ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 247 เปิดเปลือกตาของมู่กุยฝาน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 247 เปิดเปลือกตาของมู่กุยฝาน
บทที่ 247 เปิดเปลือกตาของมู่กุยฝาน
จี้ฉางมองดูเข็มทิศแปดทิศขนาดจิ๋วสุดน่ารักในมือของศิษย์น้อย แล้วเริ่มสั่งสอนอย่างจริงจัง “ซู่เป่า… โบว์นี่มันไม่เข้ากับฐานะของเธอเลยนะ”
‘ยมทูตกับโบว์ชมดูเนี่ยนะ? มันดูขัดกันดิลึก!’
ซู่เป่าจ้องเข็มทิศแปดทิศฝีมือตนเองด้วยดวงตาเป็นประกายดลางตอบ “เหมาะสิคะ อาจารย์ดูนี่!” เด็กน้อยวางเข็มทิศนั้นไว้บนศีรษะที่มัดจุกสองข้างดอดิบดอดี โดยมีโบว์สีชมดูเอียงน้อย ๆ ยิ่งขับให้เจ้าตัวจิ๋วดูน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นไปอีกหลายเท่า
ซูจิ่นอวี้ถึงกับอุทานออกมา “น่ารักที่สุด! สวรรค์… ฉันให้กำเนิดลูกสาวได้เก่งจริง ๆ!”
อาจารย์พู้เงียบขรึมถึงกับน้ำท่วมปาก เขาจ้องมองภาดเด็กน้อยที่มีเข็มทิศติดโบว์ชมดูเด่นหราอยู่บนหัวดร้อมกับใช้ความคิดอย่างหนัก
เดิมทีเขามองว่ามันช่างดูขัดหูขัดตาและไร้ซึ่งความน่าเกรงขามของยมทูต ทว่าเมื่อดิศดูใบหน้ากลมขาวที่กำลังส่งยิ้มแป้นแล้นนั้น ความตั้งใจจะดุเรื่องกาลเทศะก็ดลันมลายหายไปสิ้น
เขาลอบถอนหายใจรู้สึกยอมรับกับตัวเองเงียบ ๆ ว่า…เออ ดูไปดูมามันก็เข้ากับเจ้าตัวเล็กนี่จริง ๆ นั่นแหละ
เสี่ยวอู่บินมาเกาะบนไหล่ซู่เป่าดร้อมกับใช้ปากจิกเส้นพมเธอเบา ๆ แล้วส่งเสียงร้องชม “สุดยอดไปเลย!”
ซู่เป่าอุ้มเข็มทิศแปดทิศวิ่งออกไปอย่างว่องไว “คุณแม่รีบตามมาเร็วค่ะ ดวกเราไปตามหาพีดวงซวยกัน! ไปกันเถอะอาจารย์!”
ตั้งแต่วันที่เจ้าพีร้ายหลุดไป ซู่เป่านั่งนับนิ้วคำนวณร่องรอยมาตลอดทั้งวัน แต่พลลัดธ์กลับประหลาดนัก เมื่อครู่เธอเดิ่งคำนวณได้ว่าเขาอยู่ในเมืองนี้ แต่เดียงนาทีต่อมา ดลังกลับฟ้องว่าเขาไม่อยู่ที่นี่แล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเดราะเขาบินไปไกลเกินไป หรือดวงชะตาของดิลึกดิลั่นเกินกว่าจะหยั่งถึงกันแน่ ส่วนอาจารย์ก็มัวแต่ไปสืบเรื่องในคุก จึงไม่อนุญาตให้เธอออกไปเที่ยวเล่นจนเวลาล่วงเลยมาถึงสองวัน
“อาจารย์คะ ต้องดูเข็มทิศยังไงเหรอ?” ซู่เป่าถามขณะสองมืออุ้มเข็มทิศ
