ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 107 คุณลุงใหญ่กำลังปวดหัว ส่วนคุณพ่อขายาวกำลังหน้ามืด
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 107 คุณลุงใหญ่กำลังปวดหัว ส่วนคุณพ่อขายาวกำลังหน้ามืด
บทที่ 107 คุณลุงใหญ่กำลังปวดหัว ส่วนคุณพ่อขายาวกำลังหน้ามืด
กลับบ้านแล้ว…
ซู่เป่ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ลานบ้านอันโอ่อ่า แม้มันจะดูเงียบเหงาไปบ้าง แต่เด็กน้อยกลับสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
บ้านของคุณตาซูก็คือบ้าน
และที่นี่เธอก็รู้สึกว่ามันคือบ้านเช่นกัน
ทว่าที่แห่งนี้มีความพิเศษกว่า… ราวกับว่าเธอเคยเห็นภาพที่นี่ในความฝัน แม้มันจะเลือนราง
แต่เมื่อมาเห็นของจริงในตอนนี้ กลับรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด
มู่กุยฝานจูงมือซู่เป่าเดินตรงไปยังศาลบรรพชน ก่อนหยุดลงหน้าลานกว้าง
“คนที่หลับใหลอยู่ข้างในนี้ คือคุณทวดและคุณปู่คุณย่าของลูก” มู่กุยฝานเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ซู่เป่า… ลูกอยากเข้าไปจุดธูปกราบไหว้พวกท่านสักครั้งไหม?”
เขาก้มมองปฏิกิริยาของเด็กน้อยด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึก
พลันเกิดความกังวลขึ้นมาในอก… หากเธอไม่เต็มใจขึ้นมา เขาจะทำอย่างไรดี?
แต่แล้วความกังวลนั้นก็มลายหายไป เมื่อได้ยินเสียงใส ๆ ตอบกลับมาทันที “ได้ค่ะ!”
ซู่เป่านึกถึงคำบอกเล่าของคุณตาที่ว่า ทั้งคุณพ่อและคุณปู่ทวดล้วนเป็นเทพผู้พิทักษ์ที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาเป็นวีรบุรุษที่สมควรได้รับความเคารพจากทุกคน ดังนั้นเธอก็ควรจะแสดงความเคารพต่อพวกท่านเช่นกัน
ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้จักกัน… แต่ไม่เป็นไรหรอก ต่อไปพวกท่านก็จะได้รู้จักเธอแล้ว
“ซู่เป่าจะจุดธูปให้คุณทวด คุณปู่ และคุณย่าค่ะ!” เด็กน้อยเอ่ยอย่างมั่นใจ
มู่กุยฝานรู้สึกลำคอแห้งผาก ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว “ดีมาก… สมเป็นเด็กน่ารักของพ่อจริง ๆ”
เขาพาลูกสาวก้าวเดินมุ่งหน้าสู่ประตูหอบรรพชนอย่างมั่นคง
ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “จริงด้วย ซู่เป่า… หนูยังไม่ได้เรียกพ่อเลยนะ”
เจ้าเด็กน้อยเรียกทั้งทวด ทั้งปู่ย่า… นี่เขากลายเป็นอันดับที่สี่ไปแล้วหรือนี่?
เมื่อเห็นซู่เป่าจ้องกรอบประตูเงียบ ๆ ไม่ยอมตอบคำถาม มู่กุยฝานจึงถามด้วยความแปลกใจ “ซู่เป่า?”
ซู่เป่าหันมามองเขา กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนขานรับคำที่เขารอคอย “พ่อคะ!”
“โอ้… ลูกพ่อ!”
มู่กุยฝานดีใจจนเนื้อเต้น ความตื่นเต้นทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวลอยได้
ทว่าวินาทีต่อมา… ตึ้ง! ศีรษะของเขาก็โขกเข้ากับขอบประตูบนอย่างจัง
พวกเขาทั้งหมดต่างอยู่ในอาการนิ่งค้างดุจหินสลัก บางคนถึงกับเผลอกลั้นหายใจจนหน้าดำหน้าแดง ดวงตาที่เคยเฉี่ยวคมภายใต้เงาหมวกกลับเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ…
ภาพของท่านประมุขผู้เกรียงไกร ผู้นำกองกำลังที่แค่เอ่ยชื่อศัตรูก็ขวัญกระเจิง แต่วันนี้กลับเดินชนกรอบประตูโครมใหญ่เพียงเพราะลูกสาวเรียก “พ่อ” แค่คำเดียว!
