ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 139 ตบหน้าสอง : ครูเชอร์รี่ขอมาเจ็บถึงที่
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 139 ตบหน้าสอง : ครูเชอร์รี่ขอมาเจ็บถึงที่
บทที่ 139 ตบหน้าสอง : ครูเชอร์รี่ขอมาเจ็บถึงที่
สำหรับจุดจบของตระกูลหลี่และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ปล่อยข่าวลือนั้น ชาวเน็ตจำนวนมากต่างพากันแสดงความยินดีกันอย่างออกหน้าออกตา แต่ในขณะเดียวกัน โลกออนไลน์กลับเกิดกระแสใหม่ร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการ “ขอโทษซู่เป่า”
กระแสนี้นับว่ารุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เริ่มจากวิดีโอสารภาพบาปของเหล่าคนดังที่ถูกจับกุมเพราะปล่อยข่าวลือ ต่อมาบรรดาคนในโลกโซเชียลเกรงว่าจะโดนหางเลขด้วย ต่างก็รีบถ่ายคลิปขอโทษกันวุ่นวายตลอดทั้งคืน
ทว่าเรื่องราวกลับเริ่มบิดเบี้ยวและเหนือจริงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหลายคนมองเห็นว่าเรื่องนี้กำลังได้รับความสนใจ ทั้งเน็ตไอดอลและคนธรรมดาต่างแห่กันทำวิดีโอขอโทษเพื่อฉวยโอกาสเกาะกระแส บ้างก็พูดคำคมสร้างแรงบันดาลใจเพื่อเรียกยอดไลก์จนยอดพุ่งกระฉูดในชั่วข้ามคืน
หนักเข้า… เพียงแค่คำขอโทษอย่างเดียวไม่สามารถสนองตัณหาพวกเขาได้อีกต่อไป เริ่มมีการดัดแปลงเพลงเต้นประกอบจังหวะ “ฟังฉันพูดขอโทษ~ จริง ๆ ต้องขอโทษด้วย~ ซู่เป่าโปรดยกโทษให้ฉัน…”
บางคนถึงกับคุกเข่าร้องไห้ฟูมฟาย ใช้ทักษะการแสดงอันเกินจริงตบหน้าตัวเองอย่างบ้าคลั่งเพื่อโชว์ความสำนึกผิด แม้กระทั่งมีคนไม่ต่ำกว่าสิบรายแอบอ้างว่าตนคือคนที่เคยตั้งคำสาบานไว้ว่าจะคุกเข่ากราบขอโทษ พวกเขาไลฟ์สดโขกศีรษะให้กล้องพลางฉวยโอกาสโปรโมตสินค้าไปด้วย…
ครูเชอร์รี่เองก็ไม่พลาดที่จะเกาะกระแสนี้ เธอปล่อยวิดีโอตาแดงก่ำบอกว่าทุกอย่างคือความผิดของตนเอง แต่ว่าสุดท้ายกลับไม่มีใครสนใจ ยอดไลก์ยังไม่ถึงสิบด้วยซ้ำ
ซู่เป่ามองดูวิดีโอเหล่านี้ด้วยความงุนงง
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เด็กน้อยกลับรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ
คนพวกนี้เป็นอะไรกันไปหมด?
ทั้งที่เป็นคนที่มีชีวิตแท้ ๆ แต่ทำไมพฤติกรรมกลับดูน่าสยดสยองยิ่งกว่าผีเสียอีก…
*
ณ ห้องทำงานครูใหญ่โรงเรียนอนุบาล
“ไล่ฉันออก? ทำไมกันคะ!” คุณครูเชอร์รี่จ้องมองผู้อำนวยการโรงเรียนแบบไม่อยากจะเชื่อหู
“ฉันทำอะไรผิดหรือคะ? เรื่องของซู่เป่ากับหยางหยาง ฉันยอมรับว่าฉันบกพร่องไปบ้าง ฉันขอโทษค่ะ… ให้โอกาสฉันอีกสักครั้งเถอะนะ ฮือ ๆ …” ขอบตาของเธอแดงก่ำ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ
“ความบกพร่องในงานเป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่เหลือ… คุณควรลองพิจารณาตัวเองดู” ผู้อำนวยการขมวดคิ้วมุ่น
“ฉันเข้าใจแล้ว เป็นเพราะฉันไปทำให้ตระกูลซูไม่พอใจใช่ไหมคะ? ฮือ ๆ…” น้ำตาของครูเชอร์รี่ไหลพราก
ผู้อำนวยการเริ่มรำคาญเสียงร้องไห้จึงเอ่ยตัดบทตรง ๆ “ไม่เกี่ยวกับตระกูลซูเลย การไล่คุณออกคือมติเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารโรงเรียน! พฤติกรรมที่คุณคบผู้ชายสามคนในเวลาเดียวกันนั้น ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และจริยธรรมของโรงเรียนเราอย่างร้ายแรง!”
