ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 140 ถูกไล่ออกไปทันที
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 140 ถูกไล่ออกไปทันที
บทที่ 140 ถูกไล่ออกไปทันที
คุณนายซูผู้เฒ่า รับนามบัตรจากลุงเนี่ยมาพิจารณา ก่อนจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าไปด้วย “ทำไมถึงมาเยี่ยมบ้านกะทันหันแบบนี้ ทางโรงเรียนไม่ได้แจ้งล่วงหน้ามาเลย”
ซูอีเฉินที่กำลังถือแก้วกาแฟอยู่ในมือ พยักหน้าเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ครูฮวา ซึ่งเป็นครูประจำชั้นอีกท่าน ก็ไม่ได้แจ้งพวกเราล่วงหน้าเช่นกัน”
หลินเสวี่ยอิงมองตามเสียงนั้นไป เห็นซูอีเฉินในชุดอยู่บ้านสีเทาเรียบง่ายแต่ดูดีอย่างประหลาด หัวใจของเธอเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะทันที “อ๊ะ… เรื่องนี้ อืม… เป็นความผิดของพวกเราเองค่ะ คุณครูฮวาลืมแจ้งให้ทราบล่วงหน้า”
“ลืมแจ้งอย่างนั้นหรือ?” สีหน้าของซูอีเฉินกลับยิ่งเย็นชาขึ้นไปอีก แววตาที่จ้องมองมานั้นแฝงไปด้วยความกังขา
หลินเสวี่ยอิงใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
โอ้! นี่น่ะหรือท่านประธานซูตัวจริง! ทั้งเย็นชาและสง่างามราวกับดอกไม้บนยอดเขาสูง… มาดเจ้าพ่อชัด ๆ!
“ค่ะ ครั้งนี้ฉันมาเยี่ยมบ้านในนามของโรงเรียน ต้องขอโทษสำหรับเรื่องก่อนหน้านี้จริง ๆ นะคะ ทั้งหมดเป็นเพราะการจัดการที่บกพร่อง และความสะเพร่าของฉันเอง ฉันรู้สึกผิดชอบต่อหน้าที่อย่างมาก… ผู้อำนวยการจึงสั่งให้ฉันมาขอโทษด้วยตัวเองค่ะ” น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานโดยไม่รู้ตัว
ซูอีเฉินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงปรายตาไปทางลุงเนี่ยเล็กน้อย ลุงเนี่ยเข้าใจความหมายทันทีจึงเดินเลี่ยงออกจากห้องไปเงียบ ๆ เพื่อโทรศัพท์ตรวจสอบกับทางโรงเรียน
“นั่งลงสิ” คุณนายซูเอ่ยเสียงเรียบ
หลินเสวี่ยอิงดีใจจนเนื้อเต้น เธออยากไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับพวกเขานัก แต่เพื่อรักษามาดกุลสตรี เธอจึงเลือกนั่งลงบนเก้าอี้โซฟาเดี่ยวฝั่งตรงข้ามแทน
เธอยิ้มหวานให้คุณนายซูพลางชวนคุย “คุณนาย ทานข้าวหรือยังคะ?”
