ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 1 ไม่ยอมรับผิด ก็ให้คุกเข่าซะ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 1 ไม่ยอมรับผิด ก็ให้คุกเข่าซะ
บทที่ 1 ไม่ยอมรับผิด ก็ให้คุกเข่าซะ
ณ บ้านตระกูลหลิน วิลล่าข่ายซวนหมายเลข 1 เมืองหลินอาน
ราตรีนี้ตรงกับเทศกาลหยวนเซียว ทั่วทุกแห่งต่างประดับด้วยโคมไฟหลากสี แสงไฟช่วยทำให้บ้านตระกูลหลินที่เคยเงียบเหงา กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา
ทว่าท่ามกลางความสงัดยามพลบค่ำ เสียงกรีดร้องกลับแผดก้องไปทั่วบริเวณ!
“อ๊า”
ตามมาด้วยเสียงกระแทกขั้นบันได ร่างของหญิงสาวครรภ์แก่ไถลร่วงลงมาตามทางลาด ก่อนจะนอนนิ่งอยู่เบื้องล่างในสภาพชวนให้ใจหาย
เสียงโกลาหลพลันดังขึ้นทั่วบ้าน ผู้คนในที่นั้นต่างรุดเข้าไปล้อมร่างหญิงสาวด้วยความลนลาน ไม่ต่างจากหลินเฟิง ผู้เป็นหัวหน้าตระกูล เขารีบปรี่เข้าไปหาภรรยาด้วยสีหน้าซีดเผือด แววตาที่เคยสุขุมกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ชิ่นซิน! เธอเป็นไงบ้าง?”
หลินเฟิง ถามด้วยความร้อนใจ โลหิตสีแดงฉานเริ่มไหลออกมาจากหว่างขาของหญิงสาว ใบหน้างดงาม ตอนนี้ขาวซีดไร้เลือด เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พี่เฟิง เจ็บมาก… ลูกของเรา… ช่วยลูกของเราด้วย!”
นายหญิงเฒ่าตระกูลหลิน ใจคอตกไปอยู่ตาตุ่ม เอ่ยละล่ำละลัก “เกิดอะไรขึ้น!?”
มู่ชิ่นซินสะอื้นจนตัวโยน พลางมองไปยังเบื้องบนของบันได
ทุกคนเงยขึ้นมองตามกัน ณ สุดปลายขั้นบันได มีเด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงสามขวบเศษยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เมื่อถูกสายตาหลายคู่จ้องมองด้วยความตระหนก มือเล็กก็เผลอกระชับตุ๊กตากระต่ายในอ้อมแขน
นายท่านผู้เฒ่าหลินบันดาลโทสะจนหน้ามืดตามัว จึงตวาดก้องด้วยเสียงสั่นเทา “เป็นแกใช่ไหมที่ผลักชิ่นซินลงมา?!”
เด็กน้อยเม้มริมฝีปากแน่น “ไม่… หนูไม่ได้ทำ…”
มู่ชิ่นซินสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ พลางเอ่ยขึ้นคล้ายจะปกป้องเด็กน้อย “อย่า… คุณพ่ออย่าโทษซู่เป่าเลยค่ะ แกยังเด็กนักคงไม่รู้ความ… คงไม่ได้ตั้งใจ…”
คำพูดคำจาราวกับเมตตาเด็กหญิง ทว่ากลับเป็นการตราหน้าซู่เป่าให้ดิ่งลงเหวแทน
หลินเฟิงตวัดสายตาเย็นเยียบจ้องมองไปยังร่างเล็ก เขาไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถามความจริงสักคำ กลับออกคำสั่งเฉียบขาด “ใครก็ได้! ลากตัวเด็กนี่ไปขังไว้ในห้องใต้หลังคา รอให้ฉันกลับมาจัดการด้วยตัวเอง!”
