ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 160 ซูเหอเวิ่นถูกผีหลอก
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 160 ซูเหอเวิ่นถูกผีหลอก
บทที่ 160 ซูเหอเวิ่นถูกผีหลอก
ภายในห้องของซู่เป่าเงียบงันลงทันที ซูเหอเวิ่นยกมือขึ้นอย่างลังเล “ผมยังมีคำถามอีกข้อหนึ่งครับ…”
ทุกคนหันไปมองเขาเป็นตาเดียว
“เอ่อ… ทำไมถึงมีผีมารวมตัวกันรอบตัวคุณอาจิ่นอวี้เยอะขนาดนั้นล่ะครับ?”
ซูอิงเอ๋อร์และซูอีเฉินรู้สึกเหมือนมีเสียงดังวิ้งในหัว
‘ผีเยอะงั้นหรือ?!’
พวกเขารีบหันไปจ้องมองยังจอภาพจากกล้องทันที กลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ
“นั่นเพราะบนร่างของซูจิ่นอวี้มีแสงสีทองคุ้มครองอยู่ แสงพวกนี้คือบุญบารมี หรือโชคลาภที่เหลือล้น หากดวงวิญญาณใดได้ครอบครองแสงทองนี้ ชาติหน้าก็มีโอกาสไปเกิดในตระกูลใหญ่มั่งคั่ง พวกมันถึงได้พยายามรุมแย่งอย่างไรเล่า” เสียงของจี้ฉางดังลอยมาตามลม
“ไม่ใช่แค่ตามคุณแม่นะคะ พวกมันยังตามพี่เสี่ยวอวี้ด้วย อาจารย์ถึงได้สั่งห้ามไม่ให้พี่เสี่ยวอวี้กลับบ้านตอนนี้ไงคะ” ซู่เป่าช่วยอธิบายเสริม
ทุกคนเริ่มเข้าใจสถานการณ์ ซูเหอเวิ่นยื่นหน้าเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “แล้วตอนนี้พวกผีพวกนั้นไปไหนหมดแล้วล่ะครับ?”
“คงกำลังเดินเพ่นพ่านอยู่ในคฤหาสน์นั่นแหละ พวกมันหิวกระหายแสงทอง และฉันเองก็อยากรู้ว่าพวกมันจะช่วยนำทางไปหาเศษเสี้ยววิญญาณที่เหลือของซูจิ่นอวี้ได้บ้างไหม ยิ่งมีแสงทองเป็นเหยื่อล่อ วิญญาณร้ายก็จะยิ่งรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ” จี้ฉางตอบอย่างไม่ยี่หระ
“แต่อย่ากังวลไป ฉันได้จัดวางธงดักวิญญาณไว้รอบบ้านแล้ว พวกมันเข้ามาในเขตหวงห้ามไม่ได้หรอก เดี๋ยวฉันจะไปยมโลกสักครู่ ดูว่าจะสืบหาเบาะแสอะไรเพิ่มได้บ้าง”
ซูอิงเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ได้แต่ยืนอึ้งตาค้าง พลางคิดในใจว่า… แบบนี้ก็ได้เหรอ?!
*
เวลาล่วงเลยไปจนดึกสงัด ซู่เป่าหลับสนิทไปนานแล้ว ส่วนซูเหอเวิ่นก็ถูกไล่ให้ไปนอนเช่นกัน แต่เขายังทิ้งกล้องวิดีโอไว้ในห้องของซูอีเฉิน
ภายในห้องพักของซูอีเฉิน ซูอิงเอ๋อร์ยกกล่องใบใหญ่เข้ามาวางแล้วเปิดออก
“นี่คืออะไรหรือคะ?” ซูจิ่นอวี้ถามด้วยความประหลาดใจ
ซูอีเฉินหยิบตุ๊กตาบาร์บี้สภาพเก่าตัวหนึ่งออกมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “นี่คือตุ๊กตาที่เธอชอบที่สุดตอนอายุสามขวบ จำได้ไหม?”
