ซือซือฮองเฮาพันโฉม - บทที่ 49 ค้นพบขวดยาพิษ
เมื่อเก่อมามาหลี่ถูกจับกุมไป ตงเฟยในฐานะที่
เป็นเจ้านายโดยตรงก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ
นางจึงถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าที่ตำหนักฮองไทเฮาหลังจาก
ที่รักษาตัวหายแล้ว ฮ่องเต้ทรงมอบสิทธิ์ในการตัดสิน
พระทัยลงโทษให้กับฮองไทเฮา
“ฝ่าบาท ทรงปัดความรับผิดชอบได้รวดเร็วนัก”
“เสด็จแม่ช่วยหม่อมฉันด้วยเถิด คราวนี้พระสนม
ทั้งสองถูกวางยาพร้อมกัน แต่ที่เกินคาดคือเก่อมามาห
ลี่วางยาตงเฟยเจ้านายของตนเอง มันไม่แปลกไป
หน่อยหรือ? แม้จะหาตัวคนวางยาเหม่ยเฟยไม่ได้แต่
หม่อมฉันคาดว่าคงจะเป็นหนึ่งในสามแน่” สีหน้าของ
ฮ่องเต้ดูมีเลศนัยจนฮองไทเฮาต้องหันมามองซ ้า
“ฝ่าบาทคงมีแผนสินะ?”
“ทรงสมกับเป็นเสด็จแม่ของกระหม่อม” ฮ่องเต้
ทรงค้อมพระเศียรเล็กน้อย
“อืม…” ฮองไทเฮาทรงยิ้มน้อยๆ “เช่นนั้นก็ว่าไป
ตามแผนของเจ้าเถิด”
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ”
เก่อมามาหลี่ไม่ได้ให้การซัดทอดผู้ใด นางยอมรับ
ว่าตนเองเป็นผู้วางยาพระสนมเพียงเพื่อให้ฮ่องเต้เกิด
การหวาดระแวงในตัวพระสนมองค์อื่นเท่านั้น มิได้หวัง
ทำร้ายหรือเอาชีวิตตงเฟยแต่อย่างใด? เมื่อสอบสวน
โดยละเอียดแล้วฮองไทเฮาทรงสั่งให้กักบริเวณตงเฟ
ยหกเดือนในฐานะที่นางไม่อาจควบคุมคนรับใช้ของ
ตนได้ ส่วนเก่อมามาหลี่ถูกเนรเทศออกไปอยู่ชายแดน
เมื่อข่าวของตงเฟยหลุดออกไปนอกวัง ใต้เท้าตง
แห่งกรมโยธาธิการในฐานะบิดาพระสนมตงรู้สึกอับ
อายนักในยามเข้าสู่ท้องพระโรง ขุนนางสูงวัยต้อง
เผชิญหน้ากับสายตาตำหนิของเหล่าขุนนางด้วยกัน
แม้ผู้กระทำผิดจะเป็นเก่อมามาหลี่มิใช่บุตรีของเขา
โดยตรงทว่าก็ไม่อาจกลบเกลื่อนความคิดของผู้อื่นที่ว่า
ความผิดของผู้รับใช้ก็เป็นความผิดของผู้เป็นนายด้วย
หากมิใช่เพราะระยะนี้ฮ่องเต้ทรงมีโครงการสร้างเขื่อน
อยู่หลายเมืองแล้วให้เขาควบคุมการสำรวจ เขาก็คง
อาจจะหลีกเลี่ยงการเสนอหน้าในท้องพระโรงได้บ้าง
เจ้ากรมคลังเสิ่นรู้สึกพอใจที่ตงเฟยหมด
ความสำคัญในวังหลัง เพราะเหม่ยเฟยที่มีพี่ชายเป็น
หัวหน้าองครักษ์วังหลวงนั้นไม่มีผลกับการแย่งชิง
ความสำคัญใน ราชสำนัก เหลือเพียงเฉินเฟยบุตรี
เจ้ากรมพิธีการเท่านั้นที่ยังได้รับความใส่ใจจากฝ่าบาท
กรมพิธีการไม่ได้มีผลกับอำนาจและผลประโยชน์นอก
วัง ดังนั้นเฉินเฟยจึงมิได้อยู่ในสายตาของเจ้ากรม
คลังเสิ่น ใต้เท้าเสิ่นมาเข้าเฝ้าเสิ่นกุ้ยเฟย
“หากยังจับคนร้ายที่วางยาเหม่ยเฟยไม่ได้ เห็นที
ฮ่องเต้อาจจะไม่ทรงวางพระทัย” ใต้เท้าเสิ่นคาดคะเน
ถึงเหตุผลในการจัดงานเลี้ยงวังหลัง “บางทีอาจจะทรง
หวังจะตามหาคนร้ายที่ฆ่าพระโอรสก็ได้”
เสิ่นกุ้ยเฟยได้ยินบิดากล่าวเช่นนั้นก็ตกใจ “ท่าน
พ่อ ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นซ ้าแล้ว
เป็นไปไม่ได้ที่ฝ่าบาทจะไม่ทรงตามหาความจริง”
“ทายาทเสียชีวิตไปถึงหลายคนในลักษณะ
เดียวกัน พระสนมอย่าลืมสิว่าแต่ก่อนก็อาจจะพอโทษ
เถียนฮองเฮาได้ แต่ยามนี้ไม่มีนางแล้วจะโทษผู้ใดดี?”