ความวุ่นวายโกลาหลเกิดขึ้นทันที ทุกคนต่างเร่งรีบพามู่ชิ่นซินไปโรงพยาบาล ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
ซู่เป่าตัวน้อยถูกลากตัวขึ้นไปด้านบนอย่างไม่ไยดี รองเท้าของเธอหลุดหายไปข้างหนึ่ง ทว่าบนใบหน้าเล็ก ๆ ที่ซีดขาวนั้นกลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแฝงความดื้อรั้น ไม่มีแม้เสียงอ้อนวอนขอความเมตตา หรือเสียงร้องไห้ฟูมฟายอาละวาดอย่างเด็กทั่วไป
ห้องใต้หลังคาอันคับแคบ ไร้ซึ่งแสงสว่างและไออุ่น มีเพียงมวลความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกหย่อมหญ้า ความหนาวเหน็บกัดกินถึงผิวหนัง เสียงลมกรรโชกพัดปะทะบานหน้าต่างดังก้องไปมา ราวกับมีปีศาจร้ายซ่อนกายอยู่ในเงาสลัว พร้อมจะกระโจนออกมาขย้ำปลิดชีพเด็กน้อยได้ตลอดเวลา
ซู่เป่ากอดตุ๊กตากระต่ายน้อยไว้แนบอก พลางขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง
หนาวจังเลย…
ทั้งที่เธอไม่ได้ผลักใคร แต่เหตุใด…กลับไม่มีใครเชื่อเธอเลย
โบราณว่าไว้ เหมันต์นั้นหนาวเหน็บ ลมเย็นเล็ดลอดเข้ามาปะทะกายซู่เป่าครั้งแล้วครั้งเล่า
หนึ่งวันหนึ่งคืนผ่านไปอย่างเชื่องช้า…
ไร้เงาของผู้คนเหลียวแล ไม่มีใครรู้เลยว่า ก่อนเกิดเหตุเธอถูกมู่ชิ่นซินลงโทษ ไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่คำเดียว สติของเด็กน้อยเริ่มพร่าเลือน ลมหายใจแผ่วเบา
ทว่าคำสั่งประกาศิตจากคุณปู่หลินยังคงดังก้อง… หากเธอไม่ยอมรับผิด ก็ห้ามก้าวเท้าออกจากห้องนี้เด็ดขาด!
“แม่…”
ริมฝีปากเล็กเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ร่างกายของเธอสั่นเทา ได้แต่หลับตาพึมพำเสียงแผ่ว “แม่… ซู่เป่าไม่ได้ทำผิด… หนูไม่ยอมรับ…”
เด็กน้อยรู้ดี ว่ามารดาผู้เป็นที่รักจากโลกนี้ไปเพราะโรคร้ายตั้งแต่ปีกลาย และหลังจากนั้นไม่นาน บิดาก็รับหญิงคนใหม่เข้าบ้านมา หลังจากนั้นหล่อนก็ตั้งครรภ์
ป้าคนนี้ช่างมีหลายหน้า มักสวมหน้ากากหญิงใจดี แต่ลับหลังกลับกลายร่างเป็นปีศาจที่จ้องจะทำลายเธอ
“แม่คะ…” ซู่เป่าน้อยคิดถึงอ้อมกอดของแม่ มือเล็กบีบหูกระต่ายตุ๊กตาผ้าคู่ใจราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย ก่อนสติจะดับวูบไปพร้อมกับความมืดมิด
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
ทันใดนั้น… ประตูห้องก็ถูกผลักออกด้วยเสียงดังปัง!
หลินเฟิง ผู้เป็นพ่อเข้ามาด้วยสีหน้าโกรธจัด เข้าไปกระชากร่างซู่เป่าขึ้นมา แล้วลากลงบันไดอย่างไม่ไยดี ก่อนโยนทิ้งลงบนพื้นหิมะด้านนอก ความเย็นจัดบาดผิวทำให้ซู่เป่าสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวด เธอพยายามปรือตาอันหนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก
“พ่อคะ… หนูหิว…” เด็กน้อยเค้นเสียงออกมา
หลินเฟิงเค้นเสียงหัวเราะอย่างหยามหยัน “แกทำร้ายลูกชายในท้องของชิ่นซินจนตาย ยังมีหน้ามาบอกว่าหิวอีกรึ! ฉัน… หลินเฟิง จะมีลูกสาวที่ใจคออำมหิตอย่างแกได้อย่างไร!”
ร่างเล็กแข็งเกร็งจนแทบขยับไม่ได้ ดวงตาที่เคยสุกใสบัดนี้หม่นแสงไร้ประกาย เธอพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป
หลินเฟิงเห็นท่าทางนิ่งเฉยเช่นนั้น โทสะก็ยิ่งโหมกระหน่ำ เขาเคยคิดว่านี่คือความดื้อรั้นเท่านั้น
แต่เหตุใดถึงมีจิตใจโหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้!
“ลูกไม่รักดีถือเป็นความผิดของพ่อ! ในเมื่อวันนี้ แกกล้าลงมือทำร้ายได้แม้กระทั่งน้องในไส้ หากปล่อยให้เติบโตไป ไม่กลายเป็นฆาตกรหรอกหรือ? หากวันนี้ฉันไม่สั่งสอนให้รู้สำนึก ก็อย่ามาเรียกว่าพ่ออีกเลย!”