คุณครูเชอร์รี่ถึงกับชะงัก “ฉะ… ฉันเปล่านะคะ” เธอยังคงพยายามแก้ตัว “ฉันมีแฟนแค่คนเดียวคือคุณครูโจว! ส่วนคนอื่น ๆ… พวกเขาต่างหากที่มาตามตื๊อฉันเอง”
“ฉันพยายามจัดการเรื่องส่วนตัวอยู่ แต่ฉันแค่ไม่อยากทำร้ายน้ำใจใคร เลยอยากค่อย ๆ อธิบายให้พวกเขาเข้าใจ…”
“ค่อย ๆ อธิบายงั้นหรือ? หอมแก้มผู้ชายคนอื่นโชว์หน้าประตูโรงเรียนเนี่ยนะเรียกว่าอธิบาย?” ผู้อำนวยการหัวเราะเยาะ
“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ ฟังฉันก่อน…” ใบหน้าของครูเชอร์รี่ซีดเผือดลงทันที
ผู้อำนวยการไม่ต้องการรับฟังสิ่งใดอีก เขาสั่งให้เธอออกไปจากห้องในทันที
ครูเชอร์รี่ยืนค้างอยู่หน้าประตูด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรม
ไม่ใช่… การที่เธอถูกไล่ออกไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องผู้ชายพวกนั้นหรอก
มันต้องเป็นเพราะเธอไปล่วงเกินตระกูลซูแน่ ๆ!
เธอตัดสินใจว่าต้องรีบไปขอขมาตระกูลซูเดี๋ยวนี้ ในฐานะที่เธอเคยเป็นครูประจำชั้นของซู่เป่าและทำหน้าที่ด้วยความจริงใจมาตลอด ตระกูลซูต้องเห็นแก่หน้าเธอ และยอมให้อภัยแน่
ครูเชอร์รี่มีชื่อจริงว่า หลินเสวี่ยอิง เธอตั้งชื่อเล่นเก๋ ๆ ให้ตัวเองว่าเชอร์รี่น้อย
หลังจากออกจากโรงเรียน เธอกลับไปเปลี่ยนเป็นชุดเดรสผ้าชีฟองสีชมพูเปิดไหล่ ปล่อยผมยาวหยักศกสลวย พร้อมสวมต่างหูรูปเชอร์รี่สุดน่ารัก
เวลาที่หลินเสวี่ยอิงเลือกไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลซูนั้น คือช่วงหนึ่งทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่ครูมักไปเยี่ยมบ้านนักเรียน อีกทั้งยังเป็นเวลาที่ผู้คนเพิ่งทานข้าวเสร็จ และอารมณ์ผ่อนคลายที่สุด
ที่สำคัญคือ… เวลานี้สมาชิกทุกคนในครอบครัวคงอยู่กันพร้อมหน้า
ทว่าเมื่อมายืนอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลซูอันโอ่อ่า หลินเสวี่ยอิงกลับต้องยืนตะลึงกับภาพตรงหน้า…
พิกัดคฤหาสน์ตระกูลซูไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่าย ๆ เธอต้องใช้ความพยายามเพื่อหลอกล่อให้โจวเซียวขโมยข้อมูลนี้ออกมาให้…
แต่เมื่อได้มาเห็นคฤหาสน์ตระกูลซูด้วยตาตัวเอง หลินเสวี่ยอิงถึงกับตกตะลึงจนพรรณนาไม่ถูก บ้านคนรวยหลังอื่น ที่เธอเคยเห็นว่าหรูหราแล้ว กลับกลายเป็นเพียงบ้านธรรมดาไปทันทีเมื่อเทียบกับที่นี่
คฤหาสน์ตระกูลซูโอ่อ่าสง่างามราวกับปราสาทในยุโรปกลาง ทั้งดูภูมิฐานและแฝงไปด้วยความโรแมนติก
“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นครูประจำชั้นของซู่เป่าค่ะ ชื่อหลินเสวี่ยอิง นี่คือนามบัตรของฉันค่ะ” หลินเสวี่ยอิงพยายามสะกดความตื่นเต้นเอาไว้ แล้วส่งยิ้มที่คิดว่าสุภาพให้ยามหน้าประตู
ยามมองเธอประเมินครู่หนึ่ง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนรีบเข้าไปแจ้งคนดูแลบ้าน
ไม่นานนัก คุณลุงเนี่ยก็เดินออกมา
แต่ทันทีที่เขาเห็นหลินเสวี่ยอิง เขาก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่ชอบใจ หากไม่ใช่เพราะว่าห้องเรียนของซู่เป่ามีครูคนนี้อยู่จริง ๆ เขาคงสั่งให้ยามโยนเธอออกไปตั้งแต่วินาทีแรกที่พบหน้าแล้ว
จะมีครูที่ไหนมาเยี่ยมบ้านนักเรียนอย่างเป็นทางการ ในชุดเดรสยาวเปิดไหล่โชว์เนื้อหนังขนาดนี้กัน?
