ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 121 ชีวิตของฝรั่งปลอม
บทที่ 121 ชีวิตของฝรั่งปลอม
ซู่เป่านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เด็กน้อยอย่างเธอยังไม่สามารถเข้าใจตรรกะซับซ้อนอะไรนัก รู้เพียงแค่ว่าสิ่งที่ป้าคนขับล้อปลอมทำนั้นมันไม่ถูกต้อง
“ป้าเอาเงินที่คุณตาจะใช้รักษาตัวไปหมดแล้ว แล้วคุณตาจะอยู่ยังไง?”
ผีหวังต้าหนี่ชะงักไปอึดใจ ก่อนโพล่งออกมาอย่างเอาแต่ใจ “เงินของพ่อก็คือเงินของฉัน! เขาถือดียังไงเอาเงินของฉันไปใช้โดยไม่ขออนุญาตก่อน?”
“อีกอย่าง… เธอคิดว่าเขามีเงินแค่ก้อนนั้นเหรอ? คนแก่หนังเหนียวแบบนั้น ต้องซุกซ่อนเงินก้อนอื่นไว้อีกแน่ ๆ แค่ใจดำไม่ยอมยกให้ฉันมากกว่า!”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที
ทุกคนต่างรู้สึกอนาถใจกับตรรกะอันบิดเบี้ยวนี้ ผู้หญิงที่ยอมหมอบแทบเท้าคนต่างชาติ ยอมอุทิศทุกสิ่งให้เขาอย่างหน้ามืดตามัว แต่กลับเย็นชาและใจดำอำมหิตกับสายเลือดของตัวเอง
โทษฟ้าดิน โทษโชคชะตาว่าไม่ยุติธรรมกับตน แม้แต่เงินต่อชีวิตพ่อตัวเองก็ยังกล้าช่วงชิงไป
ช่างเป็นคนไร้ความสามารถ แล้วยังเอาแต่โทษว่าทางเดินไม่ราบเรียบ!
“แล้วยังไงต่อคะ?” ซู่เป่าถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ในเมื่อป้าได้ไปที่นั่นสมใจแล้ว ทำไมถึงยังกลับมาอีก?”
ผีหวังต้าหนี่เงียบไปทันควัน สมองของเธอหมุนติ้วครู่หนึ่ง แล้วเค้นเสียงเล่าต่อ “ตอนแรกมันก็มีความสุขดีอยู่หรอก! ผู้ชายที่นั่นดีกว่าผู้ชายในประเทศเราตั้งเยอะ ทั้งรักเดียวใจเดียว โรแมนติก อ่อนโยน และให้เกียรติผู้หญิง…”
แต่ความสุขนั้นกลับสั้นนัก เมื่อเธอพบความจริงว่าวีซ่าของเธอหมดอายุลง
ที่แท้ผู้ชายคนนั้น ทำเพียงวีซ่าท่องเที่ยวให้เธอ ไม่ใช่กรีนการ์ดถาวรอย่างที่เธอฝัน!
เมื่อถึงกำหนดต้องถูกส่งตัวกลับ เงินทั้งหมดที่เธอหอบไปก็ถูกใช้จนเกลี้ยงไปกับชายคนนั้น แถมเขายังชิงหนีหายไปดื้อ ๆ ทิ้งให้เธอเคว้งคว้าง ภาษาก็พูดไม่ได้ เงินก็ไม่มี แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังดิ้นรนไม่ยอมออกจากดินแดนที่เธอหลงงมงาย
“สมกับเป็นคนที่ซื่อสัตย์และโรแมนติกจริง ๆ ช่างเอาใจใส่ได้น่าประทับใจเสียเหลือเกิน” จี้ฉางแค่นยิ้มหยัน
หวังต้าหนี่ยังมิวายแก้ตัวแทนชายคนนั้น “เขาต้องมีความจำเป็นบางอย่างที่พูดไม่ได้แน่ ๆ…” ในสายตาของเธอ คนที่มีอารยธรรมสูงส่งเหล่านั้นไม่มีทางทำเรื่องไร้ความรับผิดชอบเด็ดขาด
“คนเลวมันมีอยู่ทุกที่ เธอเอาอะไรมามั่นใจว่าคนพวกนั้นจะเป็นคนดีไปเสียหมด?” จี้ฉางฟังแล้วถึงกับอึ้ง
“พวกเขามีอารยธรรมสูงส่งกว่าเราเห็น ๆ! แค่เรื่องเข้าห้องน้ำพวกเขายังนั่งบนชักโครก ไม่เหมือนบ้านเราที่ต้องนั่งยอง ๆ ทั้งน่าเกลียดทั้งเหม็นเหมือนพวกลิงป่า… รายละเอียดเล็ก ๆ พวกนี้แหละ ที่พิสูจน์ว่าระดับของพวกเขาเหนือกว่าเรา!” ผีสาวสวนกลับทันควัน
ช่างเป็นตรรกะที่พิลึกพิลั่นเกินจะเยียวยา…
ผีสาวหมุนศีรษะในมือไปมา แววตาฉายชัดถึงความอิจฉาริษยา “ฉันฝันถึงชีวิตแบบนั้นมาตลอด”
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ต้องนอนข้างถนน ล้างจานสกปรก หรือเก็บขยะประทังชีวิต เธอก็ไม่ยอมกลับมาเด็ดขาด การต้องกลับมายังประเทศบ้านเกิดสำหรับเธอนั้น มันเหมือนตายทั้งเป็น!