ในวินาทีที่พูดออกไป สมองของเธอก็เริ่มจินตนาการบทละครขึ้นมาอีกครั้ง คุณนายซูคือราชินีผู้ทรงอำนาจที่เอ็นดูเธอมาก และกำลังกลุ้มใจว่าจะเลือกให้เธอแต่งงานกับลูกชายคนไหนดี…
“เธอคิดว่ายังไงล่ะ?” เสียงเย็นเยียบของคุณนายซูดึงเธอกลับสู่ความจริง
“อา… เอ่อ ทานแล้วสินะคะ? ฮ่า ๆ ฉันนี่โง่จริง ๆ เลย พูดจาไม่เข้าหูเสียได้ ทำให้คุณนายต้องขำแล้ว” หลินเสวี่ยอิงรีบยกกำปั้นเล็ก ๆ มาเคาะศีรษะตัวเองเบา ๆ พลางทำท่าทางขัดใจตัวเอง “โง่จังเลยเรา… โง่จริง ๆ นะเนี่ย~”
ซู่เป่าจ้องมองวิญญาณหญิงสาวที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของหลินเสวี่ยอิง ในตอนนี้ทั้งวิญญาณและตัวจริงต่างก็มีสีหน้าเหมือนกันเปี๊ยบ คือดวงตาเต็มไปด้วยความลุ่มหลง เดี๋ยวก็มองลุงใหญ่ด้วยความเขินอาย เดี๋ยวก็แอบมองพ่อของเธอแล้วบิดตัวไปมา
“หึ… สมองแม่คนนี้ไม่รู้คิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว” จี้ฉาง หัวเราะเยาะเบา ๆ เขาพลิกสมุดเล่มเล็กในมือพลางอธิบาย “พวกคนประเภทนี้มักใช้ชีวิตอยู่ในโลกมโนของตัวเอง ดูจากสีหน้าแล้ว คงดูละครน้ำเน่าไร้สาระมามากเกินไปแน่ ๆ”
ซู่เป่าฟังอาจารย์พร่ำสอนเรื่อง “มารีซู” อย่างตั้งอกตั้งใจ จนเธอตัดสินใจว่าจะไปขอให้พี่ชายซูเหอเวิ่นช่วยหาละครแนวนี้มาดูบ้าง เพื่อศึกษาพฤติกรรมแปลก ๆ นี้ให้เข้าใจถ่องแท้
ในตอนนั้นเอง ลุงเนี่ยที่เพิ่งวางสายโทรศัพท์ก็เดินกลับเข้ามา เขาก้มลงกระซิบรายงานบางอย่างข้างหูซูอีเฉิน
หลินเสวี่ยอิงที่ยังไม่รู้ตัวยังคงแสดงบทบาทสำนึกผิดต่อไป “วันนั้นเด็กทั้งสองคนยืนอยู่ต่อหน้าฉันแท้ ๆ แต่ฉันกลับหยุดพวกเขาไว้ไม่ทัน… เป็นความผิดของฉันคนเดียวค่ะ พอเห็นคนรุมด่าซู่เป่าในอินเทอร์เน็ต ฉันก็รู้สึกผิดจนหัวใจแทบจะแตกสลาย…” พูดไปเธอก็เริ่มทำตาแดงก่ำเหมือนจะร้องไห้
“ลุงเนี่ย ส่งแขก” เสียงสั่งการที่เย็นเยียบของซูอีเฉินดังขึ้นทันที
หลินเสวี่ยอิงซึ่งกำลังซึ้งในบทบาทของตัวเองถึงกับชะงักงัน “อะไรนะ… ส่ง… ส่งแขกเหรอคะ?”
ไม่ถูกสิ! เธอแสดงความอ่อนแอขนาดนี้แล้ว พวกเขาควรเข้ามาปลอบใจเธอว่า ‘ไม่เป็นไรนะ ไม่ใช่ความผิดของเธอ’ หรอกหรือ? ทำไมถึงไล่กันกะทันหันแบบนี้!
“เชิญครับ!” ลุงเนี่ยผายมือเชิญ
“คุณซู… ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ?” เธอลุกขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน กัดริมฝีปากมองซูอีเฉินด้วยสายตาตัดพ้อ
ใช่แน่ ๆ พอเธอพูดเรื่องดูแลซู่เป่าไม่ดี พวกเขาต้องโกรธมากแน่ ๆ พวกเขานั่นแหละที่สั่งให้ผู้อำนวยการไล่เธอออก!
“เธอไม่ได้พูดอะไรผิด แต่เป็นพวกเราเองที่ผิด… เราไม่ควรปล่อยให้เธอเข้ามาตั้งแต่แรก” คุณนายซูแสดงสีหน้าเย็นชาไร้เยื่อใย
หลินเสวี่ยอิงยังไม่ทันได้อ้าปากเถียง ก็ถูกลุงเนี่ยกึ่งบังคับให้เดินออกไปจากคฤหาสน์ทันที
ซู่เป่ามองลุงใหญ่สลับกับคุณยายด้วยความสงสัย เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เธอเพิ่งจะฟังอาจารย์จี้ฉางบรรยายเรื่อง “นางเอกนิยายจอมปลอม” จบ คุณครูเชอร์รี่ก็ปลิวหายไปเสียแล้ว เด็กน้อยยังไม่ได้จัดการเจ้าวิญญาณเจ้าชู้ตัวนั้นเลยด้วยซ้ำ!
