ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 197 วิธีการรักษาฉบับมู่กุยฝาน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 197 วิธีการรักษาฉบับมู่กุยฝาน
บทที่ 197 วิธีการรักษาฉบับมู่กุยฝาน
ซูจื่อซีจ้องมองวิญญาณหญิงสาวชุดแดงอยู่นานครึ่งนาที ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะเยาะพลางกลอกตามองบนด้วยความเหยียดหยาม
หึ… คิดจะแกล้งเป็นผีมาหลอกคนอย่างเขาเนี่ยนะ?
เขาสันนิษฐานเอาเองว่า เมื่อคนในบ้านใช้ไม้อ่อนจัดการเขาไม่ได้ เลยต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมทำเป็นผีหลอกกะจะให้เขากลัวจนฉี่ราด ร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วยอมเชื่อฟังล่ะสิ “ถุย!” จื่อซีพ่นน้ำลายลงพื้นอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินเข้าบ้าน
ทว่าจังหวะที่เขากะพริบตา หญิงสาวที่เคยยืนเด่นอยู่ตรงหน้ากลับหายวับไปราวกับอากาศธาตุ!
ไม่จริงน่า… เมื่อกี้ตาฝาดไปเองเหรอ?
เขารีบขยี้ตาตัวเองแรง ๆ พร้อมปลอบใจว่ามันคงเป็นแค่ภาพลวงตาจากการเล่นเกมหนักเกินไป แต่ในใจกลับเริ่มสั่นรัวโดยไม่รู้ตัว เขาเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเย็นวาบหลังท้ายทอย ราวกับมีเงาสีแดงลอยวนเวียนอยู่เหนือศีรษะตลอดเวลา
และทันใดนั้น เสียงหัวเราะแหลมเล็กชวนสยองก็ดังขึ้นข้างหู “คิก ๆ ๆ…”
โบราณว่าไม่กลัวผีร้องไห้ แต่กลัวผียิ้ม! ซูจื่อซีไม่สนศักดิ์ศรีอีกต่อไป เขาสับเกียร์หมาวิ่งหนีสุดชีวิตพลางแผดเสียงลั่นสวน “แม่จ๋าช่วยลูกด้วยยยย!”
บนโต๊ะอาหาร สมาชิกตระกูลซูกำลังทานมื้อค่ำกันเกือบเสร็จแล้ว เนื่องจากไม่มีใครอยากตามใจนิสัยเสียของจื่อซี จึงไม่มีใครเหลืออาหารไว้ให้ และไม่มีใครออกไปตามเขามากินด้วย
ทว่าจู่ ๆ ทุกคนก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นซูจื่อซีพุ่งพรวดเข้ามาในห้องโถงราวกับพายุ พลางตะโกนเรียกหาแม่เสียงหลง ท่านผู้เฒ่าซูถึงกับมุมปากกระตุก เอ่ยถามเสียงเข้ม “จะร้องตะโกนหาผีหาเจ้าอะไรของแก?”
เมื่อแสงไฟสีส้มอันอบอุ่นโอบล้อมกาย ความรู้สึกอึดอัดที่เหมือนจะขาดใจก็ค่อย ๆ มลายไป จื่อซีรวบรวมความกล้าหันไปมองข้างหลัง… แต่มันกลับว่างเปล่า
เห็นผิดไปจริง ๆ ด้วยแฮะ เขาพ่นลมหายใจทิ้ง ก่อนตวัดสายตาไปมองมู่กุยฝานอย่างเคือง ๆ ทั้งหมดเป็นความผิดของอาเขยคนนี้ ถ้าไม่ถูกฆ่าในเกมจนคลั่ง เขาคงไม่เกิดภาพหลอนแบบนี้หรอก!
