ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 200 สองพ่อลูกจอมเผด็จการ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 200 สองพ่อลูกจอมเผด็จการ
บทที่ 200 สองพ่อลูกจอมเผด็จการ
หลังระเบิดอารมณ์จนสร้างปาฏิหาริย์ คุณนายซูก็ปล่อยไม้เท้าลงอย่างหมดแรง เธอทรุดตัวกลับลงบนรถเข็นด้วยแววตาหม่นหมอง และเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
บรรยากาศในบ้านเงียบสงัดจนน่าอึดอัด ทุกคนยืนนิ่ง ไม่รู้ว่าควรเข้าไปดูอาการของซูจื่อซีที่เพิ่งถูกฟาด หรือควรจะตกใจเรื่องคุณนายของบ้านกลับมาลุกขึ้นยืนได้เองดี
“ป้าอู๋ ไปเอากล่องยามา” ซูอีเฉินเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นมา “พี่รองกับอิงเอ๋อร์ พาคุณแม่กลับห้องไปพักผ่อนซะ”
เขามองไปยังท่านปู่ซูที่ยังยืนตะลึงตาค้าง “น้องสี่ พาคุณพ่อกลับห้องด้วย”
เมื่อถูกพามาถึงห้อง คุณนายซูยังคงก้มหน้านิ่งไม่ยอมปริปากพูดอะไร ไม่ใช่ว่าเธอไม่รักหลานชายคนนี้ ตรงกันข้าม เธอเสียใจทันทีที่ไม้เท้าฟาดลงไป
แต่ลูกธนูเมื่อถูกยิงออกไปแล้วย่อมไม่มีวันหวนคืน ในเมื่อพูดก็ไม่ฟัง ห้ามก็ไม่เชื่อ เธอจึงไม่รู้ว่าควรจัดการกับความอัดอั้นนี้อย่างไร…
“แม่ครับ อย่าคิดมากเลย ไม่ใช่ความผิดของแม่หรอกครับ” ซูอิงเอ๋อร์พยายามปลอบ “สถานการณ์แบบนั้น ใครเป็นแม่ก็ต้องเหลืออดจนอยากฟาดเจ้าเด็กดื้อคนนั้นทั้งนั้นแหละ”
ซูจื่อหลินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างช้า ๆ “ใช่ครับ…”
เมื่อหญิงชรากลับเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความสับสน “ลูกรอง… อิงเอ๋อร์… เมื่อกี้ แม่ลุกขึ้นยืนเองจริง ๆ ใช่ไหม?”
ซูอิงเอ๋อร์และซูจื่อหลินต่างคิดพร้อมกันว่า… ‘ไม่ได้แค่ลุกขึ้นยืนธรรมดา ๆ นะสิ แต่ดุขนาดฟาดคนจนไม้แทบหักเลยล่ะ!’
แม่บ้านอู๋ถือกล่องยามาด้วยท่าทางลังเล ซูอีเฉินยื่นมือออกไป “ส่งมาให้ผมเถอะ”
คุณแม่บ้านถอนหายใจยาว “คงไม่มีประโยชน์หรอกค่ะคุณชายใหญ่ คุณชายไม่มีทางยอมให้ใครทายาให้แน่ ๆ ยกเว้นแต่จะต้องมัดตัวส่งโรงพยาบาลเหมือนคราวแล้ว…”
ซูอีเฉินรู้ดีว่าหลานชายคนนี้หัวแข็งแค่ไหน ถ้าเขาบอกว่าไม่ คือไม่ ต่อให้บังคับ เด็กชายก็พร้อมจะหนีออกจากบ้านทันที
“ผมจัดการเอง!” มู่กุยฝานเอ่ยขึ้นพลางรับกล่องยามา
มู่กุยฝานเดินนำเข้าไปในห้องของซูจื่อซี โดยมีซู่เป่าเดินเตาะแตะตามหลังมาติด ๆ เขาไล่ซูอีเฉินและคนอื่นออกไปหมดแล้ว ในเวลาแบบนี้ การให้คนนอกอย่างเขาเข้ามาจัดการน่าจะเหมาะสมแล้ว เพราะเขาสามารถใจแข็งได้มากกว่าใคร
ซูจื่อซีเอนหลังพิงโซฟา ใบหน้าบึ้งตึงเย็นชา “ไสหัวออกไป!”
ซู่เป่าเงยหน้ามองคุณพ่อ มู่กุยฝานเมินคำผลักไสไล่ส่ง เขานั่งลงข้างเด็กชาย หยิบน้ำมันนวดออกมาแล้วลงมือป้ายลงบนแผลทันทีโดยไม่บอกกล่าว ซูจื่อซีเจ็บจนตัวดีดขึ้นมานั่งตัวตรง
“บอกให้ไสหัวไปไง! ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ? ใครต้องการความห่วงใยจากพวกคุณ!” เขาตะโกนลั่นพลางลุกหนี
ทว่ามู่กุยฝานกลับคว้าไหล่เขาไว้แล้วกดร่างเด็กหนุ่มลงบนโซฟาโดยง่ายดายด้วยมือเดียว “ฉันจะทำอะไรไม่เคยต้องรอให้ใครอนุญาต” มู่กุยฝานเอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงพลัง “มีแค่ว่า ฉันจะทำ หรือ ฉันไม่ทำ เท่านั้น”
เด็กชายอึ้งจนเถียงไม่ออก ส่วนซู่เป่าตาเป็นประกายเมื่อฟังคำพูดแสนเท่ของพ่อตัวเอง
ได้วิชาเพิ่มอีกแล้ว!
