ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 254 คุณป้า งั้นคุณคืนเงินสิ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 254 คุณป้า งั้นคุณคืนเงินสิ
บทที่ 254 คุณป้า งั้นคุณคืนเงินสิ
คุณนายซูผู้เฒ่าเอ่ยตัดบทอย่างตรงไปตรงมา “พ่อบ้านเนี่ย… ช่วย ‘เชิญ’ เธอออกไปที!”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความระอา พ่อบ้านเนี่ยเมื่อได้รับคำสั่งชัดเจนก็ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทอันจอมปลอมอีกต่อไป “เชิญครับคุณเป้ย!”
ทว่าเป้ยเฉินอวี่กลับทำเป็นหูทวนลม เธอโขกศีรษะลงกับพื้นดัง ปัง ปัง! “หนูขอโทษค่ะ ขอโทษจริง ๆ… หนูรู้ตัวดีว่าไม่คู่ควรก้าวเข้ามาที่นี่ แต่หนูอยากมาขอบพระคุณพวกคุณจากหัวใจ ถ้าไม่ได้เงินก้อนนั้นจากพี่อีเฉิน หนูคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ คุณนายคะ… หนูขอร้องเถอะค่ะ ให้โอกาสหนูได้ตอบแทนบุญคุณบ้าง ไม่อย่างนั้นใจหนูคงไม่อาจสงบสุขได้เลย!”
ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่นพลางเลิกคิ้วของเธอขึ้น ป้าคนนี้ปากบอกว่ามาขอบคุณ แต่ทำไมถึงขยันสร้างความลำบากใจให้คนอื่นนักนะ?
“คุณป้าคะ งั้นคุณก็คืนเงินสิคะ!” ซู่เป่านิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนเสนอทางออก “ในเมื่อคุณป้าบอกว่าไม่รู้จะตอบแทนยังไง แถมถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกไม่สบายใจ งั้นวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือคืนเงินมาสิคะ! พอคืนเงินเสร็จ เรื่องทุกอย่างก็จบลงทันที!”
เด็กน้อยมีสีหน้าจริงจังยิ่งนัก เธอพยายามขบคิดหาทางแก้ปัญหาให้เต็มที่
ทันใดนั้นเธอก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า… เงินก้อนนั้นมันเยอะมากเลยนะ!
ตั้งหลายล้านบาทเชียว มากกว่าเงินอั่งเปาที่เธอสะสมไว้เสียอีก!
ต้องคืนนะ ต้องคืนเงินคุณลุงใหญ่!
สมาชิกตระกูลซูคนอื่น ๆ ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ…
ความคิดอันแสนเรียบง่ายแต่ทรงพลังแบบนี้ ทำไมพวกเขาถึงนึกไม่ถึงกันนะ?
บรรยากาศในห้องเงียบกริบทันตา คุณนายซูส่งสายตาเป็นสัญญาณให้พ่อบ้านเนี่ยนิ่งไว้ เพื่อเปิดทางให้ซู่เป่าได้เป็นคนจัดการต่อ
เป้ยเฉินอวี่ถึงกับตกตะลึงจนหน้าถอดสี เธอตั้งใจมาเพื่อหาทางเข้าหาตระกูลซู ไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อคืนเงินเสียหน่อย! แล้วผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเธอ จะไปหาเงินมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหน?