“เชิญตามผมมาครับ” คุณเนี่ยเอ่ยเสียงเรียบ
หลินเสวี่ยอิงยังไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติใด ๆ เธอพยายามระงับหัวใจเต้นรัว ขณะเดินผ่านโถงทางเข้าเธอเหลือบเห็นเงาสะท้อนของตนเองในกระจก รู้สึกพึงพอใจกับรูปลักษณ์ดูอ่อนโยนน่ารัก
ไหล่ที่เปิดเผยดูโค้งมนนวลเนียน สีชมพูของชุดยิ่งส่งเสริมให้เธอดูบริสุทธิ์และขี้อาย เธอแทบจะตกหลุมรักตัวเองในลุคนี้เข้าอย่างจัง
หลังจากเดินผ่านสวนดอกไม้และสนามหญ้ากว้างขวาง ในที่สุดเธอก็ก้าวเข้าสู่คฤหาสน์หลัก สมาชิกตระกูลซูอยู่กันพร้อมหน้า ซูอีเฉินนั่งอยู่บนโซฟาในห้องโถงชั้นหนึ่ง กำลังจัดการงานบริษัทด้วยท่าทางสุขุม
มู่กุยฝานนั่งอยู่ขอบโซฟาโดยมีซู่เป่าเอนพิงอยู่ในอ้อมกอด มือข้างหนึ่งของเขาถือหนังสือภาพ ส่วนอีกข้างวางศอกบนหัวเข่า พร้อมกับสอนซู่เป่าอ่านตัวอักษรด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยทำให้ใครเห็นมาก่อน
เมื่อได้ยินว่ามีครูมาเยี่ยมบ้านซู่เป่า บรรดาลุง ๆ อย่างซูจื่อหลิน ซูอี้เชิน และซูอิงเอ๋อร์ก็พากันลงมาข้างล่างและนั่งรอรับแขกเป็นทางการ
แต่ทันทีที่เห็นผู้หญิงในชุดสีชมพูเปิดไหล่เดินเข้ามา ทุกคนต่างก็ตกตะลึง และแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาชัดเจน
“นี่คือครูของลูกเหรอ?” มู่กุยฝานขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางก้มลงกระซิบถามซู่เป่า
“อืม ใช่ค่ะ ครูเชอร์รี่” ซู่เป่าพยักหน้าเบา ๆ
เด็กน้อยไม่ได้ชอบครูเชอร์รี่นัก เธอรู้สึกว่าครูคนนี้ไม่มีเหตุผลและชอบหลอกล่อคนอื่น มู่กุยฝานอ่านความรู้สึกนั้นได้ทันทีจากแววตาของลูกสาว
เข้าใจแล้ว… ครูที่ลูกสาวไม่ชอบ คงไม่ใช่ครูที่ดีสักเท่าไร
คุณนายซู่ผู้เฒ่า เม้มริมฝีปากมองสำรวจครูเชอร์รี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้ใบหน้ายามปกติ มักเปี่ยมด้วยความเมตตากลับแข็งกร้าวขึ้นมาทันที แววตาเย็นชาไร้เยื่อใยไม่ต่างจากท่านผู้เฒ่าซูเลยสักนิด
ปกติแล้วเธอจะแปลกใจที่มีครูมาเยี่ยมบ้านกะทันหัน แต่เพราะเมื่อสองสามวันก่อนผู้อำนวยการโรงเรียนเปรยไว้ว่าจะมาขอโทษเรื่องซู่เป่าด้วยตนเอง เธอจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร แต่ว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้เธอไม่พอใจอย่างรุนแรง
หลินเสวี่ยอิงก้าวเข้ามาในห้องและถูกความหล่อเหลาของเหล่าชายหนุ่มตระกูลซูทำเอาสติตลิดไปชั่วขณะ ในสมองของเธอเริ่มจินตนาการไปไกล
ในพระราชวังอันโอ่อ่า เธอสวมชุดเจ้าหญิงสีขาวบริสุทธิ์ค่อย ๆ เดินลงมาจากบันได รอบกายมีอัศวินรูปงามร่างสูงใหญ่ห้าคนรุมล้อม คนที่หล่อที่สุดจับมือเธอไว้ ขณะที่คนอื่นมองเธอด้วยสายตาหลงใหลพลางเอ่ยว่า “อรุณสวัสดิ์… เจ้าหญิงเชอร์รี่น้อยที่รัก”
“คุณครูเชอร์รี่คะ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะความเพ้อฝัน
คุณนายซูมองหลินเสวี่ยอิงด้วยสายตาติติง เพียงแค่ก้าวเข้าประตูมาก็เห็นครูคนนี้จ้องมองลูกชายของตนจนเหม่อลอย ช่างน่าไม่อายเอาเสียเลย
หลินเสวี่ยอิงรีบดึงสติกลับมาแล้วพูดขึ้นด้วยท่าทางที่เธอคิดว่าน่ารัก “สวัสดีค่ะทุกคน! ฉันคือครูเชอร์รี่ของซู่เป่า ชื่อหลินเสวี่ยอิงค่ะ ทุกคนสามารถเรียกฉันว่าเชอร์รี่น้อยก็ได้นะคะ!”