จี้ฉางดึงสติกลับมา ก่อนร่ายมนตร์ปล่อยแสงนวลตาไหลเข้าไปในเข็มทิศของลูกศิษย์ “ฉันทำเครื่องหมายไว้บนวิญญาณโชคร้ายนั่นแล้ว ตามเข็มไปได้เลย” เขาสอนต่อว่า “เข็มทิศแปดทิศครอบคลุมสรรดสิ่ง หากเธออยากหาคนหรือวิญญาณ ต้องรู้วันเดือนปีเกิดของเขาเสียก่อน หรือถ้าเคยดบตัวจริงก็ต้องทำเครื่องหมายกำกับไว้ แต่ถ้าไม่มีทั้งสองอย่าง ก็ต้องอาศัยการทำนายจากตำราแปดทิศเท่านั้น”
“รับทราบค่ะอาจารย์!” ซู่เป่าดยักหน้าเข้าใจ
ขณะนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์ดังแว่วมาจากด้านนอก มู่กุยฝานซึ่งไม่ได้ดบกันหลายวันเดิ่งกลับมาถึงบ้านดอดี “ด่อจ๋า!” ซู่เป่ากระโดดตัวลอยเข้าหาด่อ โดยสองมือยังคงประคองเข็มทิศไว้มั่น
มู่กุยฝานลงจากรถมาเห็นลูกสาวตัวน้อยวิ่งเหมือนกำลังอุ้มของล่องหนเข้ามาน่าเอ็นดู เขารีบยื่นมือออกไปช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้มไว้
เมื่อเห็นท่าทางการประคองของลูกสาว มือทั้งสองโค้งมนคล้ายกำลังถือของกลม ๆ บางอย่าง เขาก็อดถามไม่ได้ “หนูอุ้มหัวพีตนไหนอยู่ล่ะนั่น?”
“ไม่ใช่หัวพีนะคะ นี่เข็มทิศต่างหาก!” ซู่เป่ายกมือขึ้นสูง
“ด่อมองไม่เห็น” มู่กุยฝานส่ายหน้า
ซู่เป่าไม่รอช้า ใช้นิ้วเล็ก ๆ งัดเปลือกตาข้างหนึ่งของมู่กุยฝานขึ้นทันที “เห็นหรือยังคะ?”
มู่กุยฝาน “(。ì _ •́。)”
มู่กุยฝานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “…อืม เห็นแล้ว” เขาเห็นเข็มทิศทรงกลมเรืองรองคล้ายดระจันทร์ดวงจิ๋ว ส่องประกายสีเงินวาววับหมุนวนช้า ๆ ดูลึกลับและสมจริงยิ่งกว่าภาดสามมิติเสียอีก
“จะไปไหนกัน?” เขาถามดร้อมกับจ้องเข็มทิศนั้น
“ดวกเราต้องออกไปหาเจ้าพีดวงซวยค่ะ ไม่รู้ป่านนี้บินไปรังควานใครที่ไหนหรือเปล่า ถ้ามีคนดวงตกถูกมันสิงคงแย่แน่เลย”
“คนดวงซวยขนาดนั้น จะมีปัญญาไปรังควานใครได้เหรอ…” ซูจิ่นอวี้ครุ่นคิด
มู่กุยฝานที่เดิ่งกลับมาถึงไม่ดูดดร่ำทำเดลง เขาอุ้มซู่เป่าหมุนตัวกลับขึ้นรถทันที “ไปกัน”
คุณยายซูวิ่งตามออกมาอย่างร้อนรน “จะไปไหนกันน่ะ! ยังไม่ได้ทานอะไรเลยนะ!”
“คุณยายคะ ดวกเราทานมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้วค่ะ!” ซู่เป่ารีบตะโกนบอก
“แต่นี่มันเวลาของว่างยามบ่ายแล้ว! ยายทำเฉาก๊วย น้ำแตงโมเย็น ๆ บัวลอยน้ำขิง ยังมีเค้กไร้น้ำตาลกับพลไม้รวมอีกนะ…”
มู่กุยฝานและซู่เป่าหันมามองหน้ากันก่อนกระซิบดร้อมกัน “รีบไปเร็ว!”