“หนู… หนู…” เธอบีบมือตัวเองจนแน่น “หนูไม่มีเงินหรอกค่ะ ครอบครัวของหนูขายทิ้งทั้งบ้านและรถเพื่อรักษาหนูจนหมดเนื้อหมดตัวแล้ว…”
“อ๋อ… งั้นสรุปว่าคุณป้าตั้งใจมาสมัครงานที่บ้านหนูเหรอคะ?” ซู่เป่าทำตาโตด้วยความตกใจ
เมื่อเห็นช่องทาง เป้ยเฉินอวี่ก็รีบคว้าไว้ทันที “ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจ… หนูยินดีทำงานรับใช้พวกคุณทุกอย่าง จะให้เป็นวัวเป็นม้าหนูก็ยอมค่ะ!” เธอพยายามกดตัวเองให้ดูต่ำต้อยเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร
ในสายตาของเป้ยเฉินอวี่ คนตระกูลซูดูจะตามใจเด็กคนนี้มาก และเด็กน่ะหลอกง่ายที่สุด ขอเพียงเธอร้องไห้อ้อนวอน บางทีซู่เป่าอาจจะใจอ่อนและรับเธอไว้ก็ได้…
แต่ซู่เป่าที่ทนฟังเรื่องการยอมเป็นวัวเป็นทาสมาหลายรอบเริ่มขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
“ป้าคะ… มาหางานก็คือมาหางานสิคะ ทำไมต้องยอมเป็นวัวเป็นม้าด้วยล่ะ? บ้านหนูมีรถยนต์ตั้งเยอะแยะ ไม่ได้ขาดแคลนวัวควายไว้ใช้งานเสียหน่อย!”
“…” หญิงสาวยืนงงค้างอยู่ตรงนั้น! คำพูดคำจา ช่างเกินเด็กนัก
เธอแอบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดวงตาแดงก่ำพร้อมหยาดน้ำตาคลอ “หนูไม่มีความรู้มากนัก ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัยสูง ๆ หนู… หนูไม่มีค่าพอจะทำอย่างอื่นได้ นอกจากยอมเป็นวัวเป็นม้าให้พวกคุณเท่านั้น…”
ซู่เป่าเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น “ถ้าคุณมาเป็นวัวเป็นม้าที่บ้านหนู แล้วเราต้องจ่ายเงินเดือนให้คุณไหมคะ? เพราะถ้าต้องจ่าย… นั่นก็หมายความว่าคุณกำลังเอาเงินบ้านหนูเพื่อมาจ่ายคืนให้บ้านหนูเองน่ะสิ?”
คิดดูแล้ว มีแต่ทางเสียเปรียบชัด ๆ! ถ้าเข้ามาอยู่เฉย ๆ กินอย่างเดียวไม่ทำอะไร แบบนั้นบ้านนี้ก็ขาดทุนสิ
เป้ยเฉินอวี่รู้สึกเหมือนอยากจะกระอักเลือดออกมาจริง ๆ
‘ยัยเด็กนี่! มีตรรกะแบบไหนกันเนี่ย!’
ตามปกติแล้วเด็กคนนี้ควรพูดว่า คุณป้าน่าสงสารจังเลย งั้นมาอยู่ที่นี่เถอะค่ะ พวกเราจะไม่ทำให้ป้าลำบากแน่นอน ไม่ใช่หรือไง?
“ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนก็ได้ค่ะ! ขอแค่ให้หนูมีข้าวกินอิ่มทุกมื้อก็พอแล้ว…” เธอรีบละล่ำละลักบอก
ซู่เป่าขมวดคิ้วจนแทบจะผูกเป็นโบได้ “นั่นหมายความว่าคุณป้าอยากให้บ้านหนูเลี้ยงดูคุณไปตลอดชีวิตเลยเหรอคะ?”
เด็กน้อยส่ายหัวไปมา “เงินก็ไม่คืน แถมยังมาให้พวกหนูเลี้ยงดูไปจนแก่ ป้าไม่ได้มาเพื่อตอบแทนบุญคุณแล้วล่ะค่ะ แบบนี้เขาเรียกว่ามา…”
ซู่เป่านิ่งคิดคำศัพท์เหมาะสมไม่ออก ทันใดนั้นเจ้าเสี่ยวอู่ซึ่งเกาะอยู่ข้าง ๆ ก็ช่วยเสริมขึ้นมา “ขอบพระคุณมาก! อนาคตฉันจะกลับมาแก้แค้น!”
