ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 105 ตัดขาดความสัมพันธ์
บทที่ 105 ตัดขาดความสัมพันธ์
คุณนายผู้เฒ่ามู่ฝืนยิ้มประจบพลางเอ่ยเสียงอ่อน “โถ… ดูเด็กคนนี้สิ พูดจาอะไรอย่างนั้นล่ะ ทำไมถึงบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน? ถึงจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ก็นับเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดนะจ๊ะ…”
“ใช่แล้ว! อย่างไรเสียพวกเราทุกคนต่างก็มีเลือดของตระกูลมู่ไหลเวียนอยู่เหมือนกัน โอ้… คนหนุ่มสาวสมัยนี้ชอบล้อเล่นกันจริงๆ เลยนะ!” คุณปู่มู่รีบเสริมทันควัน
มู่กุยฝานแค่นเสียงหัวเราะหยันออกมาจากลำคอ “เลือดตระกูลมู่อย่างนั้นหรือ? น่าเสียดาย… พวกคุณไม่คู่ควรจะเอ่ยถึงมันด้วยซ้ำ” ดวงตาของเขาเย็นชาไร้ความรู้สึกจนน่าขนลุก
“ตอนที่คุณปู่ของผมเสียสละชีวิต พ่อแม่ถูกฆ่าตาย… ผมบากหน้ากลับมาที่เมืองหนานเฉิง เพื่อตามหาพวกคุณ” มู่กุยฝานยกยิ้มเย้ยหยัน “พวกคุณเดาซิว่าเกิดอะไรขึ้น? พวกคุณกลัวจะถูกลากไปเกี่ยวด้วย พอรู้ว่าผมเพิ่งมาถึงสถานีรถไฟ ก็รีบหาคนมาขับไล่ผมออกจากเมืองทันที”
“และในคืนถัดมา… ทั้งครอบครัวของพวกคุณก็เก็บข้าวของย้ายหนีไปกบดานแถบชายฝั่งทะเลทันที!”
ในตอนนั้นเขามีอายุเพียงเจ็ดขวบ ความหวาดกลัวและความสับสนจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทำให้เขาพยายามดิ้นรนตามหาญาติพี่น้อง เพียงเพื่อหวังได้รับความคุ้มครองตามสัญชาตญาณ ทว่าสิ่งที่ได้มากลับมีเพียงความว่างเปล่า…
สามสิบปีฝั่งตะวันออก อีกสามสิบปีฝั่งตะวันตก ใครเล่าจะคิดว่าเด็กน้อยไร้ที่พึ่งในวันนั้น จะสามารถรอดชีวิตจนกลายเป็นเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่ในวันนี้ได้
ซู่เป่าฟังเรื่องราวในอดีตที่คุณพ่อเล่าออกมาด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ แต่ความเศร้าสร้อยกลับค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจของเด็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้
ที่แท้… คุณพ่อที่ตัวสูงจนเกือบชนกรอบประตูคนนี้ ก็เคยผ่านชะตากรรมเดียวกับเธอมาก่อน
ไม่มีญาติ ไม่มีพ่อแม่ ซ้ำยังถูกคนอื่นตราหน้าว่าเป็นตัวอัปมงคล
ซู่เป่าเม้มริมฝีปากแน่นพลางเอื้อมมือน้อยไปกอดคอของมู่กุยฝานไว้เงียบ ๆ เธอซบหน้าลงกับซอกคอของเขา
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกอดอันแสนบริสุทธิ์ของลูกสาว มู่กุยฝานก็ชะงักคำพูดไปชั่วขณะ เส้นผมอันอ่อนนุ่มของซู่เป่า สัมผัสผิวกายทำให้หัวใจที่เคยกร้านโลกของเขาอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว
“หืม?” มู่กุยฝานเลิกคิ้วมองเด็กน้อยในอ้อมแขน
เธอคนนี้… กำลังสงสารเขาอย่างนั้นหรือ?