มู่กุยฝานลงมือนวดเฟ้นน้ำมันโดยไม่เบามือ ยาพวกนี้จะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อนวดให้ซึมลึกเข้าผิว ซูจื่อซีเจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า เขาแผดเสียงร้องปนสะอื้น
“ใครสั่งให้มายุ่ง! ใครต้องการให้ห่วง! ฉันอยู่คนเดียวก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!”
ซู่เป่ามองดูแล้วรู้สึกบีบหัวใจ คุณยายเคยเล่าว่าหลังจากที่เขาเจ็บจนเข้าโรงพยาบาลครั้งก่อน ทุกคนต่างพยายามเอาใจใส่เขา พูดจานุ่มนวลใส่ แต่เขากลับยิ่งปฏิเสธ และรังเกียจความห่วงใยนั้น
คนอื่นอาจมองว่าพี่ชายคนนี้หยาบคาย แต่เธอรู้สึกว่า แท้จริงแล้ว พี่ชายอาจแค่ต้องการให้ใครสักคนใส่ใจจริง ๆ เท่านั้นเอง
เมื่อเห็นซูจื่อซีร้องโอยครวญด้วยความเจ็บ ซู่เป่าก็ล้วงลูกอมรสโปรดออกมาจากกระเป๋า แกะเปลือกออกแล้วยื่นไปยังริมฝีปากของเขา
“ไปให้พ้น! ฉันไม่กิน!” จื่อซีตะคอกใส่
แต่วินาทีนั้น ซู่เป่ากลับใช้วิชาที่เพิ่งเรียนมาหยก ๆ ยัดลูกอมเข้าปากเขาฉับพลัน พร้อมทำเสียงเข้มขู่เลียนแบบมู่กุยฝาน “หนูไม่เคยต้องขออนุญาตพี่เวลาจะป้อนลูกอม! มีแค่หนูจะ ‘ป้อน’ หรือ ‘ไม่ป้อน’ เท่านั้นค่ะ!”
มู่กุยฝานถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง พลางคิดในใจว่า… ลูกสาวคนนี้หัวไวเกินไปแล้ว! สอนแค่ประโยคเดียว เอามาประยุกต์ใช้ได้แสบสันกว่าต้นฉบับเสียอีก!
ส่วนซูจื่อซีสำลักลูกอมจนหน้าดำหน้าแดง อีกทั้งจะคายลูกอมทิ้ง แต่ซู่เป่ารีบเอามือเล็ก ๆ ปิดปากเขาไว้ทันควัน “ห้ามคายนะคะ!”
ซูจื่อซีคิดในใจ… ‘สองพ่อลูกมหาภัยนี่มันโจรชัด ๆ!’
สุดท้าย เด็กชายจอมดื้อก็ถูกกดตัวให้นวดจนเสร็จพร้อมกับลูกอมที่ต้องจำใจกลืนลงไป เขานอนนิ่งอยู่บนโซฟาด้วยความเพลีย และอารมณ์ที่บอกไม่ถูก ไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“ซู่เป่า ไปกันเถอะลูก” มู่กุยฝานหิ้วกล่องยาเตรียมกลับ
ก่อนไป ซู่เป่าเดินเข้าไปแตะศีรษะพี่ชายเบามือ “พี่ชายคะ… ถ้าเห็นอะไรแปลก ๆ อีก ให้รีบบอกหนูนะ!”
จื่อซีขี้เกียจต่อต้านแล้ว เขาปล่อยให้ยัยเด็กนี่ลูบหัวเหมือนลูบเจ้าตูบในบ้านไปก่อน
อะไรแปลก ๆ งั้นเหรอ? ในห้องนี้จะมีอะไรกัน…
แต่พอฉุกคิดถึง ‘ภาพเงาสีแดง’ ด้านนอกหน้าต่างขึ้นมาได้ ซูจื่อซีก็พลันชะงักค้างไปทันที…
ก่อนเดินพ้นประตูไป ซู่เป่าทิ้งท้ายด้วยประโยคทำเอาคนฟังเสียวสันหลังวาบ “พี่ชายคะ… หนูเห็นหว่างคิ้วของพี่ดำคล้ำมากเลยนะ…”
ประโยคนี้มันเหมือนกับที่ซู่เป่าพูดในความฝันของเขาเป๊ะ ๆ! ความรู้สึกหนาวเหน็บประหลาดแล่นพล่านจากก้นบึ้งของหัวใจลามไปถึงท้ายทอย เมื่อนึกถึงความฝันสมจริงเกินไปครั้งนั้น จื่อซีก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว
ซู่เป่ามองปราดเดียวก็รู้ว่าพี่ชายกำลังขวัญเสีย จึงเอ่ยปากชวนอย่างเอาอกเอาใจ “ถ้าพี่กลัว… ไปนอนที่ห้องหนูไหมคะ?”