ซูจิ่นอวี้ส่ายหน้าช้า ๆ
พี่ชายทั้งสามเริ่มทยอยหยิบของในกล่องออกมา “นี่คือกระเป๋าใบเล็กกับแหวนดอกไม้จิ๋วที่เธอหวงมากตอนอายุห้าขวบ… ส่วนนี่ตอนเจ็ดขวบ… ตอนเธอตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ตุ๊กตากระต่ายผ้าตัวนี้เธอจะกอดไว้ตลอดเวลาไม่ยอมปล่อยเลย”
นับจากช่วงเวลานั้น ชีวิตของซูจิ่นอวี้ก็วนเวียนอยู่กับการรักษา เธอถูกแยกกักตัวเพื่อเลี่ยงการติดเชื้อ ทำได้เพียงมองโลกภายนอกผ่านหน้าต่างกระจกในห้องผู้ป่วยเท่านั้น พวกเขาอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดในโลกให้เธอ แต่สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือ “สุขภาพที่แข็งแรง” ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขามอบให้ไม่ได้…
ซูอีเฉินพยายามสะกดกลั้นอารมณ์พลางเอ่ยเสียงเบา “นี่เป็นครั้งแรกที่เธอทำเคมีบำบัดครบทั้งหมด ตอนออกจากโรงพยาบาลเธอดีใจมากจนคว้าดอกทานตะวันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย”
ดอกทานตะวันแห้งใบนั้นยังคงถูกรักษาไว้อย่างดีอยู่ในกรอบรูป “ตอนนั้นทุกคนมีความสุขมาก คิดว่าเราชนะโรคร้ายได้แล้ว เลยถ่ายรูปหมู่กันที่หน้าประตูคฤหาสน์” เขาวางรูปถ่ายลงบนโต๊ะ
ซูจิ่นอวี้มองดูเด็กหญิงในภาพที่มีรอยยิ้มสดใส แม้ผมสั้นเกรียนเพราะเพิ่งงอกใหม่ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความหวัง ข้างกายเธอมีพี่ชายทั้งแปดและพ่อแม่ยืนล้อมรอบ รูปถ่ายเหล่านั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามวัย จนถึงช่วงอายุยี่สิบปี แต่ส่วนใหญ่เป็นรูปถ่ายในห้องพยาบาล เธอไม่ยอมแต่งตัวสวย ๆ ถ่ายรูปเพราะผมร่วงจนหมด พี่ชายทั้งหลายจึงต้องสั่งทำวิกผมมากมายมาให้เธอเลือกใส่…
ซูจิ่นอวี้มองเห็นร่องรอยการเติบโตของเด็กสาวคนนั้นอย่างชัดเจนในภาพถ่าย
“นี่คือฉันจริง ๆ หรือคะ…?” เธอส่ายนิ้วลูบไปบนแผ่นภาพ รู้สึกคุ้นเคยแต่กลับนึกไม่ออกราวกับกำลังดูเรื่องราวของคนอื่น
“ไม่เป็นไรถ้ายังจำไม่ได้ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปนะ” ซูอีเฉินวางของลงพลางปลอบ
“ใช่! ไม่ต้องขอโทษหรอก เธอไม่ต้องขอโทษใครทั้งนั้น ดึกแล้วไปพักผ่อนเถอะนะ” ซูอี้เชินรีบเสริม
ซูจิ่นอวี้พยักหน้าแล้วร่างวิญญาณก็ลอยออกไป ซูอิงเอ๋อร์จ้องมองร่างนั้นผ่านเลนส์กล้องจนร่างเธอหายลับไป “เฮ้อ… ถ้ามองเห็นอวี้เอ๋อร์ได้ด้วยตาเปล่าก็คงดี”
ซูอี้เชินเก็บกล้อง “อะไร อยากเห็นผีเหรอ?”
“ไม่ได้หรือไง ซูเหอเวิ่นยังเห็นได้เลย แล้วมันก็แปลกนะ ทำไมพวกเรามองไม่เห็นผี แต่ซูเหอเวิ่นเห็นบ่อยจัง…” ซูอิงเอ๋อร์พึมพำด้วยความอิจฉาหลานชาย
ก่อนที่ซู่เป่าจะมา เด็กคนนั้นก็ไม่เคยเห็นผีนี่นา หรือเป็นเพราะเด็กตาสวรรค์ยังปิดไม่สนิท?
*
ทางด้านซูเหอเวิ่น เขานอนพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ ในหัวคิดแต่เรื่องการเก็บแต้มจับผีใส่น้ำเต้าอาคม เพื่อช่วยซู่เป่า
“สมมติให้ x = ผีร้าย, y = วิญญาณอาฆาต, z = ผีตายโหง…” เขาผุดลุกขึ้นเปิดไฟสว่างจ้า คิดจะออกแบบตาข่ายดักผีเพื่อจับวิญญาณประเภท y ทีละร้อยตัวในคราวเดียว!
เด็กหนุ่มชะล่าใจเพราะคิดว่าจี้ฉางวางธงป้องกันไว้แล้ว จึงนั่งเขียนแบบร่างอย่างตั้งใจ ทว่าเหนือหลังคาคฤหาสน์ แมวดำตัวหนึ่งเกิดตกใจอะไรบางอย่างจนขนลุกชัน มันกระโดดหนีขึ้นไปบนหลังคาตึกหลักและเริ่มตะลุมบอนกับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น หางของมันปัดเอาธงดักวิญญาณที่จี้ฉางวางไว้จนร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง!
ในห้องเงียบสงัด ซูเหอเวิ่นกำลังขะมักเขม้นเขียนหนังสือ ลมเย็นวาบหนึ่งพัดผ่านต้นคอ ราวกับมีใครบางคนโน้มตัวเข้ามาใกล้ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนในกระจกตู้หนังสือ เขาก็ต้องช็อกจนตัวแข็งทื่อ…
บนไหล่ของเขามีผีผู้หญิงในชุดสีแดงสดเกาะนิ่งอยู่ ดวงตาเธอมองจ้องมายังเขา!
“อ๊ากกกกกกกกกก——!!!”
เสียงกรีดร้องลั่นระเบียบแหวกความเงียบของราตรี ซูเหอเวิ่นวิ่งเตลิดออกจากห้องหวังไปหาซู่เป่า แต่พอเปิดประตูออกไป เขาก็ต้องชะงักกึก…
บนระเบียงทางเดินชั้นสองตอนนี้มีร่างทะมึนยืนเบียดเสียดกันเต็มไปหมด อย่างน้อยก็ยี่สิบถึงสามสิบตน!
เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด เหล่าสัมภเวสีท่าทางหิวโหยค่อย ๆ หมุนคอมามองที่เขาเป็นจุดเดียว!