“อ๋อใช่! ป้าตั้งใจมาแก้แค้นพวกหนูใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าตบมือฉาด
สมองของเป้ยเฉินอวี่เริ่มรวนจนไปต่อไม่ถูก ทำไมบทสนทนามันไหลไปถึงจุดนี้ได้? “หนูไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ นะคะ…”
“งั้นคุณป้าหมายความว่ายังไงกันแน่คะ?” ซู่เป่าถามย้ำ
เป้ยเฉินอวี่จนปัญญาอธิบาย เธอจึงหันไปส่งสายตาละห้อยหาซูอีเฉินแทน “พี่อีเฉินคะ…”
ซูอีเฉินยังคงมีสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก “พ่อบ้านเนี่ย เชิญเธอออกไปได้เลย! อ้อ… แล้วเรื่องเงินห้าล้านที่เธอยืมไปในตอนนั้น รบกวนช่วยติดตามทวงถามให้ด้วยนะ ให้เธอหาทางมาคืนให้ครบทุกบาททุกสตางค์”
พ่อบ้านเนี่ยขานรับด้วยรอยยิ้ม “รับทราบครับท่านประธาน”
เป้ยเฉินอวี่ถึงกับช็อกค้าง “พี่อีเฉินคะ หนูไม่ได้… หนู… หนู…”
พ่อบ้านเนี่ยคว้าต้นแขนของเป้ยเฉินอวี่แล้วกึ่งลากกึ่งจูงออกไปทันที “เธอเป็นคนยังไงพวกเราไม่สนใจหรอก แต่จำใส่หัวไว้ด้วยว่า… ต้องคืนเงินมาให้ครบ!”
เป้ยเฉินอวี่น้ำตาพรั่งพรูประหนึ่งเขื่อนแตก “แต่… แต่ตอนนี้หนูเพิ่งหายป่วยเองนะคะ หนูยังทำงานหนักไม่ไหว… หนูไม่มีปัญญาหาเงินมากมายขนาดนั้นมาคืนพวกคุณหรอกค่ะ…”
พ่อบ้านเนี่ยเลิกคิ้วสูง “อ้อ… เพราะอย่างนั้นเธอเลยบุกมาถึงที่นี่ เพื่อหวังให้พวกเราชุบเลี้ยงเธอ ปรนนิบัติพัดวีให้เหมือนคุณหนูอย่างนั้นสินะ?”
เป้ยเฉินอวี่ลนลานปฏิเสธ “หนู… หนูไม่ได้หมายความแบบนั้น…”
“เมื่อกี้ยังป่าวประกาศปาว ๆ ว่าจะทำงานหนักเพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่พอถามเรื่องเงินกลับสำออยว่าเพิ่งหายป่วยไม่มีแรงทำงาน” พ่อบ้านเนี่ยแค่นหัวเราะ “ที่แท้ก็แค่หวังหาคนเลี้ยงดู และถ้าได้ขยับฐานะขึ้นมาเป็นคุณนายของบ้านนี้ด้วยก็คงจะดีใช่ไหมล่ะ? แหม… ฟ้ายังไม่ทันมืดก็ฝันหวานกลางวันแสก ๆ เสียแล้ว”
พ่อบ้านเนี่ยคร้านเสวนากับเธอต่อ จึงส่งตัวเป้ยเฉินอวี่ให้กลุ่มรปภ. ซึ่งคนพวกนี้หาได้สนใจไม่ว่าเธอจะเป็นผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นตัวหรือไม่ พวกเขาหิ้วปีกเธอไปโยนทิ้งไว้หน้าประตูคฤหาสน์ทันที
เป้ยเฉินอวี่ล้มลงไปกองกับพื้น สะอื้นไห้จนตัวโยน คิดว่าชีวิตของตน…ช่างอาภัพเหลือเกิน ตั้งแต่ย่างเข้าสู่วัยรุ่นเธอก็ต้องเผชิญกับโรคร้ายจนครอบครัวล่มจม พอหายดีกลับมาก็ยังทำอะไรไม่ได้ ทั้งยังรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นภาระของพ่อแม่ เธอจึงบากหน้ามาตระกูลซูเพื่อหวังพึ่งพิงวาสนาเก่า
เธอยังจำภาพในวันที่ชีวิตมืดมนได้ติดตา วันที่ซูอีเฉินหยิบยื่นเช็คเงินสดให้เพื่อส่งเธอไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ ตั้งแต่วันนั้นเธอก็สาบานกับตัวเองว่าจะต้องตอบแทนเขาให้ได้
ความทรมานจากการรักษาเป็นสิ่งที่เธออดทนผ่านมาได้เพราะความเชื่อมั่นนี้… แต่ทำไมวันนี้พวกเขากลับขับไล่ไสส่งเธออย่างไม่ใยดี
ยิ่งคิดเป้ยเฉินอวี่ก็ยิ่งร้องไห้หนักด้วยความสงสารตัวเอง ก่อนเดินจากไปทั้งน้ำตา
ภายในคฤหาสน์
ซู่เป่ายังคงกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า “คุณลุงใหญ่คะ อย่าลืมทวงเงินจากป้าคนนั้นคืนให้ได้นะคะ!”
