ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 102 ใครจะมากล้าสั่งสอนลูกสาวแทนฉัน?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 102 ใครจะมากล้าสั่งสอนลูกสาวแทนฉัน?
บทที่ 102 ใครจะมากล้าสั่งสอนลูกสาวแทนฉัน?
พ่อบ้านตระกูลมู่ยังคงประดับรอยยิ้มสุภาพไว้บนใบหน้า แต่มุมตากลับเชิดขึ้นอย่างถือดี สายตาที่มองคนรอบข้างเต็มไปด้วยความดูแคลน
ซูอีเฉินลอบยิ้มเย็นชาในใจ ตระกูลมู่ที่ใครต่อใครลือกันว่าถือตัวสูงส่ง บัดนี้เขาได้เห็นแจ้งกับตาตนเองแล้วว่ามันยอดแย่เพียงใด
“บ้านของพวกคุณแปลกจังเลยนะคะ ทั้งที่เชิญแขกมาอวยพรวันเกิด แต่กลับให้แขกนั่งตากลมอยู่ตรงประตู ซู่เป่าไม่เคยเห็นใครไร้มารยาทแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ” ซู่เป่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ทว่าบาดลึกคนฟัง
“เขาเรียกว่า ‘ไม่มีการอบรม’ ครับซู่เป่า” ซูอีเฉินเอ่ยแก้ประโยคให้หลานสาวเสียงเรียบ
“ใช่ค่ะ ซู่เป่าไม่เคยเห็นใครที่ไม่มีการอบรมแบบนี้มาก่อนเลย คุณลุงพ่อบ้านคะ… หนูว่าคนที่น่าอับอายขายหน้าคือพวกคุณมากกว่า ไม่ใช่ซู่เป่าสักหน่อย” เด็กน้อยพยักหน้าตามหงึกหงัก
แขกเหรื่อรอบข้างต่างพากันกระซิบกระซาบ หลายคนเริ่มรู้สึกคล้อยตามคำพูดของซู่เป่าขึ้นมาทันที ตระกูลมู่นี่วางท่า จนตาอยู่บนหน้าผากจริง ๆ แค่เค้กชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ยังทำท่าทางตระหนี่ถี่เหนียว
แถมยังจัดแบ่งชนชั้นแขกเหรื่ออย่างน่าเกลียด หากไม่ใช่เพราะบารมีหลานชายเป็นถึงเทพสงคราม พวกเขาคงไม่ทนอยู่ให้เสียศักดิ์ศรีเช่นนี้ เมื่อได้ยินซู่เป่าพูดแทนใจจึงรู้สึกสะใจอยู่ลึก ๆ
พ่อบ้านตระกูลมู่สีหน้าเคร่งขรึมลง ก่อนที่จะทันได้เอ่ยปากด่าเด็กน้อย เขาก็เหลือบไปเห็นเวินหรูอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านหลังเข้าพอดี
เขารีบเมินเฉยซูอีเฉินและซู่เป่าทันที ก่อนกรูเข้าไปต้อนรับด้วยท่าทางประจบประแจง “คุณนายซือ! คุณมาถึงแล้วหรือครับ เชิญด้านในเลยครับ ทางเราจัดที่นั่งพิเศษไว้ให้ท่านแล้ว!”
เวินหรูอวิ๋นหัวเราะหยัน “ตระกูลมู่ช่างยิ่งใหญ่เสียจริง แม้แต่ตระกูลซูที่เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของปักกิ่งก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา ฉันเองก็คงไม่กล้าเข้าไปรับเกียรติข้างในหรอกค่ะ”
เธอโน้มตัวลงเช็ดปากให้ซู่เป่า พลางเอ่ยต่อเสียงเรียบ “ซู่เป่าและคุณซูนั่งตรงไหน พวกเราตระกูลซือก็จะนั่งตรงนั้นแหละค่ะ”
เห็นชัดว่าเวินหรูอวิ๋นตั้งใจออกโรงปกป้องซู่เป่าอย่างเต็มตัว
ส่วนซืออี้หรานเองก็ยืนตีหน้าขรึม แววตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “ขอโทษเพื่อนของผมเดี๋ยวนี้!”
ซืออี้หรานไม่ใช่คนที่มีเพื่อนมากนัก
ทว่านับตั้งแต่ซู่เป่าช่วยเรียกวิญญาณ และช่วยชีวิตเขาไว้
เขาก็ยกให้เด็กน้อยคนนี้เป็นเพื่อนคนสำคัญ… เพื่อนคนแรกของเขา ใครก็ห้ามมารังแกเด็ดขาด!
พ่อบ้านตระกูลมู่หน้าถอดสี ไม่คิดว่าตระกูลซือจะให้เกียรติและเข้าข้างตระกูลซูถึงเพียงนี้ เขาจึงจำใจฝืนยิ้มประจบเวินหรูอวิ๋น “เป็นความผิดของผมเองครับที่ดูแลไม่ทั่วถึง เชิญคุณนายเข้าไปพักผ่อนด้านในก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมจะจัดที่นั่งใหม่ให้กับแขกตระกูลซูเอง”
ในขณะที่กำลังเอ่ยปาก เขากลับแสร้งก้าวพลาดบังเอิญชนเข้ากับร่างของซู่เป่าอย่างจัง! ด้วยความเป็นผู้ใหญ่และลงแรงอย่างจงใจ ทำให้เด็กน้อยที่ไม่ได้ระวังตัวถูกแรงกระแทกจนกระเด็นไปอีกทาง
“โอ๊ย!” ซู่เป่าล้มก้นจ้ำเบ้าลงบนพื้น ข้อมือน้อย ๆ ครูดไปกับพื้นจนแดงเถือก
ซูอีเฉินเห็นดังนั้น ก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาตวัดเท้าถีบเข้ากลางลำตัวพ่อบ้านตระกูลมู่จนกระเด็นไปไกล! พ่อบ้านเคราะห์ร้ายไม่ทันตั้งตัว ร่างลอยละลิ่วไปชนเข้ากับชั้นวางของโบราณเสียงดังสนั่น
โครม!
แจกันโบราณล้ำค่าตกลงมาแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ สีหน้าของพ่อบ้านซีดเผือดทันที
เพราะนี่คือของสะสมที่คุณชายเฒ่าตระกูลมู่หวงแหนที่สุด
“คุณซู! นี่คุณทำอะไรน่ะ! ทำร้ายคนไม่มีทางสู้แบบนี้ได้ยังไง!” พ่อบ้านตะโกนลั่นด้วยความแค้นเคือง
“เป็นอะไรไหมซู่เป่า?” ซูอีเฉินไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา เขาอุ้มซู่เป่าขึ้นมาแนบอกด้วยความห่วงใย
“คุณลุงใหญ่ หนูไม่เป็นไรค่ะ” เด็กน้อยนวดข้อมือ และก้นน้อย ๆ ของตัวเอง
เสียงโครมครามเรียกให้เจ้าของบ้านรีบออกมาดู คุณปู่มู่เห็นซากแจกันใบโปรดบนพื้นก็รู้สึกใจสลายราวกับเลือดหยดลงมา เขากลั้นความโกรธพร้อมกับถามเสียงเข้ม “เกิดอะไรขึ้น!”
“คุณท่านครับ ผมเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ ๆ คุณซูก็ทำร้ายคนไม่มีเหตุผล…” พ่อบ้านรีบชิงฟ้องทันที
“ไม่มีเหตุผลอย่างนั้นหรือ?” ซูอีเฉินหัวเราะหยัน
ใช่… เขาไม่ได้พูดสักคำ เพราะเขาลงเท้าถีบเลยต่างหาก!
“คุณลุงคนนี้โกหกค่ะ! เขาแอบชนซู่เป่าก่อน ลุงใหญ่ถึงได้ลงมือ!” ซู่เป่าขมวดคิ้วจ้องหน้าพ่อบ้านจอมกะล่อน เมื่อเห็นคนทำผิดไม่ยอมรับแถมยังโยนความผิดให้ลุงใหญ่ เด็กน้อยจึงไม่ยอมนิ่งเฉยเด็ดขาด
แต่แล้วพ่อบ้านยังคงแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ “เธอจะบ้าเหรอ ฉันเป็นผู้ใหญ่จะไปหาเรื่องแอบชนเด็กได้อย่างไร…”
คุณนายผู้เฒ่ามู่เดินถือไม้เท้าออกมา แม้ยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด แต่เธอก็เลือกจะตำหนิเด็กน้อยก่อนทันที
“อายุยังน้อยก็หัดเรียนรู้วิธีใส่ร้ายคนอื่นเสียแล้ว ผู้ปกครองสั่งสอนมาอย่างไรกันถึงได้เป็นแบบนี้?” เธอจ้องมองซู่เป่าด้วยสายตาเกลียดชัง
หึ… เด็กไร้มารยาทแบบนี้หรือ ที่จะมาขอเป็นญาติกับเธอ? ฝันไปเถอะ!
“ลูกไม่รู้จักมารยาทคือความผิดของพ่อ! เด็กบ้านคนรวยมักถูกตามใจจนเสียคน คุณซูควรหัดจัดการเด็กในบ้านตัวเองเสียบ้างนะ!” คุณปู่มู่เองก็โกรธจัดซูอีเฉินหัวเราะด้วยความโกรธขึ้ง
“ตระกูลมู่… ดีมาก ดีจริง ๆ” ซูอีเฉินแค่นหัวเราะยิ้มหยันด้วยความรู้สึกเริ่มขุ่นเคือง
แค่พวกเศรษฐีใหม่ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับคำว่า ‘อำนาจ’ เลย จะเรียกว่า ‘สูงศักดิ์’ ก็ไม่ได้ แต่กลับกินบารมีจากวีรบุรุษผู้เสียสละ แล้วยังทำตัวเหมือนเป็นคนสำคัญอีกด้วย
“ตระกูลมู่ช่างโอหังเหลือเกิน แขกมาเยือนถึงเรือนกลับจงใจรังแกเด็กเล็ก ๆ แบบนี้ นี่หรือคือธรรมเนียมที่พวกคุณภาคภูมิใจ?” เวินหรูอวิ๋นเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
เธอขยับกายก้าวมาข้างหน้า ก่อนดึงซู่เป่าเข้ามาโอบไว้ในวงแขนเพื่อแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเด็กคนนี้อยู่ในความคุ้มครองของเธอ มือเรียวสวยลูบไปรอบข้อมือแดงช้ำของซู่เป่าเบา ๆ พลางปรายตามองคนตระกูลมู่ด้วยสายตาเหยียดหยาม
คุณนายผู้เฒ่ามู่ปรายตามองเวินหรูอวิ๋น สีหน้าของเธอจึงดูอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงแฝงความขุ่นมัวไว้ไม่เสื่อมคลาย
“คุณนายซือ ทั้งคุณซือและหลานชายของฉันต่างก็เป็นคนในแวดวงทหารเหมือนกัน ฉันว่าคุณควรจะพิจารณาสถานการณ์ให้ดี ก่อนพูดอะไรออกมานะคะ” หญิงชราเอ่ยพลางเชิดคางขึ้นอย่างถือดีในบารมีของหลานชาย
“พวกเราไปกันเถอะค่ะ” เวินหรูอวิ๋นหันไปจูงมือซืออี้หราน โดยไม่คิดจะสนใจใบหน้าของอีกฝ่ายแม้แต่นิดเดียว
แขกเหรื่อรอบข้างต่างพากันกระซิบกระซาบ วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เฮ้อ… คนตระกูลมู่เป็นไปได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?”
“ไม่เห็นตระกูลซูอยู่ในสายตา ยังพอว่า… แต่นี่แม้แต่ตระกูลซือยังกล้าข่มเขาให้ต่ำกว่า ทึ่มทื่อจนน่าเหลือเชื่อ หยิ่งผยองขนาดนี้ฉันเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกจริงๆ”
“สงสัยพวกเขาสมองคงฝ่อกันหมดแล้ว”
“เบา ๆ หน่อย… จะไม่ให้เขาหยิ่งได้ยังไง ในเมื่อเขามี ‘ต้นทุน’ หนุนหลังดีขนาดนั้น ก็เทพสงครามตระกูลมู่คนนั้นไงล่ะ บารมีล้นฟ้าเสียจนคนแถวนี้ลืมตัวกันไปหมดแล้ว”
คุณนายผู้เฒ่ามู่ไม่พอใจ อารมณ์ของเธอพุ่งพล่านถึงขีดสุด!
เธอคือคุณย่าแท้ๆ ของเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่
ทว่าคนพวกนี้กลับไม่ให้เกียรติเธอแถมยังเดินหนีไปดื้อๆ แบบนี้
แล้วเธอจะเอาหน้าไปไว้ไหน? หากใครจะเดินจากไป… ควรจะเป็นเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายไล่พวกเขาไป!
สายตาอันเย็นเยียบของคุณนายผู้เฒ่ามู่ตวัดไปมองยังซู่เป่า เธอตัดสินใจเริ่มต้นแสดงอำนาจโดยใช้เด็กน้อยเป็นเครื่องสังเวย
“เธอนี่กล้าดีอย่างไรมากล่าวหาพ่อบ้านจางอย่างไม่มีมูล! ตอนนี้ รีบมาขอโทษเขาเดี๋ยวนี้!” เธอคำรามเสียงเฉียบขาด
“ขอโทษอะไรกัน!” เวินหรูอวิ๋นชะงักฝีเท้า เธอเอ่ยออกมาอย่างสุดทน
“ขอโทษอะไรกัน!” ซู่เป่าเองก็สู้ยิบตา เธอทำท่าทางเหมือนสัตว์ตัวน้อยกำลังขู่ฟ่อ เอามือเท้าสะเอวแล้วตะโกนตามทันที
ซูอีเฉินจูงมือซู่เป่าไว้แน่นโดยไม่คิดอยากต่อความยาวสาวความยืด เขาเตรียมพาหลานสาวเดินจากไปทันที
คุณนายผู้เฒ่ามู่โกรธจนหน้ามืดแทบจะหงายหลัง เสียงของเธอแหลมสูงขึ้นอีกหลายระดับ “หยุดนะ! พวกแกคิดว่าคฤหาสน์ตระกูลมู่เป็นที่ที่อยากมาก็มา อยากไปก็ไปได้ตามใจชอบงั้นหรือ! ในเมื่อมาก่อเรื่องในบ้านของฉัน พวกแกก็ต้องชดใช้ตามราคาที่สมควร!”
“พ่อบ้านจาง! ไปจับตัวเด็กนั่นมาให้ฉัน!” เธอชี้ไม้เท้าสั่นเทาไปทางด้านซู่เป่า “ช่างไร้มารยาท ไร้การอบรม… วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกแทนพ่อแม่เอง!”
พ่อบ้านจางเผยแววตาเยาะหยันวาบหนึ่ง พลางคิดเข้าข้างตัวเอง
เด็กนี่ยังกล้ามาต่อกรกับเขาอีกหรือ?
เขาโบกมือเรียกคนรับใช้หลายคนเข้ามาขวางซูอีเฉินและเวินหรูอวิ๋นไว้ทันที
พ่อบ้านจางถลันเข้าหาซู่เป่าด้วยตัวเอง มือของเขากำลังจะเอื้อมถึงตัวเด็กน้อยอยู่แล้ว…
ในวินาทีนั้นเอง ประตูเหล็กบานยักษ์ของตระกูลมู่ก็ถูกกระแทกจนเปิดออกส่งเสียงดังสนั่น
รถออฟโรดสีดำขลับคันหนึ่งขับฝ่าเข้ามาอย่างอุกอาจ ก่อนจะเบรกพรวดหยุดกึกตรงหน้าทุกคนพอดี!
“โอ้… ช่างครึกครื้นเสียจริง” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับชายในชุดดำก้าวลงจากรถ
มู่กุยฝานยังคงอยู่ในสภาพที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากภารกิจระดับชาติ ร่างสูงโปร่งทว่าดูแข็งแกร่งภายใต้เครื่องแบบสีดำเต็มยศและเสื้อเกราะกันกระสุนขับเน้นกลิ่นอายความดุดัน ใบหน้าส่วนล่างถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำสนิท ทิ้งไว้เพียงดวงตาคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวที่พร้อมสะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง
เขายื่นมือออกมาดึงหน้ากากลงอย่างเชื่องช้า ก่อนถอดถุงมือหนังโยนทิ้งไปราวกับไม่ใส่ใจสิ่งใดในโลก มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ แฝงความร้ายกาจ ทว่านัยน์ตากลับเย็นเยียบจนอุณหภูมิรอบข้างแทบติดลบ
“ใครกัน… ที่อยากจะมาทำหน้าที่แทนผม ในการสั่งสอนลูกสาวของผม?”