ความอบอุ่นสายหนึ่งค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของชายหนุ่ม
ทางด้านคนตระกูลมู่ หลังถูกเปิดโปงธาตุแท้ต่างพากันใบหน้าถอดสี ทำได้เพียงยิ้มแหยอย่างกระอักกระอ่วน “นี่… นี่มันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ ๆ เลย…”
แขกเหรื่อในงานที่ได้ยินต่างเริ่มประติดประต่อเรื่องราวได้ ที่แท้คุณปู่มู่คนนี้ก็เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องกับคุณปู่ทวดของเทพสงคราม!
ทว่าในยามที่ญาติผู้พี่เสียชีวิตและทิ้งหลานชายตัวน้อยไว้ พวกเขากลับขี้ขลาดเห็นแก่ตัวจนถึงขั้นไล่เด็กเจ็ดขวบไปเผชิญชะตากรรมตามลำพัง แถมยังย้ายบ้านหนีกลางดึกอีกด้วย
ตอนมาปักกิ่งใหม่ ๆ กลับสร้างภาพพจน์เสียดิบดีว่า “สงสารพี่ชายเหลือเกิน” หรือ “อยากจะตายแทนพี่ชาย” ซ้ำยังอ้างชื่อวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อยกหางตัวเองให้ดูสูงส่ง
“เป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องห่าง ๆ รุ่นปู่ทวดแท้ ๆ กล้าเอาชื่อเขามาอ้างเสียใหญ่โต”
“ตอนลำบากวิ่งหนีเร็วกว่าใคร แต่พอเขาได้ดีกลับวิ่งมารับเกียรติคนแรก ไร้ยางอายจริง ๆ!”
“ถ้าวันนี้เขาเป็นแค่คนธรรมดา คนพวกนี้คงไม่แม้แต่จะปรายตามองด้วยซ้ำ ดูที่ทำกับซู่เป่าสิ วางท่าเสียสูงลิ่วเชียว”
คำวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาทำให้คุณนายผู้เฒ่ามู่รู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด อึดอัดจนแทบกระอักเลือด ส่วนคุณปู่มู่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ราวกับผ้าคลุมหน้าอันจอมปลอมถูกกระชากออกจนไม่เหลือชิ้นดี
มู่ชิงหลินที่ได้สติก่อนใครรีบเอ่ยแทรกเพื่อหาทางลง “คุณปู่ครับ พี่ใหญ่เดินทางมาไกลคงเหนื่อยมากแล้ว ผมว่าพวกเราเข้าไปคุยกันข้างในคฤหาสน์ก่อนดีไหมครับ?” เขามองมู่กุยฝานด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “พี่ใหญ่… คุณคิดว่าอย่างไรครับ?”
“ใช่ ๆ เข้าไปคุยข้างในเถอะนะจ๊ะ” คุณนายผู้เฒ่ามู่รีบสนับสนุน
“เชิญด้านในก่อนเถอะหลานรัก!” คุณปู่มู่พยายามเชื้อเชิญอย่างร้อนรน
พวกเขาต้องการพาเทพสงครามเข้าบ้านให้เร็วที่สุดเพื่อปิดบังความอัปยศไม่ให้รั่วไหลไปมากกว่านี้ ทว่ามู่กุยฝานกลับหันไปถามความเห็นจากลูกสาวแทน
“เจ้าตัวน้อย… อยากเข้าไปข้างในไหม?”
คุณนายผู้เฒ่ามู่รีบเกลี้ยกล่อมทันที “ซู่เป่าจ๊ะ เข้าไปข้างในกับย่าทวดนะ ย่าทวดเตรียมเค้กแสนอร่อยไว้ให้หนูเยอะแยะเลย มีของเล่นกับตุ๊กตาบาร์บี้ด้วยนะจ๊ะ!”