“คุณยายคะ หนูรู้สึกว่าป้าคนนั้นดูท่าทางไม่ใช่คนดีเลย ทั้งขี้เกียจ ไม่ยอมซักผ้าซักผ่อน แถมยังจะมาขอให้เราเลี้ยงดูแล้วยังเอาเงินเราไปอีก… คุณยายอย่ารับเขาเข้าทำงานเด็ดขาดเลยนะคะ!” เธอยังเอ่ยเสริมกับคุณยายด้วยท่าทางไม่ไว้ใจ
“วางใจได้เลยจ้ะ! ไม่มีทางแน่นอน” คุณนายซูแย้มยิ้ม
เธอนึกย้อนไปถึงความผิดพลาดในอดีตที่ปกป้องจิ่นอวี้มากเกินไป จนทำให้ลูกสาวมองโลกในแง่ดีจนถูกหลอกได้ง่ายขนาดนี้…
ซูจิ่นอวี้ซึ่งยืนล่องลอยอยู่ข้าง ๆ พึมพำกับตัวเอง “ตอนนั้นทำไมฉันถึงได้ตาถั่วขนาดนี้กันนะ…”
ยามเห็นเป้ยเฉินอวี่บีบน้ำตาคร่ำครวญถึงความลำบากในอดีต จิ่นอวี้ก็อดใจอ่อนไม่ได้เพราะเคยเผชิญชะตากรรมเดียวกัน แต่ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนคนถูกยัดเยียดให้กินของเสียจนคลื่นเหียนไปหมด ทรมานใจจนแทบรับไม่ไหว
ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ซู่เป่าจ๋า… ช่วยเรียกเจ้าดวงซวยออกมาเดินเล่นกับแม่หน่อยได้ไหมจ๊ะ?”
ไม่ใช่ว่าเธอเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ… ไม่ใช่เลยจริง ๆ!
แค่อยากจะพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ดูเฉย ๆ ว่าเจ้าผีโชคร้ายนั่นจะเก่งกาจสมคำคุยหรือเปล่า
ที่ว่าใครเจอก็ดวงกุดน่ะ… เธอไม่เชื่อหรอก!
“ได้เลยค่ะ!” ซู่เป่าเชื่อมั่นในตัวคุณแม่เต็มร้อยพยักหน้าทันที
ซูจิ่นอวี้เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ฮิ ๆ…” เธอชำเลืองมองแสงแดดจ้าข้างนอกด้วยความกระวนกระวาย ใจอยากให้ความมืดมิดมาถึงไว ๆ เหลือเกิน
ในตอนนั้นเอง จี้ฉางก็ลอยละล่องลงมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ซู่เป่า ไปกันเถอะ… ตามเป้ยเฉินอวี่ไปเดี๋ยวนี้”
“เป้ยเฉินอวี่คนนี้… มีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอน”