ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 184 ลูบหัวเจ้าตูบ เรื่องร้ายกลายเป็นดี
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 184 ลูบหัวเจ้าตูบ เรื่องร้ายกลายเป็นดี
บทที่ 184 ลูบหัวเจ้าตูบ เรื่องร้ายกลายเป็นดี
ซูโล่วนวดหว่างคิ้วด้วยท่าทางอ่อนล้า “ไม่ใช่เรื่องบ๊ะจ่างอะไรนั่นหรอก ลุงพูดถึงผีผู้หญิง… เมื่อคืนตอนหนูเล่าเรื่องผีให้ฟัง หลังจากนั้นลุงก็เจอเข้าจริง ๆ”
ซู่เป่าเอียงคอมองพื้นที่ว่างเปล่าข้างกายเขาด้วยความสงสัย “ไม่เห็นมีผีพี่สาวเลยนี่นา!”
ทว่าในสายตาของเด็กน้อย ลุงสี่ของเธอกลับมีกลิ่นอายความเย็นเยือกน่าขนลุกแผ่ออกมาจาง ๆ
“หลานมองไม่เห็นก็ปกติ ผีมันอยู่ตรง…” ซูโล่วรีบสำทับและกำลังชี้นิ้วไปยังข้างตัว แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าร่างของผีสาวตนนั้นเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ซูโล่วตกใจจนต้องกวาดสายตามองไปทั่วห้อง ทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง แต่กลับไม่พบรอยเท้าหรือแม้แต่เงา
หนีไปแล้วเหรอ?
จี้ฉางรีบออกไปสำรวจโดยรอบทันที เพียงครู่เดียวเขาก็กลับเข้ามาพร้อมเอ่ยเสียงเข้ม “น่าจะหนีไปแล้วล่ะ แถมยังหนีไปไวมากด้วย”
“ลุงของเธอโดนพลังหยินเข้าแทรกด้วย สิ่งที่เจอน่าจะเป็นวิญญาณอาฆาต” เขามองซูโล่วด้วยสายตาพินิจ
“แล้วเราต้องทำยังไงกันดีคะ?” ซู่เป่าเงยหน้าถาม
จี้ฉางนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาไหววูบราวกับมีเลศนัย…
จะทำอย่างไรดีน่ะหรือ? ในเมื่อวิญญาณอาฆาตตนนั้นหมายตาซูโล่วไว้แล้ว ก็คงต้องใช้เขาเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้จับยัยผีสาวนั่นได้ง่ายที่สุดน่ะสิ
ซู่เป่าปีนขึ้นไปยืนบนขอบเตียง จนระดับความสูงของเธอพอดีกับหน้าอกของซูโล่ว
“คุณลุงสี่คะ ก้มหัวลงมาหน่อยค่ะ” เธอยืดตัวขึ้นสุดแรง พยายามยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปให้ถึงตัวเขา
ซูโล่วโน้มตัวลงตามสัญชาตญาณ
ฝ่ามือนุ่มนิ่มของซู่เป่าแตะลงบนศีรษะของเขาเบา ๆ พร้อมกับพึมพำคาถาประหลาด “ลูบหัวสุนัข เรื่องร้ายกลายเป็นดี ไม่ต้องมีเรื่องให้กังวล”
จากนั้นฝ่ามือนุ่มนิ่มของเธอก็เริ่มลูบไล้อย่างแผ่วเบา จากกลุ่มผมลงมายังบ่ากว้าง ก่อนลากผ่านไปจนถึงขาของเขาพร้อมพึมพำเสียงใส “ลูบขาสุนัข เดินทางราบรื่น ปลอดภัยทุกเส้นทาง!”