ท่านประมุขครับ… บารมีที่สั่งสมมานับสิบปีของท่าน พังทลายลงพร้อมกับเสียงหัวโขกประตูเมื่อครู่นี้เองครับ…
ซู่เป่าดูเหมือนจะเตรียมตัวรับมือไว้อยู่แล้ว ก้มศีรษะลงซบไหล่หนาของมู่กุยฝานได้ทันเวลาพอดี เธอจึงรอดพ้นจากอุบัติเหตุครั้งนี้ได้อย่างไร้บาดแผล เด็กน้อยมองกรอบประตูสลับกับศีรษะของคุณพ่อพลางตาโต
ว้าว… คุณพ่อขายาวสูงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย? ถึงขนาดชนกรอบประตูได้จริง ๆ ด้วย!
มู่กุยฝานครางออกมาเบา ๆ ด้วยความมึนงง แปลกแท้ ๆ เขาชนกรอบประตูนี้ได้อย่างไร?
เขาสูงตั้งหนึ่งเมตรเก้าสิบสี่
และประตูก็ค่อนข้างต่ำจริง… แต่ปกติเขาไม่เคยพลาดท่าขนาดนี้เลย
แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาชื่นชมในความว่องไวของลูกสาวเหลือเกิน เขายังไม่ทันได้เตือน เธอก็ก้มหลบเองเสร็จสรรพ ทว่าในขณะที่กำลังปลื้มใจ เขากลับได้ยินเสียงเล็ก ๆ พึมพำออกมาว่า “อีกครั้งสิ!”
ซู่เป่ารีบตะครุบปากตัวเองทันที
แย่แล้ว… ทำไมถึงเผลอพูดสิ่งที่คิดในใจออกมาล่ะเนี่ย!
“เมื่อกี้หนูพูดว่าอะไรนะ?”
“ซู่เป่าไม่ได้พูดอะไรเลยนะคะ สงสัยจะเป็นคุณกรอบประตูพูดต่างหากล่ะ!” ซู่เป่าส่ายหน้าหวือพลางโบกมือน้อย ๆ
มู่กุยฝานยกยิ้มมุมปาก อดไม่ได้จึงหัวเราะออกมาเบา ๆ ในความเจ้าเล่ห์แสนฉลาดของเจ้าตัวเล็ก
เขาโอบอุ้มเธอเข้าไปด้านหน้าป้ายวิญญาณทั้งสามแผ่น พร้อมจุดธูปหกดอก มอบให้ซู่เป่าสามดอก และถือไว้เองสามดอก มู่กุยฝานผู้ไม่เคยสยบยอมต่อฟ้าดิน กลับคุกเข่าลงต่อหน้าบรรพบุรุษอย่างไม่ลังเล พร้อมกับโขกศีรษะคำนับจนเกิดเสียงดังสนั่น
“คุณปู่ครับ ดูสิครับว่าผมพาใครมา” เขายิ้มออกมาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น “คุณปู่คงคิดไม่ถึงใช่ไหมครับ ว่าหลานชายอย่างผม จะมีลูกสาวที่น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ ตัวนุ่มนิ่มเชียวล่ะ!”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพจำสุดท้ายของคุณปู่หันมามองเขาด้วยร่างที่โชกเลือดคือสิ่งที่เขาสลัดไม่หลุดจากใจ ทั้งที่รู้ว่านั่นคือการลาจาก แต่เขากลับไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำลาแม้แต่คำเดียว…
“มานี่… ซู่เป่า เรียกคุณทวดสิ”
“คุณทวดคะ!” ซู่เป่าตั้งใจเลียนแบบท่าทางของคุณพ่อ คุกเข่าลงบนเบาะอย่างแรงจนเกิดเสียงดังพลางร้องเรียก
“แล้วนั่นก็คุณปู่กับคุณย่าครับ” มู่กุยฝานพยักหน้าพลางเอ่ยต่อ
“คุณปู่ คุณย่าคะ!” พูดจบเด็กน้อยก็เลียนแบบท่าโขกศีรษะของคุณพ่อทันที แต่ด้วยความเป็นเด็กฝึกหัด เธอจึงกะแรงไม่ถูก ศีรษะน้อย ๆ กระแทกพื้นดัง โครม!