“เข้าใจแล้วค่ะ สรุปคือป้าไปนอนข้างถนน ล้างจาน แล้วก็เก็บขยะอยู่ที่นั่นสินะคะ?” ซู่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ
“ฉันทำเพื่อเดิมพันกับความฝันต่างหาก!” ผีหวังต้าหนี่รีบเถียงคอเป็นเอ็น
ซูเหอเวิ่นกลอกตาขึ้นมองเพดาน
ใช่สิ… ต่อให้ต้องหมอบคลานให้เขาเหยียบย่ำบนแผ่นดินนั้น
เธอก็คงรู้สึกว่าตัวเองสูงส่งกว่าบ้านเดียวกันอยู่ดี
“สุดท้าย… ฉันรอไม่ไหวจริง ๆ ถ้าไม่มีกรีนการ์ดชีวิตมันก็ยากไปหมด มีคนบอกว่าช่วยจัดการให้ได้แต่ต้องใช้เงินหนึ่งแสน…”
เธอไม่มีเงินเหลือแล้ว จึงติดต่อไปยังพ่อแม่ที่บ้านเกิดให้รีบส่งเงินมาให้ทันที ผลปรากฏว่าเธอกลับถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรวบตัว และถูกส่งกลับประเทศอย่างไร้เยื่อใย!
เมื่อถูกส่งกลับโดยรัฐ เธอกลายเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย แทนที่หวังต้าหนี่จะรู้สึกขอบคุณ เธอกลับมองว่าประเทศนี้คือภาระที่ฉุดรั้งชีวิตเธอไว้ เธอจึงระเบิดอารมณ์คลุ้มคลั่งกลางสนามบิน
มู่กุยฝานจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา พลางเอ่ยเรียบ ๆ “นึกออกแล้ว… ผู้หญิงที่แผดเสียงลั่นสนามบินว่า ‘ฉันเป็นคนของประเทศอื่น เป็นมนุษย์ชั้นสูง’ คือคุณนี่เองสินะ”
เขายังจำภาพผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง แต่กลับแสดงท่าทางเหยียดหยาม ด่าทอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และทำร้ายร่างกายพวกเขาโดยไร้เหตุผล
หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาไม่รู้ว่าเธอถูกกลุ่มอิทธิพลมืดลักพาตัวไปได้อย่างไร จำได้เพียงว่าเมื่อพบกันอีกครั้ง เธอก็ยังคงตะโกนประโยคเดิมซ้ำ ๆ ว่าประเทศอเมริกาจะคว่ำบาตรทุกคนที่กล้าแตะต้องเธอ
และในตอนนั้นเองที่หัวหน้าแก๊งสั่งให้เขาปลิดชีพใครสักคนเพื่อพิสูจน์ความภักดี…
เขาจึงเลือกเธอ
ดวงตาของมู่กุยฝานมืดสลัวลงเล็กน้อย เมื่อหวนนึกถึงอดีตอันเลวร้าย
“ประเทศนี้มันแย่ที่สุด! ทั้งสกปรกทั้งเหม็น!” วิญญาณหญิงสาวยังคงโวยวายด้วยความแค้น
เมื่อถูกกักตัวไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ เธอจึงหาทางระบายความทุกข์ด้วยการไปสิงสถิตตามบาร์เพื่อโหยหาบรรยากาศแบบตะวันตก จนถูกมอมยาและพาตัวไปในที่สุด
วินาทีที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าถูกลักพาตัว เธอกลับตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าจุดหมายคือประเทศสวยงามในฝัน เธอวาดฝันว่าจะได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง ใครจะรู้ว่าสภาพบนเรือสำราญกลับเถื่อนถ้ำและโสโครกยิ่งกว่าที่คิด
“ฉันเลยประท้วงอย่างรุนแรงยังไงล่ะ!”
ทุกคนต่างนิ่งเงียบ ในใจของแต่ละคนต่างคิดเห็นเป็นทางเดียวกันว่า ช่างเป็นคนไร้สมองโดยแท้ ทั้งที่ตัวเองถูกมัดเป็นดักแด้อยู่ในดงอาชญากรแท้ ๆ
แต่กลับยังมีหน้ามาเรียกร้องขอความสะดวกสบาย ประท้วงเรื่องสภาพแวดล้อมอีก
“และในตอนนั้นเอง ก็มีผู้ชายหลายคนที่มีรอยสักเต็มแขนเดินเข้ามา…”
พวกเขาประจันหน้ากันด้วยบรรยากาศตึงเครียด หนึ่งในนั้นสั่งให้หนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง ฆ่าคนเพื่อพิสูจน์ตัวตนว่าไม่ได้เป็นสายลับ
“สุดท้าย… ไอ้หน้าหล่อนั่นกลับเลือกฉัน!” ผีสาวไร้หัวสั่นเทิ้มด้วยโทสะ “มีดเล่มนั้น… มีดที่ยาวเหมือนมีดหั่นแตงโม…”
เธอยังจำเสียงมีดที่ลากครูดไปกับพื้นดาดฟ้าได้ติดหู เสียงดังครืดคราดนั้น ทำให้เธอหวาดกลัวสุดขีด
นั่นเป็นครั้งแรก เธอถึงยอมอ้อนวอนคนที่มีสถานะต่ำกว่าในสายตาเธอ แต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอไป
“พอรู้สึกตัวอีกที… ฉันก็เห็นหัวกับตัวแยกออกจากกันแล้ว” ผีสาวเอ่ยเสียงเครียดแค้น “ฉันไม่ยอม! ฉันตายแบบนี้ไม่ได้!”
