ะกลางห้องที่วางสุรา
อาหารไว้
“หากเจ้าต้องการ ข้าก็ต้องไหวอยู่แล้ว” เขารีบริน
สุรามงคล “เพื่อให้ครบตามพิธีเราคล้องแขนกันดื่ม
เถิด เจ้าว่าดีหรือไม่?”