สิ้นคำ หลินเฟิงก็กวาดสายตาไปรอบกาย เขาคว้าไม้กวาดตรงมุมห้องขึ้นมาเหยียบหักส่วนหัวออก จนเหลือเพียงด้ามไม้หนาเกือบสองนิ้ว
ไม้ในมือฟาดกระหน่ำลงบนร่างของซู่เป่าอย่างไม่ยั้งแรง เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสพลันดังระงมไปทั่วบริเวณ
“แกยอมรับผิดหรือยัง?!” หลินเฟิงตวาดลั่น แววตาดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ไม่ใช่หนูจริง ๆ นะคะ หนูไม่ได้ทำ!” ซู่เป่ากัดริมฝีปากจนห้อเลือด แม้เจ็บปวดเจียนตาย แต่ใบหน้ามอมแมมนั้นยังคงเต็มไปด้วยความดื้อรั้นในความบริสุทธิ์ของตน
หลินเฟิงฟังก็โมโหกว่าเดิม “ถ้าแกไม่ได้ทำ แล้วชิ่นซินจะล้มลงมาเองงั้นเหรอ? แกคิดว่าคนเป็นแม่ที่ท้องตั้งหกเดือน จะยอมเสี่ยงเอาชีวิตลูกตัวเองมาล้อเล่นเพียงเพื่อใส่ร้ายเด็กอย่างแกหรือไง”
ภาพเหตุการณ์ในโรงพยาบาลยังคงตามมาหลอกหลอน ในยามที่มู่ชิ่นซินเสียเลือดมากจนหมอประกาศภาวะวิกฤตถึงสองครา วินาทีชีวิตภรรยารักแขวนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นความตาย กลับยังอุตส่าห์ฝืนสังขารพร่ำบอกเขาว่า อย่าได้ถือสาหาความซู่เป่าเลย!
ภรรยาสาวอ้างว่าเด็กน้อยคงเพียงแค่หวาดกลัว กลัวว่าหากน้องชายลืมตาดูโลก ตนเองจะไม่เป็นที่รักอีกต่อไป ไม่ได้ตั้งใจผลักเธอ…
นึกถึงคำพูดเหล่านั้นแล้ว เขาก็ใช้ไม้ฟาดลงไปไม่หยุด “ยังจะกล้าแก้ตัว ยังจะกล้าแก้ตัวอีก!”
เขาลงมือรุนแรงจนโทรศัพท์กระเด็นหลุดจากกระเป๋าเสื้อไปโดยไม่รู้ตัว กว่าจะยอมหยุดก็ตอนที่ร่างของซู่เป่าล้มฟุบแน่นิ่งอยู่บนพื้นหิมะ
“คุกเข่าอยู่ตรงนี้ซะ! ถ้าชิ่นซินยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล แกก็ห้ามลุกไปไหนทั้งนั้น!”
หลินเฟิงพูดจบก็กระชากเนกไทตัวเองแรง ๆ อย่างขัดใจ โยนไม้ทิ้งลงพื้นแล้วสะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านไป
พายุโหมโหมใส่ชีวิตเขาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งวิกฤตใหญ่ในบริษัท ทั้งที่พยายามแก้ไขมานานนับครึ่งเดือนแต่กลับไร้ประโยชน์ ซ้ำร้ายมู่ชิ่นซินยังมาตกบันไดจนต้องเสียบุตรชายในครรภ์ไป
ทายาทเพียงคนเดียวที่ตระกูลหลินเฝ้ารอ กลับจากไปต่อหน้าต่อตา
มรสุมชีวิตรุมเร้าทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องครอบครัว จนเขาเครียดหัวระเบิด มีเพียงซูเป่าที่กลายเป็นที่รองรับอารมณ์เกรี้ยวกราดทั้งหมดของเขาเอาไว้
ตุ๊กตากระต่ายถูกฟาดจนสภาพพังยับเยินไปนานแล้ว ซู่เป่าพยายามชันกายลุกขึ้นตามคำสั่ง ทว่าร่างอันอ่อนแรงกลับทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหิมะดังปึก
ก่อนสติสุดท้ายจะเลือนรางลง
เธอรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตาย…
หากเธอต้องตายจริง ๆ จะมีโอกาสได้พบแม่ไหมนะ?