“ช่างเถอะ คราวหน้าค่อยดูใหม่ อย่าให้คนอัปมงคลแบบนี้อยู่ในบ้านนานเลย” จี้ฉางเอ่ยปิดท้าย
เจ้าตัวน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนพยักหน้าอย่างว่างง่าย “ค่ะ…”
มู่กุยฝานช้อนอุ้มซู่เป่าขึ้น แล้วส่งเธอขึ้นไปนั่งบนบ่ากว้าง พร้อมกับเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ พ่อจะพาลูกกลับห้องแล้ว”
ซู่เป่าตกใจที่จู่ๆ ตัวเองก็ลอยสูงขึ้นกะทันหัน เธอร้อง “ว้า!” ออกมาคำหนึ่ง ก่อนเริ่มรู้สึกสนุกจนหัวเราะร่า
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ขี่ม้าตัวใหญ่แบบนี้เลย!
มันสูงมากจริง ๆ!
รู้สึกเหมือนเพียงแค่ยื่นมือออกไปก็สามารถดึงโคมไฟระย้าบนเพดานลงมาได้แล้ว ถ้าเป็นตอนอยู่ข้างนอก เธอจะสามารถยื่นมือไปแตะคุณยายพระจันทร์ได้หรือเปล่านะ?
“คุณพ่อคะ สูงกว่านี้อีกหน่อย สูงกว่านี้อีกนิดค่ะ!” ซู่เป่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
มู่กุยฝานขยับไหล่แกล้งโยนตัวเบา ๆ ซู่เป่าอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจ ทว่าหลังจากนั้นกลับยิ่งรู้สึกสนุกมากขึ้นไปอีก คุณนายซู่เห็นแล้วใจหายใจคว่ำ “ระวังหน่อยสิ อย่าทำหลานตกลงมานะ!”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ขนาดแบกเครื่องบินวิ่งผมยังไม่สะเทือน แบกเจ้าตัวเล็กแค่นี้จะเป็นอะไรไป? ไม่ตกแน่นอน” มู่กุยฝานตอบหน้าตาย
“คุณพ่อคะ หนูสามารถเก็บดวงดาวได้แล้วนะ!” ซู่เป่าพูดเจื้อยแจ้วอย่างเริงร่า
“หนูจะเก็บให้คุณยายหนึ่งดวง ให้คุณตาหนึ่งดวง ให้คุณลุงใหญ่ ลุงรอง ลุงสาม ลุงสี่ ลุงห้าคนละดวง… แล้วก็พวกพี่ชายพี่สาวด้วยค่ะ…”
“และอีกดวงให้คุณพ่อ อีกดวงให้เสี่ยวอู่ อีกดวงให้คุณปู่เต่า…”
เด็กน้อยตั้งใจนับสมาชิกในครอบครัวไปรอบหนึ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งนกและเต่า
มู่กุยฝานยิ้มมุมปาก เขาจับมือน้อย ๆ ทั้งสองข้างของเธอชูขึ้นสูง พ่อลูกคู่นี้หัวเราะหยอกล้อกันเหมือนเด็ก ๆ ขณะเดินขึ้นบันได แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงดัง โป๊ก!
“โอ๊ย! หนูชนขอบประตูเข้าแล้ว!” ซู่เป่ากุมศีรษะตัวเองทันควัน
“อ้าว ทำไมล่ะ? พ่อว่าพ่อก้มตัวลงแล้วนะ…” มู่กุยฝานชะงัก
“ก้มไม่พอค่ะ ต้องก้มให้ต่ำกว่านี้อีกเยอะเลย!” ซู่เป่าบ่นอุบ
“อืม… ความผิดของพ่อเอง” มู่กุยฝานยอมรับผิดแต่โดยดี
คนในตระกูลซูที่เห็นเหตุการณ์ต่างทั้งโกรธทั้งขำ
“มู่กุยฝานนี่ช่างเป็นคุณพ่อที่ไว้ใจไม่ได้จริง ๆ ทำลูกเจ็บตัวจนได้!
คุณนายซูบ่นพึมพำ แต่ก็ยังรีบไปหยิบกล่องปฐมพยาบาล
*
ด้านนอกคฤหาสน์ หลินเสวี่ยอิงมองดูประตูเหล็กบานใหญ่ที่ปิดลงต่อหน้า น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาเธอสะอึกสะอื้นพรางตัดพ้อ “ฉันทำอะไรผิดกันแน่เนี่ย!”
เธอมาที่นี่เพื่อขอโทษด้วยความจริงใจแท้ ๆ
แต่ทำไมคนตระกูลซูถึงใจร้าย ไม่ยอมแม้แต่จะฟังคำอธิบายของเธอเลยสักคำ…