“ซู่เป่าไม่กินเค้กของพวกคุณหรอกค่ะ และก็ไม่ต้องการของเล่นด้วย!” ซู่เป่าส่ายหน้าหวือ
ต่อให้เธอจะชอบกินเค้กมากเพียงใด แต่เธอก็ไม่ใช่เด็กที่ยอมขายศักดิ์ศรีเพื่อของกิน คนพวกนี้คิดว่าเธอเป็นเด็กสามขวบหรือไงกัน?
คุณนายผู้เฒ่ามู่แทบกระอักเลือดออกมาจริง ๆ เมื่อครู่เธอยังพยายามขับไล่ไสส่งเด็กคนนี้อยู่เลย แต่ตอนนี้กลับต้องมาวิงวอนขอร้อง แต่ผลลัพธ์คือการถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
“หวั่นเถา… ไปเอาป้ายเกียรติยศของคุณปู่ฉันกลับมา” มู่กุยฝานเอ่ยเสียงเรียบ
หวั่นเถา ลูกน้องคนสนิทที่ถูกเบื้องบนส่งมาเพื่อคอย ‘ควบคุม’ มู่กุยฝานไม่ให้ทำอะไรบุ่มบ่ามได้แต่ถอนหายใจเงียบ ๆ เขาตอบรับคำสั่งและรีบเดินเข้าไปในบ้านทันที เพราะลึก ๆ เขาก็เห็นด้วยว่าป้ายเกียรติยศของวีรบุรุษผู้สูงส่ง ไม่ควรถูกแปดเปื้อนอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยคนไร้ยางอายกลุ่มนี้!
คุณปู่และคุณนายผู้เฒ่ามู่ไม่เคยคาดคิดเลยว่า มู่กุยฝาน จะถึงขั้นสั่งยึดป้ายเกียรติยศคืน!
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาเสวยสุขบนบารมี และเกียรติยศจากป้ายอันทรงเกียรตินี้จนชูคอในสังคมมาได้ถึงปัจจุบัน หากป้ายนี้ถูกเอาออกไป พวกเขาจะเหลืออะไรให้โอ้อวดอีก?
คุณนายผู้เฒ่ามู่ร้อนรนจนหน้ามืด รีบเดินตามเข้าไปข้างในบ้านทันที
ส่วนคุณปู่มู่เองก็คุมสติไม่อยู่ ตวาดออกมาเสียงสั่น “เสี่ยวฝาน! ทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะ!”
ในท่ามกลางแขกเหรื่อ ยังมีบางคนมีความคิดตื้นเขิน แอบกระซิบกระซาบด้วยความไม่เข้าใจ
“นั่นสิ… ช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นเหลือเกิน เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว ญาติจะช่วยหรือไม่ช่วยมันก็เป็นสิทธิของเขาไม่ใช่หรือ? ช่วยก็คือน้ำใจ ไม่ช่วยก็เป็นเรื่องปกติ…”
ซู่เป่าได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ
น้ำใจอะไรกัน? หน้าที่อะไรกัน?
ตอนนี้คุณพ่อขาใหญ่แค่ต้องการเอาของตัวเองคืนเท่านั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องหรอกหรือ?
“นี่เพิ่งเริ่มต้น… ยังมีอะไรที่หนักกว่านี้อีก อย่าเพิ่งรีบร้อนไป” มู่กุยฝานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ท่าทางของเขาดูยโสและเย็นชาถึงที่สุด
เขากวาดสายตาคมปลาบมองไปรอบ ๆ ก่อนประกาศกร้าวด้วยเสียงอันดัง “ผม มู่กุยฝาน ไม่เคยเป็นคนใจกว้าง คำพูดประเภทที่ว่าช่วยคือ ‘น้ำใจ’ ไม่ช่วยคือ ‘ปกติ’ อะไรนั่น… ผมไม่ยอมรับเมื่อต้องใช้กับคนตระกูลนี้!”