ในวินาทีนั้นเอง พลังงานชั่วร้ายที่มองไม่เห็นก็ถูกปัดเป่าจนสลายหายไป ซูโล่วรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวขึ้นอย่างประหลาด ความว้าวุ่นใจค่อย ๆ มลายหายไปจนหมดสิ้น
“ใครสอนหนูพูดแบบนี้เนี่ย?” เขากระตุกมุมปากพลางถามเสียงอ่อย
ซู่เป่าชี้ไปที่ว่างข้างตัวแล้วสารภาพตามตรง “อาจารย์ของหนูไงคะ!”
ซูโล่วเคยได้ยินพี่ใหญ่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังอยู่เหมือนกัน ว่าซู่เป่ามักบอกว่ามีอาจารย์อยู่ข้างกายตลอดเวลา บางทีอาจเป็นเพราะเธอถูกทารุณกรรมมานาน จนต้องจินตนาการถึงใครบางคนขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง
แต่ลึก ๆ เขาก็แอบคิดว่า หรืออาจารย์คนนี้จะมีตัวตนอยู่จริง ๆ
ไม่เช่นนั้นซู่เป่าจะรู้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของซูอี้เชินได้อย่างไร?
ถึงอย่างนั้น ตอนแรกซูโล่วก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เขาคิดว่าหลานสาวน่าจะมีปัญหาทางจิต จนถึงขั้นทะเลาะกับซูอีเฉินที่หมกมุ่นอยู่แต่กับการงานจนไม่ยอมพาเธอไปหาหมอ…
แต่ในตอนนี้…
ซูโล่วทำท่าจะขยับกรอบแว่นตามความเคยชิน ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่ได้สวมมันอยู่
ซูอีเฉินเดินเข้ามาพร้อมกับแท็บเล็ตในมือ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ยังไม่ตื่นดีใช่ไหม? ลองดูข่าวบันเทิงเช้านี้หน่อยเป็นไง รับรองว่าแกจะตาสว่างทันที”
ซูโล่วรับแท็บเล็ตมาดูอย่างงง ๆ ก่อนพบพาดหัวข่าวตัวพิมพ์หนาเบ้อเริ่ม
‘ภาพลักษณ์พังทลาย! ซุปตาร์ตัวพ่อ ‘ซูโล่ว’ สติหลุด’
ภาพประกอบในข่าวคือตัวเขาที่สวมชุดคลุมอาบน้ำวิ่งพรวดพราดออกจากโรงแรมอย่างเสียสติ ท่าทางนั้นดูคล้ายกับซุนหงอคง เพิ่งระเบิดตัวออกมาจากเขา ขาดก็แค่เสียงตะโกนว่า “ข้าออกมาแล้ว!” เท่านั้นเอง…
พอนิ้วเลื่อนลงไปดูคอมเมนต์ ก็เห็นชาวเน็ตใจดีช่วยใส่คำบรรยายประกอบภาพให้เขาเสร็จสรรพ
โลกโซเชียลเดือดทันที ทุกคนต่างพากันขุดคุ้ยและคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นกับซูเปอร์สตาร์แถวหน้าคนนี้ ถึงได้วิ่งหนีออกจากโรงแรมกลางดึกโดยไม่สนใจภาพลักษณ์และหายตัวไปทั้งคืน
บ้างก็เดาว่าเขาคงละเมอเดิน บ้างก็ว่าเขาเมาจนไร้สติ
ส่วนเหล่าแฟนคลับต่างพยายามกู้หน้าให้ ด้วยการแถว่าเขาน่าจะเข้าถึงบทบาทมากเกินไป เพราะละครเรื่องใหม่เขาต้องเล่นเป็นคนบ้า ช่างเป็นนักแสดงที่ทุ่มเทอะไรขนาดนี้!
แต่ก็มีบางคนค้านขึ้นมาว่า
นี่มันไม่ใช่ท่าทางของคนบ้าหรอกนะ นี่มันท่าทางของคนเห็นผีชัด ๆ…
ซูโล่วอยากพิมพ์ตอบกลับไปเหลือเกินว่า
คุณเดาถูกเผงเลยครับ!
แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ รวมไปถึงหน้าตาของวงศ์ตระกูล เขาจึงยอมรับสายโทรศัพท์จากต้นสังกัดและโพสต์ชี้แจงลงในเว่ยป๋อสั้น ๆ
“ต้องขออภัยทุกท่านด้วยครับ พอดีคุณแม่ของผมสุขภาพไม่ค่อยดี และเมื่อคืนท่านมีอาการทรุดลงกะทันหัน ผมจึงต้องรีบกลับบ้านด่วน”
เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าแล้วก็รู้สึกว่าตนเองไม่ได้โกหกเสียทีเดียว การที่คุณแม่ลุกขึ้นยืนได้เอง ก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของอาการอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ?
เหล่าแฟนคลับต่างพากันตีความกันไปไกล
“เข้าใจแล้วค่ะ! โถ… พี่ช่างเป็นลูกกตัญญูจริง ๆ!”
“รีบร้อนขนาดนั้น คุณป้าคงอาการหนักมากใช่ไหมคะ ขอให้คุณพระคุ้มครองนะ!”
“ดูจากน้ำเสียงพี่แล้ว สถานการณ์คงไม่สู้ดีแน่ ปกติพี่ไม่เคยโพสต์อะไรแบบนี้เลย… ต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณป้าแน่ ๆ ฮือออ สาธุ ขออย่าให้เป็นอะไรเลยนะ!”
ไม่นานนัก กระแสความห่วงใยก็เริ่มบิดเบือนไปจนกลายเป็นการไว้อาลัย
“คุณป้า… เดินทางปลอดภัยนะ! /พนมมือ/ /จุดเทียน/”
“ฮือออ คุณแม่ซูเดินทางสู่สุคตินะคะ! /จุดเทียน/”
“ขอให้สรวงสวรรค์ไม่มีความเจ็บปวด พี่ชายต้องเข้มแข็งนะ!”
ทางด้านคุณนายซูเพิ่งตื่นเต้นดีใจกับการกลับมาเดินได้ และกำลังเตรียมตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลตามคำเร่งเร้าของสามี เธอกดเปิดโทรศัพท์ดูข่าว และพบว่าสื่อยักษ์ใหญ่หลายสำนักกำลังแชร์ข่าวเดียวกัน
‘ด่วน! ข่าวลือสะพัด คุณแม่ของซุปตาร์ ‘ซูโล่ว’ เสียชีวิตแล้วเมื่อคืนนี้…’
ในช่องคอมเมนต์มีแต่รูปพวงหรีด และข้อความไว้อาลัยเต็มไปหมด
ฉันยังนั่งอยู่ตรงนี้ ยังไม่ได้ตายย่ะ!
หญิงชราก่นด่าในใจ
พอเลื่อนไปเห็นโพสต์ต้นเรื่องของลูกชายตัวดี เธอก็ถึงกับมุมปากกระตุก
ขอบใจนะ… แกนี่มันลูกกตัญญูจริง ๆ!
ซูโล่วไม่ได้สนใจกระแสในโซเชียลอีกต่อไป เขาหันมาหาซู่เป่าด้วยแววตาจริงใจ “ลุงขอโทษนะซู่เป่า เมื่อคืนลุงไม่น่าไม่เชื่อหนูเลย”
ซู่เป่ายิ้มหวานด้วยท่าทางอ่อนโยน “ไม่เห็นเป็นไรเลยค่ะ แต่อย่างที่เขาว่ากันไง… ไม่ฟังคำเตือนของซู่เป่า ก็ต้องมานั่งเสียใจทีหลังแบบนี้แหละ!”