“นั่นสิเจ้าคะ” นางอมยิ้ม การสิ้นพราชนม์ของ
พระโอรสที่อยู่ในตำแหน่งรัชทายาททำให้โอกาสของ
นางเพิ่มขึ้น ยามนี้เมื่อตงเฟยทำให้ตัวนางเองเข้าสู่
ภาวะลำบากก็ยิ่งทำให้ตัวเลือกเหลือน้อยลงที่แน่ๆ จาก
นี้ไปโอกาสที่ฮ่องเต้จะเสด็จตำหนักฟาหยางคงไม่มี
แล้ว
“หากพระสนมคิดจะทำสิ่งใด โปรดระมัดระวังให้
มากขึ้น”
“ข้าจะกำชับต่งมามาหลี่ให้เข้มงวดกว่านี้” เสิ่นกุ้ย
เฟยเมื่อนึกถึงงานเลี้ยง วันนั้นก็เสียววาบ หากนางมิได้
สั่งต่งมามาหลี่ให้ฝังขวดยาพิษให้เรียบร้อยหลังจากใส่
ในอาหารแล้วป่านนี้คนที่จะถูกนำตัวเข้าไปขังคุกใต้ดิน
อีกคนก็คงเป็นหัวหน้านางกำนัลแห่งตำหนักหรงซิ่ง
“ในเมื่อพระสนมเข้าใจแล้ว กระหม่อมก็เห็น
จะต้องทูลลา”
องครักษ์จูรู้สึกหงุดหงิด เขาเป็นผู้ที่นำองครักษ์
และนางข้าหลวงไปตรวจค้นตัวทุกคนยังตำหนักห่าวซิ
นแต่กลับยังไม่พบหลักฐานใดในขณะที่องครักษ์หู่คู่หู
ของเขากลับพบขวดยาพิษได้รับความดีความชอบจาก
ฮ่องเต้ ด้วยความขัดเคือง จูจิ้นติ้งจึงเรียกให้คนสนิท
ของตนอีกสองคนไปช่วยค้นหาหลักฐานในสวนที่จัด
เลี้ยงวังหลัง
“องครักษ์จูเราแค่สามคนคงหาสิ่งที่ต้องการไม่
พบหรอกนะ ท่านไปเรียกคนมาช่วยเพิ่มอีกเถอะ สวนนี้
ใหญ่โตเกินไปหากเราจะหาโดยใช้คนแค่นี้ก็คงต้องใช้
เวลาหลายวันเทียว”
จูจิ้นติ้งควักถุงเงินในสาบเสื้อออกมาโยนให้คน
สนิท “เจ้าเอาไปจ่ายให้ขันทีที่ว่างงานแถวนี้มาช่วยเรา
ก็แล้วกัน” องครักษ์คนสนิทของจูจิ้นติ้งไปเรียกขันที
มาได้ถึงสิบคน พวกเขาช่วยกันค้นตามกอต้นไม้และ
โคนต้นไม้ในสวนจนทั่ว
“เจอแล้ว! เจอแล้ว!”