“ป้ายเกียรติยศของคุณปู่ผม พวกเขาเอาไปแอบอ้างในฐานะอะไร? ถึงได้กล้าทำตัวมีสิทธิ์มีเสียงมากกว่าผมที่เป็นหลานแท้ ๆ เสียอีก!”
แค่มายึดป้ายคืนนับว่าเขามีเมตตามากแล้ว หากเป็นคนอื่น… เขาคงสั่งถล่มที่นี่ให้ราบไปนานแล้ว ไม่ควรมาเรียกร้องความเห็นใจจากเขาเลยสักนิด
คนที่แอบกระซิบกระซาบเมื่อครู่ถึงกับหน้าถอดสี รีบก้มหน้าหลบตาไม่กล้าส่งเสียงออกมาอีกแม้แต่คำเดียว
หวั่นเถาแบกป้ายเกียรติยศเดินออกมาจากบ้าน โดยมีคุณนายผู้เฒ่ามู่เดินร้องครวญครางตามหลังมาติด ๆ เธอทำท่าเหมือนอยากจะโผเข้าไปแย่งป้ายคืนมาด้วยตัวเอง แต่ก็กลัวสายตาของหลานชายจนไม่กล้าขยับ
“วันนี้ผมจะพูดให้ชัดเจนอีกครั้ง… ผม มู่กุยฝาน ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลมู่กลุ่มนี้ทั้งสิ้น!” มู่กุยฝานมองดูภาพความวุ่นวายตรงหน้าด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
“ต่อไปนี้ หากใครในตระกูลนี้กล้าใช้ชื่อของคุณปู่ผมไปหลอกลวงหรือแอบอ้างอีก อย่าหาว่าผมไม่เกรงใจ!”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย “ใช่ค่ะ! ไม่ต้องเกรงใจเลย!”
เด็กน้อยฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็กสองซี่ ดูแล้วทั้งน่ารักและดุดันในเวลาเดียวกัน มือของเธอกำหมัดแน่นพยายามเลียนแบบท่าทางเคร่งขรึมของคุณพ่อ
มู่กุยฝานยกยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ มือข้างหนึ่งอุ้มซู่เป่าไว้แน่น ส่วนอีกข้างก็รับป้ายเกียรติยศจากหวั่นเถาแล้วโยนเข้าไปในรถอย่างไม่ใยดี
จากนั้นเขาก็วางซู่เป่าลงบนเบาะด้วยความทะนุถนอม ดวงตาสีเข้มฉายแววเอ็นดู “นั่งให้ดีนะเจ้าตัวเล็ก… พ่อจะพาเธอกลับบ้าน”
ซูอีเฉินที่ยืนดูเหตุการณ์อย่างสุขุมมาตลอดพลันได้สติขึ้นมาทันที
เดี๋ยวสิ! พูดคุยกันเสร็จแล้วก็แล้วไป
แต่การจะมาอุ้มซู่เป่าขึ้นรถหนีไปหน้าตาเฉยแบบนี้มันหมายความว่ายังไง!?
“เดี๋ยวก่อน!” ซูอีเฉินสีหน้าเย็นเยียบ รีบวิ่งตามไปทันที
ทว่ารถคันยักษ์กลับออกตัวพุ่งชนประตูเหล็กของตระกูลมู่ที่พังแหล่ไม่พังแหล่จนกระเด็นออกไปเสียงดังโครม! ก่อนทะยานหายไปในความมืดมิดของราตรีอย่างโฉ่งฉ่าง
ซูอีเฉินยืนนิ่งอึ้งอยู่ท่ามกลางฝุ่นที่ตลบอบอวล
เชี่ย…
หวั่นเถาที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอ้าปากค้าง พลางมองตามท้ายรถไปตาปริบ ๆ ก่อนพึมพำกับตัวเอง
“ท่านผู้บัญชาการครับ… คือผมจะบอกว่า ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่า? ลืมลูกน้องคนนี้ไว้ที่นี่ไงครับ!”