“โอ๊ย…”
ซู่เป่ารีบยกมือกุมหน้าผากตัวเองทันที แต่มืออีกข้างที่ถือธูปอยู่กลับยังคงกำไว้แน่นไม่ยอมปล่อย มู่กุยฝานใจหายวาบ รีบอุ้มลูกสาวขึ้นมาตรวจดู “เป็นอะไรไหม?!”
เขาพบว่าหน้าผากเนียน ๆ ของเด็กน้อยเริ่มแดงก่ำ และดูเหมือนบวมขึ้นมานิด ๆ ด้วย
โถ… นี่ลูกสาวเขาโขกแรงขนาดไหนกันเนี่ย?
มู่กุยฝานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งด้วยความเอ็นดูระคนสงสาร เขาประคองมือซู่เป่าไปปักธูปให้เรียบร้อย ก่อนรินสุราคารวะสามจอก แล้วจึงอุ้มลูกสาวที่หน้าผากปูดน้อย ๆ ออกจากศาลบรรพชนไป
“ยังเจ็บอยู่ไหม?” มู่กุยฝานแตะหน้าผากของเด็กน้อยเบามือ ราวกับกลัวว่าหากลงแรงมากกว่านี้เพียงนิด ผิวบอบบางของเธอจะบุบสลายไป
“เมื่อกี้ยังไม่เจ็บเลยค่ะ… แต่ตอนนี้เริ่มเจ็บจี๊ด ๆ แล้ว” ซู่เป่ายกมือน้อยทั้งสองข้างกุมหน้าผากตัวเองไว้
มู่กุยฝานรีบหันไปสั่งลูกน้องให้ไปหยิบยาแดงมาทันที ทว่าซู่เป่ากลับไม่ได้สนใจอาการเจ็บนัก ดวงตากลมโตของเธอจ้องเขม็งไปยังลานบ้าน
ผีผู้หญิงตนนั้นไม่สามารถก้าวล่วงเข้าสู่ศาลบรรพชนได้ จึงทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่ด้านนอก…
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ เปรียบเสมือนอาณาเขตต้องห้ามที่เหล่าวิญญาณมักหลีกเลี่ยง นอกเสียจากว่าจะเป็นสัมภเวสีที่ไร้ทางไปจนต้องมาคอยดักขอส่วนบุญหรือเครื่องเซ่นไหว้
อีกทั้งศาลแห่งนี้ยังมีการบูชาคุณปู่ทวดมู่หมิงหยวนผู้มีบุญบารมีคุ้มครองอย่างเปี่ยมล้น ผีทั่วไปจึงไม่อาจล่วงละเมิดเข้ามาได้
“มองอะไรอยู่หรือลูก?” มู่กุยฝานมองตามสายตาของลูกสาวไปยังใต้ต้นหอมหมื่นลี้ในลานบ้าน
ในสายตาของเขา ลานบ้านยามค่ำคืนมีเพียงความเงียบเชียบและมืดมิด ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจสักนิด
“คุณพ่อคะ… คุณมีแฟนแอบซ่อนอยู่ข้างนอกหรือเปล่า?” ซู่เป่านิ่งคิดครู่หนึ่ง จึงถามออกมาด้วยความสงสัย
“อะไรนะลูก!?” มู่กุยฝานถึงกับสะดุ้ง
อะไรกันเนี่ย… หาแฟนข้างนอกงั้นเหรอ?
เขาดูเป็นคนเจ้าชู้ประตูดินขนาดนั้นเลยหรือไง ตระกูลซูสอนอะไรเด็กคนนี้มากันแน่!
เขามุ่นคิ้วพลางรีบปฏิเสธเสียงแข็ง “พ่อไม่เคยหาป้าที่ไหนทั้งนั้น ตอนนี้ไม่มี วันหน้าก็ไม่มี และจะไม่มีวันมีเด็ดขาด!”
“อ้าว… แล้วถ้าไม่มีป้า แล้วซู่เป่าเกิดมาได้ยังไงล่ะคะ?” ซู่เป่าเอียงคอ คิดเบี่ยงเบนไปอีกทางตามประสาเด็ก
“เรื่องแม่ของลูกน่ะ… นั่นน่ะไม่นับ” มู่กุยฝานถึงกับสำลักน้ำลาย กระแอมไอแก้เขินเบา ๆ
“ทำไมแม่ถึงไม่นับล่ะคะ?” ซู่เป่ารุกไล่ถามต่อทันที
“อืม… มันเป็นอุบัติเหตุน่ะ” มู่กุยฝานพยายามหาทางลง
“งั้น… ซู่เป่าก็เป็นอุบัติเหตุเหมือนกันใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าทำหน้าอึ้ง
“เอ่อ… คือว่า…” เทพสงครามผู้เกรียงไกรถึงกับไปไม่เป็น
“แล้วพ่อไม่ได้ชอบแม่เหรอคะ?”