ในม่านหมอกแห่งความตาย เสียงหนึ่งพลันดังแทรกความเงียบกริบขึ้นมาอย่างประหลาด
“เสี่ยวซู่เป่า เร็วเข้า! รีบโทรหาลุงเล็กของลูกสิ”
“ลุงเล็กของเธอชื่อ ซูอี้เชิน หมายเลขโทรศัพท์คือ 159xxxxx…”
“โทรศัพท์…” เด็กน้อยปรือตาขึ้นมอง เห็นเครื่องมือสื่อสารสีดำตกอยู่บนพื้นหิมะ สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดผลักดันให้เธอตะเกียกตะกายเข้าหาอย่างสุดกำลัง
“159…”
ซู่เป่าตัวสั่นเทิ้ม นิ้วแข็งทื่อพยายามกดปุ่มตามตัวเลขในความทรงจำอย่างไม่ลดละ ไม่รู้ว่าต้องใช้ความพยายามมากเพียงใด ในที่สุดสายนั้นก็ถูกต่อออกไปสำเร็จ…
ในขณะเดียวกัน
ภายในคฤหาสน์ทรงโบราณอันโอ่ใจกลางเมืองหลวง กลิ่นหอมจาง ๆ ของไม้กฤษณาอบอวลอยู่ในอากาศ แสงไฟจากโคมระย้าทอดเงายาวลงบนพื้น ประมุขตระกูลซูขยับถ้วยชาในมือพลางเอ่ยตำหนิเสียงเรียบ
“อีกปีหนึ่งก็ผ่านไปแล้ว ซูอี้เชิน แกบอกว่าปีนี้จะสอบตำแหน่งแพทย์หัวหน้าได้นี่!”
ท่ามกลางความเงียบงัน พี่น้องตระกูลซูทั้งเจ็ดต่างพากันก้มหน้านิ่ง ส่วนอี้เชินทำได้เพียงลูบจมูกเบา ๆ ทันใดนั้นชายชราพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนา และโพล่งถามขึ้น
“แล้วเรื่องนั้นล่ะ… ตามหากันมาสี่ปีแล้ว ยังไม่มีวี่แววของน้องสาวพวกแกอีกหรือ?”
สิ้นคำถาม บรรยากาศรอบโต๊ะพลันเย็นเยียบลง พี่น้องทุกคนต่างเม้มปากสนิท แววตาที่เคยทรนง บัดนี้หม่นแสงด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินใจมาตลอดระยะเวลาสี่ปี
ซูจิ่นอวี้ หญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจของบ้าน ถูกโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวรุมเร้าตั้งแต่เด็ก ต้องทนทุกข์กับการรับเลือดและเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกครั้งแล้วครั้งเล่า
ตลอดยี่สิบปี ครอบครัวซูเฝ้าทะนุถนอมจิ่นอวี้ประดุจไข่ในหิน ทว่าโรคร้ายกลับกัดกินร่างกายจนทรุดหนักลงเรื่อย ๆ มิหนำซ้ำยังส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและความทรงจำ จนเธอแทบไม่หลงเหลือภาพจำในอดีต
แต่แล้วเมื่อสี่ปีก่อน…
สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อน้องสาวเพียงคนเดียวหายตัวไป
ซูอี้เชิน ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งมือหนึ่งของประเทศ และเป็นผู้ดูแลอาการของจิ่นอวี้มาโดยตลอด ตอนนั้น เขาต้องปลีกตัวไปจัดการเคสฉุกเฉิน น้องสาวก็หายตัวไปจากโรงพยาบาลอย่างไร้ร่องรอย
ความรู้สึกผิดเป็นฝันร้ายตามหลอกหลอนตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้มีพรสวรรค์ทางการแพทย์จนหาตัวจับยากเพียงใด แต่ตราบาปในใจกลับฉุดรั้งให้เขาย่ำอยู่กับที่ ไม่สามารถก้าวหน้าในวิชาชีพได้อีกเลย
ตระกูลซูมีลูกชายถึงแปดคน ทว่ากลับมี ซูจิ่นอวี้ เป็นแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียว เมื่อสูญเสียสีสันเพียงหนึ่งเดียวไป ครอบครัวก็เริ่มพังทลาย
คุณนายผู้เฒ่าล้มป่วยจนลุกจากเตียงไม่ได้ และกลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวน
ซูอีเฉิน พี่ชายคนโตผู้กุมบังเหียนธุรกิจซู เลือกทำงานหนักเป็นเครื่องย้อมใจ เขาโหมทำงานทั้งวันทั้งคืนจนสุขภาพทรุดโทรมและต้องใช้ยาเป็นตัวช่วย
ส่วนบุตรชายคนที่สองอย่าง ซูเยว่เฟย กัปตันมือดีที่สุดของสายการบิน S ถูกสั่งพักงานมานานถึงสี่ปี เนื่องจากสภาพจิตใจไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินที่เข้มงวด เขาทำได้เพียงขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน เพื่อเยียวยาบาดแผล
บุตรชายคนที่สามของตระกูลซู…
ความเงียบงันน่าอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วทุกมุมห้องหนังสือ บรรยากาศหนักอึ้งจนดูเหมือนอากาศหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
กริ๊งงงงง!
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของ ซูอี้เชิน ก็ดังขึ้นทำลายความสงัดเงียบจนทุกคนในห้องถึงกับสะดุ้งสุดตัว!