“คุณย่า มีอะไรเหลือให้กินบ้างไหมครับ?” จื่อซีที่ตั้งใจจะหนีขึ้นห้องกลับเปลี่ยนใจเดินมาโต๊ะอาหารแทน อย่างน้อยที่นี่คนเยอะก็อุ่นใจกว่า…
คุณนายซูทำหน้าบึ้งไม่อยากเสวนาด้วย “ไม่มีแล้ว ถึงเวลาอาหารไม่ยอมมากิน ก็อย่ามาถามหา”
“ฮึ แก่แล้วยังจะมาขู่กันอีกเหรอ?” จื่อซีเบะปาก
ซูจื่อหลินวางตะเกียบดัง เคร้ง! พลางกดเสียงต่ำ “เมื่อกี้เรียกคุณย่าว่าอะไรนะ? พูดใหม่อีกทีซิ”
จื่อซีหยิบตะเกียบขึ้นมาควงเล่นอย่างไม่ใส่ใจ “โอ๊ย… กลัวจังเลยครับ งั้นเรียกฮองเฮาดีไหมล่ะ? ท่านมารดาจักรพรรดินี ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี ข้าน้อยมาถวายบังคมแล้วคร้าบ”
ท่าทางกวนประสาทนั้นทำให้ซูจื่อหลินโกรธจนอยากคว่ำชามข้าวใส่หน้าลูกชาย ทว่าจื่อซีกลับเมินเฉยแล้วกวาดสายตาไปรอบโต๊ะจนหยุดอยู่ที่จานหนึ่ง “นี่ยังมีของกินอยู่นี่นา มะเขือม่วงหมูสับเหรอ? ของโปรดเลย”
“โอ้โฮ… มีไก่ราดน้ำมันด้วย? วันนี้ลาภปากแฮะ”
บรรยากาศบนโต๊ะพลันเงียบสนิทลงทันควัน มู่กุยฝานเลิกคิ้ว กอดอกมองเด็กหนุ่มเงียบๆ จื่อซีคีบอาหารเข้าปากพลางมองหน้าทุกคนด้วยความฉงน “มองอะไรกันครับ? มีอะไรน่าดูนักเหรอ…”
หึ… ไม่อยากให้กินเลยต้องมาทำหน้าบึ้งขู่กันล่ะสิ? จื่อซีคิดประชดในใจ เขาจึงจงใจคีบมะเขือม่วงชิ้นโตเข้าปากแล้วเคี้ยวด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยเพื่อยั่วโมโห
วินาทีต่อมา…
“พรื้ดดดดด!”
มะเขือม่วงและหมูสับถูกพ่นกระจายออกมาเต็มโต๊ะ จื่อซีเบ้หน้าจนบิดเบี้ยว “นี่มันอะไรกันเนี่ย!” มะเขือที่ดูมันวาวน่ากินกลับทั้งดิบทั้งแข็ง แย่ไปกว่านั้นคือหมูสับเค็มจัดจนลิ้นแทบพอง!
เขารีบคว้าแก้วน้ำมากระดกจนหมดถึงได้สติคืนมาบ้าง “แม่ง… มีอะไรในโลกนี้ เค็มและห่วยกว่านี้อีกไหม? หมาเห็นหมายังเมินเลย!”
ทุกคนยังคงนิ่งเงียบ ซู่เป่ามองไปรอบ ๆ แล้วหันมามองพี่ชายด้วยสายตาเห็นใจ อยากบอกพี่จริง ๆ ว่ามันมีสิ่งที่เค็มกว่านั้นอีกนะคะพี่จื่อซี… เจ้าไก่ราดน้ำมันนั่นไงล่ะ
จื่อซีที่ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันเริ่มหน้ามืดด้วยความหิว เขาตัดสินใจลองเสี่ยงกับไก่ราดน้ำมันสีเหลืองทองหน้าตาดูชุ่มฉ่ำน่ากินอีกครั้ง เขาเลือกชิ้นที่เนื้อแน่นสุดเข้าปาก… แต่แล้วก็ต้องพ่นออกมาทันควัน!