“ไม่จำเป็น!” จื่อซีรีบดึงมาดเข้มแกล้งแข็งขืนทันที
ใจจริงเขาอยากตะคอกไล่ให้ไปพ้นตามความเคยชิน แต่พอเหลือบไปเห็นสายตาคมกริบของมู่กุยฝานที่จ้องอยู่ เขาก็จำต้องสงบปากสงบคำลง
“ก็ได้ค่ะ… ถ้ามีอะไรก็เรียกหนูนะ” ซู่เป่าจำต้องเดินออกไปพร้อมกับคุณพ่อ
จื่อซีมองพ่อลูกมหาภัยเดินลับสายตาไป เขาตั้งใจจะปิดประตูห้องหนีโลกภายนอก แต่เพิ่งสังเกตเห็นว่าบานประตูของเขาถูกคนรับใช้ยกออกไปซ่อมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้!
ตอนนี้ห้องนอนของเขาจึงเปิดกว้างโล่งโจ้ง ใครอยากเข้าออกเมื่อไหร่ก็ได้
เขาทำปากเบะท่าทีไม่สบอารมณ์ แต่ก็ไม่อยากสนใจอีกแล้ว พวกนั้นอยากพังประตูห้องเขามานานแล้วไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้สมใจอยากแล้วสินะ
เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ปกติเวลาแบบนี้เขาจะเข้าเกมเพื่อรับจ้างเป็นโค้ชสอนเล่นเกม คนอื่นอาจคิดว่าเขารักสนุกไปวัน ๆ แต่ความจริงเขากำลังหาเงิน เงินค่าเล่าเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถม
ล้วนเป็นเงินที่เขาอดหลับอดนอนเก็บหอมรอมริบมาด้วยตัวเองทั้งสิ้น เขาไม่อยากใช้เงินตระกูลซูแม้แต่หยวนเดียว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องติดค้างบุญคุณใคร
แต่คืนนี้เขากลับไม่มีอารมณ์ออนไลน์เลย จื่อซีนอนคิดวกไปวนมา พลิกตัวไปมาด้วยความพะวง จนกระทั่งเผลอหลับไปตอนไหนไม่ทราบได้
วูบ… ลมพัดแรงปะทะเข้าที่ช่องประตู
จื่อซีที่กำลังหลับลึกเริ่มรู้สึกแปลก ๆ เขารู้สึกเหมือนวิญญาณของตัวเองหลุดออกจากร่างแล้วลอยคว้างมองลงมายังห้องนอนของตัวเองจากมุมสูง ดูเหมือนมีใครบางคนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตู มีเสียงผ้าเสียดสีกันดังแผ่วเบา… สวบ… สวบ…
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่กรอบประตู แสงไฟจากโถงทางเดินด้านนอกส่องให้เห็นเงาของเธอทอดยาวเข้ามาถึงเตียง จื่อซีรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งนั้น เขาพยายามสุดชีวิตที่จะลืมตาขึ้นเพื่อมองให้ชัด ๆ
แต่เขากลับลืมตาไม่ได้เลย!
คนคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงนอนของเขา…
ในสมองของจื่อซีผุดคำว่าผีอำขึ้นมาทันที แม้รู้ดีว่าต้องรีบตื่นเดี๋ยวนี้ แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อไม่ยอมขยับตามสั่ง เขาเริ่มหายใจลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงหอบหายใจดังฟืดฟาด หนักอึ้งราวกับวัวที่กำลังขาดใจ ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดจนแทบระเบิด
เขาก็แค่เห็นรูปศพของซ่งเยว่ชิงในกลุ่มแชทเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ?
ทำไมต้องตามมาราวีกันขนาดนี้ด้วย!
จื่อซีโกรธจัดจนแผดเสียงก้องในใจ “ไปให้พ้น! ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้!”
ความโกรธพุ่งทะลุขีดจำกัดทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้สำเร็จ ร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขามองไปยังประตูว่างเปล่าโดยไม่รู้ตัว ไฟทางเดินด้านนอกสลัวราง
ส่วนไฟในห้องนอนของเขาถูกปิดลงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้…
ท่ามกลางความมืดมิด หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวโดยไม่มีสาเหตุ…
ซูจื่อซีสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนที่มาจากข้างนอก เข้ามาใกล้…
ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าอีกเพียงวินาทีเดียว มันจะปรากฏกายขึ้นตรงหน้าประตูอีกครั้ง!
จื่อซีกระโดดพรวดขึ้นจากเตียง กัดฟันวิ่งไปเปิดไฟจนสว่างจ้า และในจังหวะที่ความกล้ายังมีเหลืออยู่ เขาพุ่งตัวไปยังประตูห้อง รวบรวมลมหายใจแล้วโผล่หัวออกไปมองข้างนอกทันที!