“หลานพูดถูกทุกอย่างเลยซู่เป่า!” ซูโล่วพยักหน้าหงึกหงัก
ในช่วงมื้อเช้า ซูโล่วโดนคุณนายซูประเคนฝ่ามือใส่หัวไปหนึ่งฉาดใหญ่ เขาถึงเพิ่งตระหนักว่าเรื่องที่ตนโพสต์ไปก่อนหน้าได้กลายเป็นความเข้าใจผิดระดับชาติบนโลกออนไลน์ไปเสียแล้ว
เขาไม่รอช้า รีบเข้าไปชี้แจงทันทีว่าคุณแม่ของเขาสบายดี ยังแข็งแรงสุขภาพดี แฟนคลับทั้งหลายโปรดอย่ามโนไปไกล!
ทว่าเหล่าแฟนคลับกลับคิดไปอีกทาง
“พี่ชายคงพยายามเข้มแข็ง กลั้นความเจ็บปวดไว้ในใจสินะ”
“ทำไมชีวิตพี่ชายถึงได้รันทดขนาดนี้! ” ร้องไห้โฮ
“คุณป้าไม่เป็นไรก็ดีแล้วค่ะ ขอภาวนาให้ปาฏิหาริย์มีจริง!”
“สรุปว่าเข้าไอซียูหรือเปล่าคะ?”
หลังมื้อเช้าอันแสนชุลมุนสิ้นสุดลง ซูอีเฉินเตรียมจัดการพาท่านผู้เฒ่าซูและคุณนายซูมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียด ขณะที่อีกด้านหนึ่ง มู่กุยฝานก็รับหน้าที่เป็นผู้ปกครองไปส่งซู่เป่าและหานหานที่โรงเรียนอนุบาลตามกิจวัตร
ซูโล่วรู้สึกใจหายวาบ
พลันตระหนักว่าเขาต้องอยู่คนเดียว… แล้วเขาจะทำยังไงล่ะทีนี้?
พอนึกถึงยัยผีสาวคนนั้น ขนแขนของเขาก็ลุกชันขึ้นมาทันที เขาเหล่ไปทางหลานสาวแล้วกระซิบถาม “ซู่เป่า ถ้าลุงสี่จะสอนหนูหนีเรียนดูสักวัน… หนูอยากลองวิชาไหมลูก?”
บรรยากาศรอบตัวมู่กุยฝานเย็นเยียบลงทันที เย็นยิ่งกว่าตอนเจอผีเสียอีก เขาชะงักมือที่กำลังจัดเสื้อผ้าให้ลูกสาว ดวงตาคมกริบดุจใบมีดตวัดมองซูโล่วด้วยความขุ่นเคืองถึงขีดสุด
กล้าดียังไงมาสอนลูกสาวของเขาทำเรื่องแบบนี้?
มู่กุยฝานตวัดสายตาคมกริบมองซูโล่วด้วยสีหน้าบ่งบอกชัดว่า ‘แกตายแน่’
ซู่เป่าชี้ไปทางประตูตึกใหญ่พลางปลอบขวัญคุณลุง “ลุงสี่ไม่ต้องกังวลนะคะ แค่อย่าก้าวเท้าออกนอกประตูบ้านแม้แต่ก้าวเดียวก็พอ! อยู่บ้านรอหนูกลับจากโรงเรียนนะคะเด็กดี!”
พูดจบเด็กน้อยก็เอื้อมมือมาลูบหัวของเขาเบา ๆ อีกรอบ
ซูโล่วรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กประถมที่โดนสั่งให้อยู่เฝ้าบ้าน…
แต่คราวนี้เขาไม่คิดจะสงสัยคำพูดของซู่เป่าอีกแล้ว ในเมื่อเธอบอกไม่ให้ก้าวพ้นประตูใหญ่ งั้นลุงขอขังตัวเองไว้ในห้องนอนเลยแล้วกันเพื่อความชัวร์!