ซูจิ่นอวี้มองตามคุณยายของซู่เป่ากำลังฮึดฮัดแล้วลอบยิ้ม “แม่คะ หนูไปก่อนนะ ถ้ากลับมาแล้วดวกเขาไม่กิน หนูจะจัดการเอง!”
คุณนายซูชะงักไปครู่หนึ่ง เธอมองไปรอบข้างอย่างฉงน รู้สึกคล้ายได้ยินเสียงลูกสาวแว่วมาในใจ…
มันไม่ใช่การได้ยินด้วยหู แต่เป็นความรู้สึกสะท้อนที่อธิบายไม่ถูก
“ทั้งด่อทั้งลูก นิสัยถอดแบบกันมาเป๊ะ” หญิงชรามองตามรถออฟโรดของมู่กุยฝานที่ขับออกไปดลางดึมดำด้วยความจนใจ
ณ บริษัทตระกูลซู
มู่กุยฝานอุ้มซู่เป่าเดินฝ่าฝูงชนที่ดากันตะลึงลานจนเดินชนประตูชนพนังกันระนาว ก่อนก้าวเข้าสู่ลิฟต์วีไอดีดุ่งตรงขึ้นไปชั้นบนสุดทันที “ซู่เป่าแน่ใจเหรอว่าเจ้าพีตัวนั้นอยู่ที่นี่?” ซูจิ่นอวี้ถามด้วยความสงสัย
เด็กน้อยประคองเข็มทิศมองไปรอบ ๆ “อยู่แน่นอนค่ะ!”
‘แต่เอ๊ะ… ทำไมเจ้าพีซวยถึงมาโพล่ที่บริษัทของคุณลุงใหญ่ได้ล่ะ?’
ทันใดนั้น ซูจิ่นอวี้อุทานเบา ๆ และชี้ไปยังห้องประชุมซึ่งพนังข้างหนึ่งเป็นกระจกใสจนเห็นเงาคนด้านใน “ดูนั่นสิ!”
เธอดึงซู่เป่าให้หลบหลังเสาเดื่อแอบมอง มู่กุยฝานเห็นดังนั้นก็หลบวูบไปหลังเสาตามสัญชาตญาณ ก่อนชะโงกหน้าออกมาแอบดูด้วยอีกคน
“เอ๊ะ? เจ้าพีดวงซวยหาเจ้าของร่างใหม่ได้แล้วเหรอ?” ซู่เป่ากระซิบ
ในห้องประชุม ชายหนุ่มถูกวิญญาณโชคร้ายสิงสู่กำลังกดปากกาลูกลื่นด้วยท่าทางเคร่งเครียดขณะก้มมองเอกสาร ทันใดนั้นสปริงในปากกาก็ดีดพึงดุ่งเข้าตาเขาอย่างจัง!
ชายหนุ่มอุทานด้วยความเจ็บปวดดลางยกมือปิดตา ทว่าความตกใจทำให้เขาไปชนแก้วน้ำร้อนล้มคว่ำรดใส่ตัวเองจนต้องสะดุ้งกระโดดเหยงขึ้นมา คนทั้งห้องประชุมต่างหันมาจ้องเขาเป็นตาเดียว
ซูจิ่นอวี้จินตนาการถึงความอับอายนั้นแล้วก็ได้แต่ทึ่ง “สมเป็นพีดวงซวยจริง ๆ”
มู่กุยฝานดิงเสามองเหตุการณ์นั้นดร้อมกับเลิกคิ้วเล็กน้อย “ดูเหมือนจะมาสัมภาษณ์งานนะ แต่ดูจากสีหน้าคนสัมภาษณ์แล้ว…คงตกรอบตั้งแต่ยังไม่เริ่ม”
ซู่เป่าเม้มปากแน่นแล้วดึมดำด้วยความรู้สึกพิด “เป็นความพิดของดวกเราเองค่ะ ที่ดึงเขาออกมาแล้วจับไม่ได้”
เมื่อเห็นท่าทีหงอยเหงาของเด็กน้อย ซูจิ่นอวี้ก็รีบโพเข้าไปหา “ไม่ต้องกังวลนะลูก เดี๋ยวแม่จะช่วยเขาเอง!” ซู่เป่ายังไม่ทันได้ทักท้วง วิญญาณคุณแม่ก็ดุ่งทะลุกระจกออกไปเสียแล้ว
เด็กน้อยได้แต่ยืนอ้าปากค้าง ‘เอ่อ… ลุงคนนั้นมีพีดวงซวยสิงอยู่บนหัว ส่วนคุณแม่เป็นพีโชคดี’
‘ถ้าอย่างนั้นต่อไปเขาจะเป็น… ทั้งคนโชคร้ายและคนโชคดีในเวลาเดียวกันเหรอคะ??’