“ถุย ๆ ๆ!” เขาถ่มน้ำลายไม่หยุดพร้อมดื่มน้ำรวดเดียวสามแก้ว “มีอะไรที่เค็มยิ่งกว่ามะเขือเมื่อกี้อีกเหรอเนี่ย! นี่ใครเป็นคนทำครับ คนเขากินกันได้ที่ไหน!”
“ฉันทำเอง” มู่กุยฝานกอดอกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
ซูจื่อซีชะงักกึกจนแทบสำลักน้ำลายตัวเอง มู่กุยฝานจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ “ฉันไม่ชอบให้ใครมาดูถูกอาหารที่ฉันตั้งใจทำ… มานี่สิ อาหารสองจานนี้ฉันเตรียมไว้ให้เธอโดยเฉพาะ กินให้หมดซะ”
จื่อซีหน้าเริ่มซีด
“อ้อ… ลืมไปว่ามันเค็มใช่ไหม?” มู่กุยฝานหันไปทางแม่บ้าน “ป้าอู๋ครับ รบกวนช่วยยกอ่างน้ำสะอาดมาวางตรงนี้ให้อ่างหนึ่งสิครับ”
“คะ… คุณจะเอาน้ำทั้งอ่างมาทำอะไร” จื่อซีรู้สึกคอแห้งผาก
“ก็เอามาให้เธอล้างอาหารก่อนกินไงล่ะ จะได้ไม่เค็ม” มู่กุยฝานฉีกยิ้ม
ซูจื่อซีแค่นหัวเราะเย็นชาในลำคอ ความโกรธพุ่งพล่านจนหน้ามืด คนนอกอย่างมู่กุยฝานมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนเขา! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตระกูลซูยอมให้คนนอกมาวางอำนาจบาตรใหญ่แบบนี้ ทั้งพ่อ ทั้งปู่และย่าของเขายังนั่งเงียบ แล้วตาลุงนี่คิดว่าตัวเองเป็นใคร!
ในจังหวะที่จื่อซีเตรียมจะอาละวาดพลิกโต๊ะแล้วเดินหนีออกไปให้รู้แล้วรู้รอด มู่กุยฝานกลับทำหน้านิ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันหนึ่ง ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นหูดังขึ้น “TiMi~”
“คุณพ่อคะ คืออะไรเหรอ?” ซู่เป่าตาโตรีบขยับเข้าไปเกาะขอบโต๊ะดูคุณพ่อเล่นเกมทันที
“พวกนี้คือฮีโร่ลูก เราสามารถเลือกตัวที่ชอบมาสู้ได้” มู่กุยฝานตอบอย่างใจเย็น
“แล้วคุณพ่อชอบตัวไหนคะ?” ซู่เป่าถามด้วยความสงสัย
“อืม… พ่อชอบเจินจีน่ะ”
ซู่เป่าจ้องมองตัวละครสาวสวยในหน้าจอ “ทำไมล่ะคะ?”
“เพราะว่าเจินจีถอนผักเก่งมากไงลูก” มู่กุยฝานตอบหน้าตาย
ซู่เป่าทำหน้างง เสียงใสถามซื่อ ๆ “เจินจีถอนผักเหรอคะ?”
“ถูกต้องลูก เก่งที่สุดเลย”
คุณลุงใหญ่ที่นั่งจิบน้ำชาอยู่ถึงกับนิ่งค้างไปสามวิ พลางมองมู่กุยฝานด้วยสายตาว่างเปล่า ‘เจินจีถอนผัก’ งั้นเหรอ? ในเกมมันคือคาถาแช่แข็งศัตรูไม่ใช่หรือไง? ตรรกะเพี้ยน ๆ แบบนี้มันคือมุกควายดับเบิ้ลเรื่องไร้สาระชัด ๆ!
