ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 163 ล้วนเป็นเพียงข้ออ้าง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 163 ล้วนเป็นเพียงข้ออ้าง
บทที่ 163 ล้วนเป็นเพียงข้ออ้าง
จี้ฉางขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ในโลกมนุษย์มีกฎหมาย ในยมโลกก็มีกฎระเบียบ เมื่อพวกเธอสิ้นอายุขัยแต่ไม่ยอมไปรายงานตัวตามเวลาที่ควร จนกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ตามหลักการแล้วพวกเธอควรถูกกำจัดทิ้งให้สิ้นซากโดยไม่ต้องไต่สวน”
ตามครรลองของความตาย วิญญาณที่ดับสูญ จะต้องถูกยมทูตขาวดำคุมตัวไปลงทะเบียนวิญญาณ ณ ศาลเจ้าประจำท้องถิ่นเพื่อยืนยันตัวตน ก่อนถูกส่งต่อไปยังริมฝั่งแม่น้ำสีเหลือง
เมื่อถึงที่นั่น มียมทูตหัววัวหน้าม้าคอยรับช่วงต่อรับผิดชอบพาไปยังยมโลก หรือไม่ก็ตรวจสอบให้แน่ใจแล้วส่งไปเมืองเฟิงตู เพื่อรอรับคำตัดสินชะตากรรม หรือส่งตัวไปยังสะพานเหมิงพอเพื่อดื่มน้ำลืมชาติภพก่อนไปจุติใหม่
ส่วนผู้ที่มีราคีคาวจะต้องถูกคุมตัวไปยังศาลยมราช เพื่อชำระความผิดและรับโทษทัณฑ์ในนรกตามแต่บุญบารมี และอกุศลกรรมที่ก่อไว้…
ดวงวิญญาณที่ไม่ยอมจากไป หรือมีเหตุพิเศษทำให้ไร้ชื่อในทะเบียนยมโลก จะต้องเร่ร่อนอยู่ในโลกมนุษย์จนดวงจิตค่อย ๆ ถูกกัดเซาะด้วยไอมรณะ และกลายเป็นวิญญาณร้ายในที่สุด
ดังนั้นกฎระเบียบจึงถูกตราไว้อย่างเข้มงวดว่า ผีเร่ร่อนตนใดที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ ผู้อื่นสามารถกำจัดได้ทันทีโดยไม่มีความผิด
“ฉันรู้แล้ว… ฉันผิดไปแล้ว… แต่ลูกทั้งสองของฉันตายอย่างน่าสงสารเหลือเกิน ฉันเพียงแค่อยากหาบุญกุศลมาเกื้อหนุนให้ลูก ๆ ของฉันได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีในชาติหน้าเท่านั้นเอง…” ผีหญิงตนนั้นก้มศีรษะคำนับปริ่มขาดใจ
“แล้วพวกคุณตายได้อย่างไรคะ? แล้วคุณยายล่ะคะ มีอะไรจะพูดหรือเปล่า?” ซู่เป่าเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“เมื่อหนึ่งปีก่อน… ตอนนั้นฉันกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง และกำลังพาลูกสาวคนโตข้ามถนน…” ผีผู้หญิงร่ำไห้พลางพรั่งพรูเรื่องราวในอดีตออกมา
เพราะสัญญาณไฟจราจรอยู่ไกลเกินไป เธอจึงเลือกความสะดวกสบายด้วยการพาลูกเดินลัดเลาะฝ่าพุ่มไม้ข้ามถนนตามเฉกเช่นคนอื่น ๆ
“วันนั้นรถไม่เยอะเลย… แต่ใครจะไปรู้ว่าจู่ ๆ จะมีเสียงเบรกดังมาจากที่ไกล ๆ ฉันยังไม่ทันตั้งตัว ร่างก็ถูกชนกระเด็นไปแล้ว”
เคราะห์กรรมนั้นไม่ได้พรากเพียงชีวิตเธอ แต่ลูกสาวของเธอก็ต้องจบชีวิตลงพร้อมกัน แรงกระแทกมหาศาลบดขยี้ทารกครรภ์ของเธอจนแตกสลาย ลูกน้อยในท้องไม่มีโอกาสแม้แต่จะลืมตาดูโลก
“เป็นความผิดของฉันเอง… ทั้งหมดเป็นเพราะฉัน…” ผีผู้หญิงคร่ำครวญน้ำตาไหลพราก
“ถ้าวันนั้นฉันไม่ขี้เกียจ ถ้าฉันพาลูกเดินไปข้ามตรงทางม้าลาย เรื่องเศร้าแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น… ฉันตายไปไม่น่าเสียดายหรอก แต่ลูกสาวของฉันเพิ่งเจ็ดขวบ เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถม เธอยังมีอนาคตรออยู่แท้ ๆ… ส่วนลูกคนเล็ก เขายังไม่มีโอกาสได้เห็นโลกใบนี้แม้แต่แวบเดียวด้วยซ้ำ…”
จี้ฉางผู้มองเห็นการเกิดดับจนเป็นเรื่องสามัญเอ่ยขัดขึ้นอย่างไร้อารมณ์ “สรรพสัตว์ล้วนมีชะตาของตน ในเมื่อคุณเป็นฝ่ายละเมิดกฎจราจรจนถึงแก่ความตาย คุณก็ไม่ควรลากลูกทั้งสองคนให้ต้องมาแบกรับผลกรรมนี้ไปด้วย”
“ฉันไม่ได้ลากพวกเขามานะ! ฉันแค่ต้องการหาบุญกุศลไปชดเชยให้ลูกเท่านั้นเอง…” ผีหญิงรีบแก้ตัว
“หากอยากสร้างบุญสร้างบารมีในโลกวิญญาณ เหตุใดจึงไม่ไปทำที่เมืองผีในยมโลกล่ะ? ที่นั่นมีหนทางให้สร้างกุศลได้เช่นกัน” จี้ฉางแค่นหัวเราะเยาะ
ผีหญิงอึกอักตอบไม่ออก ได้แต่สะอื้นไห้เบา ๆ การไปสร้างบารมีในยมโลกนั้นทั้งตรากตรำและยากลำบากเหลือเกินเมื่อเทียบกับวิญญาณตนอื่นที่มีอยู่นับล้าน
เธอเงยหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา ขอร้องด้วยความเวทนา “แต่ตรงหน้านี้มีโชคลาภมหาศาลอยู่แล้วนี่คะ… ได้โปรดเถอะ ฉันขอเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ แค่สองชิ้นเท่านั้น…”
เธอหันไปอ้อนวอนซูจิ่นอวี้ “ขอร้องเถอะนะคะ คุณมีบุญวาสนามากล้น ฉันไม่ต้องการมันเลยสักนิด แต่ลูก ๆ ของฉันเป็นผู้บริสุทธิ์… ได้โปรดแบ่งปันความเมตตาให้พวกเขาได้มีที่ไปดีกว่านี้ด้วยเถอะ…”
จี้ฉางจ้องมองวิญญาณตรงหน้าด้วยสายตาที่มองทะลุถึงก้นบึ้งของเจตนา เขาเปิดโปงความจริงออกมาโดยไร้ความปรานี “คุณทำเพื่อลูกจริง ๆ หรือ?”
“สิ่งที่คุณทำอยู่นี้ไม่ใช่เพื่อลูกหรอก… คุณแค่กำลังพยายามเยียวยาความรู้สึกผิดของตัวเองต่างหาก เพราะคุณรู้ตัวว่าความมักง่ายของคุณทำให้ลูกต้องตาย”
“คุณจึงสร้างสถานการณ์ให้ตัวเองต้องชดเชย เพื่อให้จิตใจของตัวเองพ้นจากความทุกข์ตรมเท่านั้น แต่รู้ไหมว่าถ้าไม่มีคุณคอยฉุดรั้งไว้ด้วยข้ออ้างพวกนี้ เด็กทั้งสองคนก็คงได้ไปจุติใหม่ในภพภูมิที่เหมาะสมไปนานแล้ว”
ผีผู้หญิงใบหน้าซีดเผือดอยู่แล้วกลับยิ่งขาวซีดจนน่ากลัว เธอส่ายหน้าไปมาอย่างคนเสียสติ “ไม่ใช่… ไม่ใช่อย่างนั้น… ลูกของฉันน่าสงสารจริง ๆ ฉันแค่อยากให้พวกเขาไปเกิดในที่ที่ดีเท่านั้นเอง…”