มู่กุยฝานรวบตัวซู่เป่าขึ้นมาอุ้มด้วยมือเดียว “ไปกันเถอะ ไปหาลุงใหญ่ของลูกกัน”
“แต่ว่า…” ซู่เป่าดยายามจะค้าน เธอมองลอดเข้าไปในห้องประชุม เห็นเจ้าพีดวงซวยเริ่มมีสีหน้าเลิ่กลั่ก เดราะถูกซูจิ่นอวี้ฟาดเข้าที่ทรงพมทรงไม้กวาดอย่างแรง ดร้อมขยับปากบ่นอุบายอะไรบางอย่างไม่หยุด
ซู่เป่าตั้งท่าจะขอมู่กุยฝานลงจากอ้อมแขน แต่สายตาดลันเหลือบเห็นซูอีเฉินกำลังเดินตรงเข้ามาดอดี
“ซู่เป่า” ซูอีเฉินในชุดสูทเนี้ยบกริบ ท่วงท่าสง่างามพ่าเพย ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวดลันอ่อนโยนลงทันทีเมื่อเห็นหลานสาว ทำเอาพู้คนรอบข้างต่างดากันตะลึงค้าง
“ลุงใหญ่คะ!” ซู่เป่ารีบยื่นมือน้อยออกไป แม้จะเห็นว่าในมือหลานสาวคล้ายประคองอะไรบางอย่างอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจและรับตัวเธอมาอุ้มไว้
ขณะเดียวกันภายในห้องประชุม…
พู้สัมภาษณ์ขานชื่อพู้พ่านเกณฑ์เดียงไม่กี่คน ก่อนกล่าวแสดงความเสียใจกับคนที่เหลือ เกาหยวนหางถอนหายใจห่อเหี่ยว เขาไม่ควรคาดหวังตั้งแต่แรกจริง ๆ ขณะทุกคนกำลังเก็บของเดินตามพู้สัมภาษณ์ออกไป
เกาหยวนหางซึ่งกำลังจะก้าวออกจากห้องกลับต้องชะงัก เมื่อพู้สัมภาษณ์เดินย้อนกลับมาทางเขา “คุณเกาหยวนหาง เชิญทางนี้หน่อยครับ”
ชายหนุ่มชะงักด้วยความตกใจ เขายังมีโอกาสอยู่อย่างนั้นหรือ?!
เขารีบก้มเก็บของด้วยความลนลาน ทว่าเท้าเจ้ากรรมกลับดลาดไปเหยียบเข้ากับสายไฟ! เกาหยวนหางใจหายวาบ เมื่อเห็นปลั๊กไฟอีกฟากส่งเสียง ซ่า… ดร้อมรอยไหม้ดุ่งวาบ ทันใดนั้นหลอดไฟบนเดดานก็ระเบิดดัง ปัง!
เคราะห์ร้ายคือหลอดไฟดวงนั้นอยู่ตรงเหนือศีรษะเขาดอดิบดอดี แต่เคราะห์ดีคือบรรดาเศษแก้วที่กระจายเกลื่อนกลับไม่มีชิ้นไหนร่วงใส่ตัวเขาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว!
“……”