ซูจื่อซีกัดฟันกรอด ยอมทรุดตัวนั่งลงดังเดิม เมื่อเห็นแม่บ้านอู๋ยกอ่างน้ำมาวางตรงหน้าจริง ๆ เขาก็ยิ่งโกรธ เขาประชดด้วยการเทไก่ทั้งจานลงไปในอ่างน้ำดัง
สะบัดล้างความเค็มออกจนคิดว่าน่าจะพอถูไถ แล้วค่อย ๆ กัดชิมอย่างระมัดระวัง
ผลคือ…
“ไก่นี่มันเค็มโชกเลยนี่หว่า ขนาดเนื้อหมักปีใหม่ยังไม่เค็มเท่านี้เลย” จื่อซีแผดเสียงลั่น มันเค็มเข้าเนื้อชนิดที่ว่าล้างน้ำกี่อ่างก็ไม่มีวันจาง!
ในขณะนั้น โทรศัพท์ของมู่กุยฝานส่งเสียงดัง: “ยินดีต้อนรับสู่หุบเขา WZ!”
เสียงจากโทรศัพท์มู่กุยฝานดังต่อ
[ติ๊ง~ จับคู่สำเร็จ: มู่ซิน ปะทะ รื่อจิน ขอบคุณที่ใช้โปรแกรมช่วยจับคู่ XX~]
[ติ๊ง~! ฝ่ายตรงข้ามไม่ออนไลน์ ทำการยกเลิกการแมตช์โดยอัตโนมัติ]
จื่อซีถึงกับชะงัก… ที่แท้มู่กุยฝานใช้โปรแกรมช่วยจับคู่ให้ได้เจอเขาบ่อย ๆ แล้วการยกเลิกอัตโนมัติเมื่อกี้ มันไม่เท่ากับว่าเขาต้องยืนนิ่ง ๆ เป็นเป้านิ่งให้โดนรุมสับอยู่ฝ่ายเดียวเหรอ?
“คุณมันไม่มีน้ำใจนักกีฬาเลยนี่” จื่อซีโกรธจนสั่น
มู่กุยฝานเงยหน้ามองอย่างเฉยเมย “มีปัญหาอะไรเหรอ?”
ซูจื่อซีเถียงไม่ออก
ทุกคนบนโต๊ะที่คิดว่าจื่อซีจะลุกไปอาละวาด กลับต้องประหลาดใจที่เห็นเขานั่งลงด้วยความอดทน ใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่ลงไปแกว่งล้างในน้ำไม่หยุด ทั้งล้างทั้งกิน ทั้งกินทั้งน้ำตาคลอด้วยความแค้น
คุณยายซูมองมู่กุยฝาน
วิธีนี้… มันได้ผลกับเจ้าเด็กดื้อคนนี้จริง ๆ เหรอเนี่ย?
จื่อซีกินไก่ล้างน้ำไปหลายชิ้น กระดกน้ำตามไปถึงสามขวดจนอิ่มน้ำมากกว่าอิ่มข้าว ทันใดนั้นเสียงประกาศจบเกมก็ดังขึ้น
[ติ๊ง~ MVP ของเกมนี้: ปฐมจักรพรรดิผู้ไร้เทียมทาน]
จื่อซีแทบจะร้องไห้ออกมาจริง ๆ นี่มันรังแกเด็กกันชัด ๆ โกงกันซึ่งหน้าแบบนี้เลยเหรอ?!
“ไม่กินแล้ว!” คราวนี้จื่อซีระเบิดอารมณ์จริง ๆ เขาคว้าโทรศัพท์แล้วเดินหนีออกไปด้วยอารมณ์โมโหจัด
มู่กุยฝาน นายมันเก่งนักใช่ไหม
ก็แค่โกง คอยดูเถอะ เขาจะเปลี่ยนไปใช้ไอดีใหม่ ไอดีนี้พังก็ช่างมัน
คิดจะดัดนิสัยเขาเหรอ? ฝันไปเถอะ ในโลกนี้ไม่มีใครหน้าไหนจัดการซูจื่อซีคนนี้ได้หรอก
เขามุ่งหน้ากลับเข้าสวนด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ทว่าในใจกลับเริ่มรู้สึกหวิว ๆ… หรือว่า เงาสีแดงที่เขาเห็นก่อนหน้านี้จะเป็นเรื่องจริงกันแน่?