ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 123 เรามาสู้ไปด้วยกัน!
บทที่ 123 เรามาสู้ไปด้วยกัน!
ซู่เป่ามองคุณพ่อผู้ยิ่งใหญ่ ที่ตอนนี้ดูไม่เป็นโล้เป็นพายด้วยสีหน้าลำบากใจ
จะไม่ให้เธอคิดแบบนี้ได้อย่างไร ที่ผ่านมา ในสายตาเด็กน้อย พ่อของเธอนั้นดูเหิมเกริมและน่าเกรงขามเหลือเกิน! แต่ตอนนี้เขากลับนั่งก้มหน้างุดเหมือนเด็กที่ทำความผิดซะอย่างนั้น
ซู่เป่าเอ่ยปลอบ “หนูไม่มีเงินค่าขนมมากนักหรอกค่ะ แต่คุณพ่อไม่ต้องกังวลนะ ถ้าเงินไม่พอจริง ๆ ซู่เป่าจะไปขอยืมจากลุงใหญ่มาช่วยคุณพ่อเอง”
จากนั้นเธอก็ตั้งปณิธานในใจว่าจะขยันหางานทำเพื่อช่วยพ่อใช้หนี้…
ประโยคนั้นเขาว่ากันว่าอย่างไรนะ? อ้อ… บิดาเป็นหนี้ บุตรสาวต้องชดใช้!
มุมปากของมู่กุยฝานกระตุกวูบ เขาอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ “ซู่เป่า… พ่อไม่ได้ติดหนี้ใครทั้งนั้นแหละ”
ความรู้สึกหนักอึ้งในใจสลายไปสิ้น เขานึกว่าลูกรักจะรังเกียจ และไม่ต้องการพ่อคนนี้เสียแล้ว…
“อ้าว แล้วคุณพ่อเป็นอะไรไปคะ? คนหนุ่มอย่างพ่อไม่ควรทำตัวห่อเหี่ยวแบบนี้นะ!” ซู่เป่าเอียงคอถามอย่างแปลกใจ
แววตาของมู่กุยฝานประกายยิ้มจาง เขานั่งยอง ๆ ลงข้างเตียง สบตาเด็กน้อย “เมื่อคืนที่ผีผู้หญิงคนนั้นพูดถึงพ่อแบบนั้น… ลูกไม่กลัวเหรอ?”
“หนูเชื่อใจคุณพ่อค่ะ พ่อต้องไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน” ซู่เป่าส่ายหัวโดยไม่เสียเวลาคิด
ทั้งคุณตาและลุงใหญ่ต่างก็บอกว่า พ่อคือเทพผู้ปกป้อง ไม่ใช่ปีศาจร้ายที่ไหนสักหน่อย
มู่กุยฝานชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจของเขาพองโตด้วยความตื้นตัน มันทั้งอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“ขอบคุณนะ” เขาเอื้อมมือไปแตะจมูกมนเล็ก ๆ ของเธอ
ซู่เป่ารีบเอามือปิดจมูกทันที พลางหัวเราะคิกคักเพราะความจั๊กจี้ “ไม่เป็นไรค่า!”
แม้เจ้าตัวน้อยจะให้ความไว้วางใจอย่างไร้เงื่อนไข แต่มู่กุยฝานรู้สึกว่าเขาควรอธิบายเรื่องราวให้ชัดเจน เขาขยับไปนั่งบนขอบเตียง ยืดตัวนอนราบลงพลางเอ่ยด้วยความผ่อนคลาย “มาสิ… มานอนคุยกัน”
ซู่เป่าล้มตัวลงนอนทันที ศีรษะเล็ก ๆ หนุนลงบนไหล่กว้างของมู่กุยฝาน ขาทั้งสองเหยียดตรง มือน้อย ๆ กางออก
เป็นการนอนราบเรียบที่ดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก
มู่กุยฝานประสานมือหนุนศีรษะ จ้องมองเพดานพลางเล่าด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ช่วงก่อนหน้านี้ พ่อไปปฏิบัติภารกิจมา…”
“อื้อ ๆ!” ซู่เป่ารับคำตั้งใจฟัง
“ในนาทีสุดท้าย เด็กหญิงคนนั้นร้องไห้บอกพ่อว่าเธอไม่อยากตาย…” มู่กุยฝานดวงตาเศร้าหมองลง “พ่อให้เธอไปซ่อนในรถก่อน และสัญญากับเธอว่าจะพาหนีออกไปให้ได้”
“แต่พ่อ… ทำตามสัญญาไม่ได้”
สถานการณ์ในตอนนั้นคับขันเกินไป เพียงเขาเผลอเพียงครู่เดียว หัวหน้าผู้ก่อการร้ายก็ปีนขึ้นไปบนรถเสียแล้ว
“กระสุนที่พ่อยิงออกไปน่ะ โดนคนเลวคนนั้นจริง ๆ แต่มันทำให้เด็กหญิงเสียชีวิตตามไปด้วย… ผีผู้หญิงเมื่อคืนน่ะ ไม่ได้เล่าความจริงทั้งหมด”
ซู่เป่าฟังจนเข้าใจแล้ว เธอพึมพำเสียงแผ่ว “หนูรู้แล้วค่ะ ป้าคนที่กอดหัวนั่นนิสัยไม่ดีจริง ๆ ด้วย”
“คุณพ่อคะ… พ่อเสียใจมากใช่ไหม?” เด็กน้อยเงยหน้ามองมู่กุยฝาน
“อืม… เพราะพ่อยังแข็งแกร่งไม่พอ” มู่กุยฝานรู้สึกขมปร่าในลำคอ เสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย
ซู่เป่ามองพ่อด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ
เดิมทีพ่อก็มีความรู้สึกเหมือนกับเธอสินะ?
ทั้งเจ็บในอกและรู้สึกอัดอั้นใจไม่ต่างกัน
“แล้วคุณพ่อจะยังเป็นเทพผู้พิทักษ์ต่อไปไหมคะ?”
“เป็นสิ” มู่กุยฝานก้มมองลูกสาว พยักหน้าอย่างหนักแน่น
เมื่อก่อนเขาทำเพื่อประเทศชาติ เพราะเขาตัวคนเดียวไม่มีภาระผูกพัน แต่ตอนนี้เขาเข้าใจความหมายของการปกป้องลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เพราะเขามีลูกสาวที่ต้องเป็นห่วง มีประเทศจึงมีบ้าน เขาอยากให้ลูกน้อยเติบโตอย่างสง่างาม ภายใต้แสงอาทิตย์อันสดใส
“แล้วต่อไปถ้าพ่อต้องเห็นเรื่องไม่ดีพวกนั้นอีก พ่อจะไม่รู้สึกเจ็บปวดในใจเหรอคะ?” ซู่เป่าดูเหมือนยังสับสนอยู่บ้างจึงถามอู้อี้
“รู้สึกสิ แต่ไม่เป็นไรหรอก ทุกสิ่งที่ทุกคนทำ ล้วนมีความหมายในตัวเองทั้งนั้น” มู่กุยฝานยิ้ม “เมื่อก่อนเวลาพ่อทำงานเสร็จ พ่อมักจะไปกินไอศกรีมก้อนใหญ่ ๆ… แล้วความทุกข์ใจทุกอย่างก็หายไปหมดเลย”
“อื้ม! จริงด้วยเนอะ!” คำพูดนั้นเหมือนประกายไฟ ทำให้ซู่เป่าเข้าใจขึ้นมาทันที ความอึดอัดในใจพลันสลายหายไป
ซู่เป่าพลิกตัวลุกขึ้นมาชูนิ้วโป้งแล้วกดลงกลางหว่างคิ้วของมู่กุยฝานเหมือนเป็นการประทับตรา “คุณพ่อเก่งที่สุด!”
“เราจะพยายามไปด้วยกันนะคะ~”
มู่กุยฝานหัวเราะเบา ๆ เขาคว้าตัวเจ้าก้อนกลมมาแกล้งจั๊กจี้อย่างสนุกสนาน “จั๊กกะจี้ ๆ!”
ซู่เป่าหัวเราะร่าจนหายใจไม่ทัน ตะโกนลั่นห้อง “คลื่นพลังแสง… บิ้ว บิ้ว บิ้ว!”
มู่กุยฝานแกล้งทำเป็นถูกยิงแล้วล้มตึงไปข้าง ๆ “อึ้ก… พ่อแพ้แล้ว!”
ซู่เป่าไม่รอช้ารีบปีนขึ้นไปจั๊กจี้พ่อคืนทันที
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเล่นกันอย่างร่าเริง คุณยายซูก็เปิดประตูเข้ามา “ทำไมเล่นกันแบบนี้ล่ะ?”
“โตจนป่านนี้แล้วยังเล่นเป็นเด็กไปได้ เดี๋ยวหลานฉันหัวเราะจนหายใจไม่ทันจะทำยังไง?” เธอจ้องมองมู่กุยฝาน
“ครับ ๆ ผมผิดเองครับ” มู่กุยฝานลูบจมูกตัวเองแก้เขินพลางนั่งตัวตรง
“ใช่ ๆ ค่ะ หนูผิดไปแล้ว หนูผิดไปแล้ว!” ซู่เป่านั่งหลังตรงแน่ว วางมือน้อย ๆ บนหัวเข่า พยักหน้าหงึก ๆ เลียนแบบท่าทาง
“เอาล่ะ ลงไปกินข้าวได้แล้ว!” คุณยายซูทั้งขำทั้งเอ็นดู
บนโต๊ะอาหารชั้นล่าง…
หานหานยืนบนเก้าอี้ คีบอาหารรัวเร็ว เธอวางกับข้าวใส่ชามรูปแมวใบเล็กของซู่เป่าจนพูน ก่อนทิ้งตัวนั่งลง
“ให้น้องกินเองสิ คีบให้เยอะแยะขนาดนั้นน้องจะกินหมดได้ยังไง?” ท่านผู้เฒ่าซูขมวดคิ้วพลางเอ่ยเสียงเข้ม จากนั้นก็หันไปมองซูเหอเวิ่น “แล้วเราน่ะ ทุกคนยังไม่ทันนั่งประจำที่เลย ทำไมเริ่มกินก่อนแล้วล่ะ?”
ซูเหอเวิ่นวางตะเกียบลงอย่างเป็นระเบียบพลางพึมพำ “คุณปู่ครับ… ไม่ต้องเข้มงวดกับพวกเราขนาดนั้นก็ได้นะครับ…”
“ฉันก็เข้มงวดกับทุกคนแบบนี้เหมือนกันหมดนั่นแหละ…” ท่านผู้เฒ่าซูแค่นเสียงเหอะพลางเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว
ซูอีเฉิน หานหาน และซูเหอเวิ่น ต่างหันไปมองชายชราเป็นตาเดียวด้วยสีหน้าบ่งบอกชัดว่า
ไม่เชื่อหรอก!
ในจังหวะนั้นเอง ซู่เป่าก็เดินลงมาพอดี เมื่อท่านผู้เฒ่าซูเห็นเจ้าก้อนกลมที่กลับมาวิ่งเล่นร่าเริงได้อีกครั้ง ก้อนหินหนักอึ้งที่ทับอยู่ในใจก็มลายหายไปจนสิ้น
“มานี่มาซู่เป่า มาทานข้าวลูก” คุณตาของซู่เป่าเอ่ยเสียงอ่อนลงทันที พลางคีบขาหมูชิ้นโตใส่ชามให้หลานสาว
“แค่ก…” ซูอีเฉินเห็นดังนั้นก็รีบยกมือขึ้นป้องปาก
“แค่ก ๆ ๆ ๆ!” หานหานกับซูเหอเวิ่นประสานเสียงตามมาติด ๆ
หลังทานข้าวเสร็จ ซู่เป่าลูบท้องกลมป่องของตัวเอง พร้อมทิ้งตัวลงนอนแหมะบนโซฟาอย่างขี้เกียจ ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงสิ่งที่พ่อบอกว่า ‘กินไอศกรีมก้อนใหญ่ ๆ แล้วจะหายเศร้า’ ขึ้นมาได้
เจ้าตัวน้อยดีดตัวลุกขึ้นทันที เธอคลานเข้าไปใกล้มู่กุยฝานแล้วกระซิบเสียงเบาหวิว “คุณพ่อคะ… พรุ่งนี้เราไปกินไอศกรีมก้อนใหญ่ ๆ กันได้ไหมคะ?”
มู่กุยฝานปรายตามองลูกสาวแวบหนึ่ง ก่อนกระซิบตอบเสียงเบาไม่แพ้กัน “ได้… แต่ห้ามบอกคุณยายเด็ดขาดนะ”
ทว่าคุณยายซูที่ถือจานผลไม้เดินเข้ามาพอดีหรี่ตามองอย่างจับผิด “พวกเธอสองคนแอบวางแผนร้ายอะไรกันอีกน่ะ?”
ซู่เป่าเห็นผลไม้ในมือคุณยายก็ตาโต
ผลไม้เหรอ?! เธอรีบใส่เกียร์หมาวิ่งหนีทันที!
“คุณยายคะ หนูอิ่มแล้ว อิ่มจนจะระเบิดแล้วค่ะ! ถ้ากินเข้าไปอีกนิด อาหารต้องพุ่งทะลุก้นหนูออกมาแน่ ๆ เลย!”
พูดจบ เด็กน้อยก็จ้ำอ้าวหายวับไป ทิ้งให้คุณยายซูยืนอึ้งกับคำพูดแก่แดดนั่น
มู่กุยฝานพยายามทำหน้านิ่งมองตรงไปข้างหน้าไม่เหลียวซ้ายแลขวา พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ผมขอตัวขึ้นข้างบนก่อนนะครับ”
“หยุดอยู่กับที่เลย” คุณยายซูสั่งเสียงเฉียบ
“มีอะไรหรือครับ?” มู่กุยฝานชะงักฝีเท้าทันที เขาหันกลับมามองด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
คุณยายซูสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงด้วยอำนาจมืด “กินผลไม้จานนี้ให้หมดซะ”
เทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่ กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่จานผลไม้ของคุณแม่ยายเสียอย่างนั้น…