ความไม่ยินยอมทำให้ดวงวิญญาณไม่ไปผุดไปเกิด เธอพยายามประกอบศีรษะคืนสู่ร่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า และต้องติดอยู่ในวังวนแห่งความตายบนเรือลำนั้นวันแล้ววันเล่า
เพียงเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่ง… เธอจะได้กลับไปยัง “ดินแดนที่สวยงาม” ของเธออีกครั้ง
ซู่เป่าถอนหายใจยาว ความรู้สึกหนักอึ้งจุกอยู่ในอก เด็กน้อยยังไม่เข้าใจโลกที่ซับซ้อนนัก รู้เพียงว่าเรื่องราวนี้ทำให้เธอทั้งโกรธ ทั้งเศร้า และหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก…
จี้ฉางปรายตามองลูกศิษย์ตัวน้อยเพียงนิด ก่อนวางมือลงบนแผ่นหลังเล็ก ๆ แล้วส่งกระแสพลังอันอบอุ่นให้เธอ เพื่อหวังปลอบประโลมจิตใจที่กำลังสั่นคลอน
แม้แต่ผู้ใหญ่เมื่อต้องเผชิญกับกิเลสตัณหาและความเน่าเฟะของเพื่อนมนุษย์ จิตใจย่อมยากจะรักษาความมั่นคงเอาไว้ได้
นับประสาอะไรกับซู่เป่าที่เป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ …
หลังจากผ่านประสบการณ์ชีวิตอันโหดร้าย ได้เห็นโลกในแง่มุมมืดบอดเช่นนี้ เธอจะยังคงรักษาดวงจิตที่บริสุทธิ์ดั้งเดิมไว้ได้หรือไม่ แม้แต่ตัวจี้ฉางเองก็ยังไม่อาจแน่ใจ
“จัดการเธอเถอะ” จี้ฉางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คราวนี้อาจารย์จะช่วยอีกแรง”
“ตกลงค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้าเบา ๆ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ซูเหอเวิ่นก็โพล่งถามขึ้น “เดี๋ยวก่อน! ผมยังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ… สรุปว่าคุณแอบเข้ามาในห้องผมตอนกลางคืนทำไม? แล้วยังแอบไปห้องน้องสาวอีก?”
ผีสาวไร้หัวตวัดสายตาไปมองซูเหอเวิ่น เสียง “ฮ่อ… ฮ่อ…” ดังลอดออกมาจากลำคอเหี่ยวแห้ง
“ลูกในท้องของฉันต้องเสียไปเพราะฉันทำงานหนักเกินไป… แต่ถ้าเขายังอยู่ เขาต้องเกิดมาเป็นเด็กชายที่น่ารักมากแน่ ๆ”
“เขาต้องมีผิวขาวราวหิมะ… ผมสีทอง ดวงตาสีฟ้าสดใส… และต้องมีมันสมองที่ฉลาดหลักแหลม เหมือนกับคุณชายซูเหอเวิ่นเลย ฮี่ฮี่!”
ซูเหอเวิ่นรู้สึกว่านี่คือการถูกลบหลู่ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิต!
“ดังนั้นที่คุณมาหาผม เพราะอยากได้สมองของผมไปแทนลูกคุณงั้นเหรอ!?” เขาถามด้วยความรังเกียจ
ผีสาวพยักหน้าตอบหน้าตาเฉย “ใช่แล้ว~ ฮ่อ… ฮ่อ… สมองชาญฉลาดขนาดนี้ ฉันคิดว่าฉันควรจะเป็นเจ้าของมัน”
ในขณะที่ซูเหอเวิ่นกำลังคิดว่าผีตนนั้น อาจจะทำไปเพราะความโหยหาในตัวลูกที่จากไป ผีสาวกลับเอ่ยประโยคที่ทำเอาทุกคนอึ้งหนักกว่าเดิม “ถ้าฉันเอาหัวที่ฉลาดนี่มาผสมกับหัวของฉัน ฉันต้องกลายเป็นคนที่ยอดเยี่ยมแน่นอน!”
“และเมื่อถึงตอนนั้น… เมื่อฉันกลับไปถึงประเทศนั้นอีกครั้ง ฉันจะใช้ทั้งความฉลาดและความสวยสยบผู้ชายที่เพียบพร้อมกว่าเดิมให้ได้!”