แต่ในขณะที่เขากำลังจะหลบภัย กลับมีเสียงเอะอะวุ่นวายดังมาจากหน้าคฤหาสน์ ลุงเนี่ยรีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “คุณชายสี่ครับ ที่หน้าประตูมีกลุ่มคนอ้างว่าเป็นญาติของแฟนคลับคุณมาประท้วงครับ เห็นว่าแฟนคลับคนนั้นเพิ่งกระโดดตึกฆ่าตัวตายเมื่อวาน พวกเขาเลยมาเรียกร้องให้คุณออกไปชี้แจง”
“ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปสืบจนรู้ที่อยู่นี้ได้ยังไง…”
ซูโล่วรู้สึกหนักอึ้งในอก ความทรงจำเกี่ยวกับผีสาวเมื่อคืนแล่นย้อนกลับมา “เดี๋ยวนะ ลุงเนี่ย… เขาไปกระโดดตึกที่ไหน?”
“เมื่อคืนตอนเที่ยงคืนตรงครับ ที่โรงแรมเวสต์ซิสซินี ชั้น 44” ลุงเนี่ยตอบ
มันคือโรงแรมเดียวกับที่ซูโล่วพักเมื่อคืนเป๊ะ ๆ!
“แต่แฟนคลับคนนี้ดูท่าทางมีปัญหาทางจิตน่ะครับ ตอนที่เธอฆ่าตัวตาย เธอสวมชุดสีแดงสดทั้งชุด ในที่เกิดเหตุมีรองเท้าส้นสูงสีแดงวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เป็นรองเท้าแดงแบบที่เขาใช้ในงานแต่งงานน่ะครับ”
“ที่กระจกแต่งหน้าทั้งสองข้างมีเทียนแดงจุดทิ้งไว้สองเล่ม และโพสต์สุดท้าย เธอลงในโซเชียลก่อนปลิดชีพตัวเองคือ…”
ลุงเนี่ยเปิดหน้าบัญชีโซเชียลนั้นส่งให้ซูโล่วดู
ข้อความสั้น ๆ ในนั้นระบุว่า
[คืนนี้ ฉันกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับพี่ชายแล้วล่ะ]
ภาพที่แนบมาคือผู้หญิงคนหนึ่งแต่งหน้าจัดจ้านด้วยโทนสีแดงฉาน เธอตัดต่อรูปตัวเองให้ยืนคู่กับซูโล่วในสไตล์ภาพถ่ายพรีเวดดิ้ง
ซูโล่วหรี่ตา จ้องมองใบหน้านั้นอย่างพิจารณา
ยัยคนนี้กับผีที่เจอเมื่อคืน… หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลยนี่หว่า?
หรือว่าเมื่อคืน… ไม่ได้มีแค่ผีตนเดียวที่มานอนเบียดข้างเขาจริง ๆ?!
“คุณชายสี่ครับ จะออกไปดูหน่อยไหมครับ?” ลุงเนี่ยถามความเห็น
“ไม่! ลุงไปจัดการก็พอ” ซูโล่วปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด
ในเมื่อซู่เป่าเตือนไว้แล้ว มีหรือเขาจะรนหาที่ตาย?
ในหนังสยองขวัญก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ตัวเอกสั่งตัวประกอบว่าห้ามออกไปเด็ดขาด แต่ตัวประกอบมันชอบอวดเก่ง ดื้อแพ่งเดินออกไป แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นศพแรกเสมอ!
เพราะฉะนั้น เขาจะไม่มีทางก้าวเท้าออกไปข้างนอกเด็ดขาด ต่อให้ต้องหิวตาย หรือถึงขั้นต้องกระโดดลงจากชั้นสอง เขาก็ไม่มีวันให้ปลายเท้าแตะพื้นนอกอาคารหลักแม้แต่ครึ่งก้าว!
จะมาล่อให้ฉันออกไปเข้าบทหนังสยองขวัญตอนท้ายงั้นเหรอ?
ฝันไปเถอะ! ฉันจะดับไฟฝันพวกแกตั้งแต่ในเปลนี่แหละ!