องครักษ์จูรีบวิ่งไปหาขันทีที่บอกว่าเจอสิ่งผิดปกติ
ด้วยความตื่นเต้น “เจ้าเจอสิ่งใด?” ขันทีน้อยยื่นขวด
กระเบื้องเคลือบสีขาวมาหน้าจูจิ้นติ้ง เขารับแล้วเปิดฝา
จุกขวดนั้นออกมาดมเล็กน้อย
“พวกเจ้าหากันต่อไปนะ เดี๋ยวข้าไปหาหมอหลวง
ก่อน” จูจิ้นติ้งร้องเรียกคนสนิททั้งสองให้รีบตาม
ตนเองไปตรวจสอบขวดที่เพิ่งค้นพบ หู่ซิ่นสือเห็นจูจิ้
นติ้งก้าวเร็วๆ ไปทางสำนักหมอหลวงคิดจะเรียกเอาไว้
แต่กลับเรียกไม่ทัน ผ่านไปครึ่งชั่วยามองครักษ์จูก็เดิน
ลิ่วกลับมาใบหน้าของเขายิ้มกว้างราวกับผู้ชนะ
“ไปเข้าเฝ้ากันเถอะ ซิ่นสือ ข้ามีเรื่องสำคัญต้อง
กราบทูล” สีหน้าของจูจิ้นติ้งเหมือนกับพบเรื่อง
ยิ่งใหญ่ เดินนำหน้าหู่ซิ่นสือไปด้วยท่าทีราวกับชนะ
สงครามกอบกู้แคว้น องครักษ์หู่รู้ว่าต่อให้เซ้าซี้อย่างไร
จิ้นติ้งก็คงไม่ยอมบอกเขาอยู่ดี
ฮ่องเต้ทรงอ่านเอกสารที่สำนักหมอหลวงเขียน
รับรองการตรวจสอบและพิจารณาขวดยาที่วางอยู่
ตรงหน้า “เจ้าพบมันในสวนที่จัดงานเช่นนั้นหรือ?”
“พะยะค่ะ หม่อมฉันรู้สึกสังหรณ์ใจจึงให้ขันทีไป
ช่วยกันลองค้นดู”
“ดีมาก! อู๋กงกงเอารางวัลมา” ฮ่องเต้ปลาบปลื้มที่
องครักษ์ประจำพระองค์มิได้ปล่อยผ่านเรื่องที่พระองค์
ให้ความสนใจ อู๋กงกงสั่งให้ขันทีถือถาดตำลึงทอง
ออกมา “นี่คือรางวัลของเจ้า”
จูจิ้นติ้งเห็นของบนถาดแล้วในใจก็ลิงโลด “ขอบ
พระทัย พะยะค่ะ”
“คราวนี้พวกเจ้าต้องหาความจริงให้ได้ว่าผู้ใดคือ
คนที่เอาของสิ่งนี้ไปทิ้งในกอดอกไม้นั่น? ถ้าสอบถาม
ให้ละเอียดมากพอก็น่าจะตามหาร่องรอยได้บ้าง”
หู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งรับคำสั่งจากฮ่องเต้ด้วยท่าที
แข็งขัน องครักษ์หู่ให้คนสนิทของตนไปสืบว่าจูจิ้นติ้ง
ค้นหาขวดยาพิษนั้นได้อย่างไร? พอรู้วิธีแล้วก็ควักเอา
ถุงเงินให้กับคนสนิทไปว่าจ้างขันทีและนางกำนัลด้วย
เช่นกัน “พวกเจ้าไปจ้างคนมา อย่าให้น้อยหน้าจูจิ้นติ้ง
ข้าต้องหาคนที่เอาขวดยาพิษนั่นมาทิ้งไว้ให้เจอก่อน”
“ขอรับ!” คนสนิทขององครักษ์ทั้งสองเริ่มระดม
คนของตนออกพูดคุยสอบถามคนทั่วทั้งวังหลวง โดย
มีการให้รางวัลสำหรับผู้ที่ยอมตอบคำถามด้วย ข่าวนี้
ทำให้สนมทั้งสามหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน
“ต่งมามาหลี่ออกไปสืบข่าวทีว่าองครักษ์ทั้งสอง
สืบได้ความไปถึงไหนแล้ว อย่าให้พวกเราเป็นคน
สุดท้ายที่รู้ หากมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเราจะได้
แก้ไขทัน”