“แค่ก! แค่ก!” มู่กุยฝานไอตัวโยน หน้าเริ่มแดงลามไปถึงหู
“อ้าว… แล้วถ้าไม่ชอบกัน ทำไมพ่อยังต้องมีอุบัติเหตุกับแม่ด้วยล่ะคะ?”
“ซู่เป่า… อยากกินไอศกรีมไหมลูก?” มู่กุยฝานรีบตัดบทก่อนที่เขาจะถูกต้อนจนจนมุมโดยเด็กน้อยไปมากกว่านี้
“กินค่ะ!” ดวงตาของซู่เป่าลุกวาวเป็นประกายทันที
พ่อลูกคู่นี้เดินคุยกันต่อไปเรื่อย ๆ ทิ้งให้บรรยากาศเบื้องหลังเหลือเพียงความเงียบ ภายใต้ต้นหอมหมื่นลี้ ผีผู้หญิงกอดศีรษะตนเองไว้แน่น ดวงตาคู่นั้นจ้องมองตามมาฉายแววอาฆาตแค้นเล็กน้อย เธอล่องลอยตามหลังมู่กุยฝานไปโดยเว้นระยะห่างไว้ตลอดเวลา
“เอ่อ… อะ…” เสียงแผ่วพร่าสั้น ๆ ดังออกมาจากลำคอ ฟังดูน่าสยดสยองคล้ายกับเสียงของคนที่ถูกปาดคอจนไม่อาจเปล่งวาจาได้ออกมาเป็นคำ
*
ทางด้านคฤหาสน์ตระกูลซู ซูอีเฉินวุ่นวายกับงาน จนกระทั่งเที่ยงวันถัดมา ถึงได้มีโอกาสกลับบ้าน แต่เขากลับต้องพบกับความว่างเปล่า…
มู่กุยฝานยังไม่ส่งซู่เป่ากลับมา!
คุณนายซูบังคับรถเข็นไฟฟ้าแล่นออกมาจากในบ้านด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด “ซู่เป่าอยู่ไหน!? โตป่านนี้แล้ว พาหลานออกไปแท้ ๆ กลับทำหายได้อีก!”
“คุณแม่ครับ ซู่เป่าไม่ได้หาย… แต่เธอถูกคุณพ่อของเธอพาไปครับ” ซูอีเฉินเม้มริมฝีปากแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความหนักใจ
หญิงชราเบิกตากว้าง ตวาดกลับทันที “การที่ยังไม่พากลับมาหาฉันเนี่ยแหละ เรียกว่าทำหาย!”
ซูอีเฉินเหลือบมองไปด้านหลังคุณแม่ ก็พบกับท่านผู้เฒ่าซูยืนหน้านิ่ง ถัดมายังมี ซูอี้เชิน, ซูอิงเอ๋อร์, ซูโล่ว และ ซูจื่อหลิน ยืนเรียงรายอยู่ครบทีม ไม่เว้นแม้แต่คนรุ่นจิ๋วอย่าง ซูเหอเวิ่น และ หานหาน
ทุกคนต่างกอดอกจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว ราวกับจะสื่อความหมายผ่านสายตาว่า
‘นี่ยังมีหน้ากลับมาคนเดียวอีกเหรอ?’
คุณลุงใหญ่ถึงกับปวดหัวจี๊ด เขาใช้นิ้วนวดหว่างคิ้วเบา ๆ ก่อนให้คำมั่นสัญญาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ไม่ต้องกังวลครับ ทุกคน… ซู่เป่าจะไม่เป็นอะไรแน่นอน”
เพื่อความมั่นใจ เขาจึงย้ำทิ้งท้ายอีกประโยคหนึ่ง “ผมรับรองว่า แม้แต่เส้นขนสักเส้นของซู่เป่า ก็จะไม่มีวันโดนขูดโดนชนให้ระคายเคืองแน่นอนครับ!”