ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 253 เพื่อนของซูจิ่นอวี้ เป้ยเฉินอวี่
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 253 เพื่อนของซูจิ่นอวี้ เป้ยเฉินอวี่
บทที่ 253 เพื่อนของซูจิ่นอวี้ เป้ยเฉินอวี่
ซู่เป่าลอบสังเกตเป้ยเฉินอวี่คนนี้ด้วยความประหลาดใจ เธอรู้สึกว่าพฤติกรรมและกิริยาท่าทางของหญิงสาวคนนี้ดูผิดปกติอย่างบอกไม่ถูก
ซูจิ่นอวี้ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้น “ที่แท้ก็คือเป้ยเฉินอวี่นี่เอง…”
“แม่คะ คุณป้าเป็นเพื่อนของแม่เหรอ?” ซู่เป่ากระซิบถามเสียงเบา
ซูจิ่นอวี้นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “น่าจะเรียกว่าเพื่อนร่วมการรักษามากกว่าจ้ะ ตอนแม่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล… ช่วงพอจะลุกจากเตียงไหว แม่มักลงไปเดินเล่นที่สวนหย่อม และนั่นคือที่ที่แม่ได้พบกับเป้ยเฉินอวี่”
จากการพูดคุยกันครั้งนั้น ซูจิ่นอวี้จึงได้รู้ว่าเป้ยเฉินอวี่ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเช่นเดียวกับเธอ หญิงสาวคนนั้นมีสีหน้าอมทุกข์ และบอกว่าเตรียมจะละทิ้งการรักษาแล้ว
“แม่เลยถามว่าทำไมถึงถอดใจล่ะ? พร้อมกับให้กำลังใจว่าอย่าสิ้นหวัง แต่เธอบอกว่าครอบครัวต้องขายทั้งรถและบ้านเพื่อมารักษาเธอ พ่อแม่เป็นเพียงคนธรรมดาจากเมืองเล็ก ๆ โรคนี้ทำให้พวกเขาหมดเนื้อหมดตัวจนไม่เหลืออะไรแล้ว…”
ซูจิ่นอวี้รู้สึกสงสารจับใจ เมื่อเห็นเป้ยเฉินอวี่ยอมแพ้จนจะออกจากโรงพยาบาล โดยมีคุณพ่อของเธอนั่งยอง ๆ อยู่ข้างทางด้วยความอัดอั้น ส่วนคุณแม่ก็ลอบเช็ดน้ำตาอยู่เงียบ ๆ เธอจึงใจอ่อนและตัดสินใจออกค่ารักษาให้ครอบครัวนั้นในทันที
“ครั้งที่สองที่แม่เจอเป้ยเฉินอวี่คือหนึ่งเดือนหลังจากนั้น หลังจากรักษาคอร์สแรกเสร็จแล้วกลับบ้านไป เมื่อถึงกำหนดทำเคมีบำบัดอีกครั้ง เธองอแงไม่ยอมมารักษา เพราะไม่อยากเห็นพ่อไปบริจาคเลือดเพื่อหาเงินมารักษา หรือเห็นแม่ต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องเธอ…”
ในตอนนั้น เป้ยเฉินอวี่มักจะมองซูจิ่นอวี้ด้วยแววตาอิจฉา เธอตัดพ้อว่าเพื่อนร่วมการรักษานั้นโชคดีได้อยู่ห้อง พิเศษ ได้รับการดูแลที่ดีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง ต่างจากเธอที่ถึงขั้นคิดจะกระโดดตึกจบชีวิต เพื่อปลดปล่อยพ่อแม่ให้เป็นอิสระ
“แม่เห็นว่าครอบครัวเขาน่าสงสารมากจริง ๆ หลังจากนั้นเราจึงกลายเป็นเพื่อนกัน และทุกครั้งที่เธอเข้ารับการรักษา แม่จะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด”
สำหรับซูจิ่นอวี้ในตอนนั้น เงินทองไม่มีความหมายอะไรเลย เธอไม่ได้เป็นคนประเภทโลกสวย แต่เป็นเพราะเธอเห็นความสิ้นหวังแบบเดียวกันในแววตาของเป้ยเฉินอวี่ เธอหวังลึก ๆ ว่าหากเห็นคนอื่นอาการดีขึ้น ตัวเธอเองก็อาจได้รับปาฏิหาริย์นั้นด้วยเช่นกัน
ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจ เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้เอง
“ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน คือตอนแม่อาการหนักจนลุกไม่ไหวแล้ว เป้ยเฉินอวี่ขึ้นมาหาแม่ เพื่อบอกลาพร้อมน้ำตา เธอบอกว่าหาไขกระดูกที่เข้ากันได้แล้ว แต่กระบวนการปลูกถ่ายและเคมีบำบัดหลังจากนั้นต้องใช้เงินหลายล้านบาท ซึ่งเกินกำลังครอบครัวเธอจะแบกรับไหว”
‘ทำไมสวรรค์ถึงโหดร้ายนัก? ให้ความหวังกันแล้วแต่กลับพรากมันไปครั้งแล้วครั้งเล่า’
นั่นคือสิ่งที่เป้ยเฉินอวี่คร่ำครวญในวันนั้น
ซูจิ่นอวี้ซึ่งกำลังรอคอยผู้บริจาคที่เหมาะสมอยู่เช่นกัน เข้าใจความรู้สึกของการไขว่คว้าหาความหวังท่ามกลางความมืดมิดได้ดี มีผู้ป่วยกี่รายที่ต้องจากไปก่อนได้พบหนทางรักษากันล่ะ? และเธอก็กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น
คนใกล้ตาย คำพูดมักอ่อนโยน ซูจิ่นอวี้เพียงหวังว่าจะช่วยให้อีกชีวิตหนึ่งรอดพ้นจากความตายได้ การมีโอกาสรอดอยู่ตรงหน้าแต่ต้องยอมแพ้เพียงเพราะไม่มีเงิน ช่างเป็นเรื่องน่าเสียดายเกินไป เธอจึงขอให้พี่ชายยื่นมือเข้าช่วยเหลือในครั้งนั้น
ซูจิ่นอวี้มองดูเป้ยเฉินอวี่ในวันนี้ ดูเหมือนเธอหายดีเป็นปกติแล้ว แต่คนคนนี้ดูแตกต่างไปจากภาพจำในความทรงจำของเธอเล็กน้อย…
หรือเป็นเพราะเมื่อกลายเป็นดวงจิตแล้ว มุมมองต่อมนุษย์จึงแจ่มชัดขึ้นกันนะ?
ทางด้านซูอีเฉินก้มมองหญิงสาวเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยพลางเอ่ยสั้น ๆ “ไม่จำเป็นต้องตอบแทนหรอก แค่ใช้ชีวิตของคุณต่อจากนี้ให้ดีก็พอ”
เขาเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เหตุผลเดียวที่เขายอมมอบเงินให้เป้ยเฉินอวี่ในตอนนั้น ก็เพียงเพื่อสร้างกุศลหวังให้น้องสาวตัวน้อยได้รับปาฏิหาริย์กลับมาบ้างเท่านั้นเอง
แต่เป้ยเฉินอวี่กลับยังคงยืนกราน เธอบิดชายเสื้อด้วยท่าทางกระวนกระวายพร้อมเอ่ยติดอ่าง “พี่อีเฉิน… พี่อย่าปฏิเสธเลยค่ะ หนูขอบพระคุณพวกคุณจากใจจริง หนูยินดีทำงานหนักเพื่อตอบแทน… จริง ๆ นะคะ หนูซึ้งใจที่สวรรค์ให้หนูได้รู้จักกับจิ่นอวี้ ตอนนี้หนูหายดีแล้ว แต่จิ่นอวี้กลับ…”
เธอน้ำตาคลอเบ้าแล้วเอ่ยอ้อนวอนต่อ “เพราะแบบนี้หนูถึงอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อพวกคุณ ถ้าไม่ได้ทดแทนบุญคุณครั้งนี้ หนูคงนอนไม่หลับจริง ๆ…”
คุณนายซูผู้เฒ่า ลุกขึ้นยืนและพูดดักคอด้วยเสียงเรียบ “แล้วเธออยากตอบแทนยังไงล่ะ? ด้วยการมาเป็นลูกสาวบุญธรรมเพื่อแทนที่จิ่นอวี่ของฉันงั้นเหรอ?”
ตระกูลซูช่วยค่ารักษาจนรอดชีวิตมาได้นี่ยังไม่พออีกหรือ?
ยังคิดจะขยับขยายมาเป็นคนในตระกูลซูอีกงั้นสิ?
เป้ยเฉินอวี่หน้าถอดสีทันที เธอก้มลงคุกเข่าอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ! คุณนายเข้าใจผิดแล้ว หนูไม่เคยมีความคิดเอื้อมอาจแบบนั้นเลย!”
“หนู… หนูแค่อยากทำหน้าที่แทนจิ่นอวี้เพื่อดูแลท่าน ถ้าหากท่านยินยอม ให้หนูเข้ามาเป็นแม่บ้านในคฤหาสน์ซูก็ยังดี หนูยินดีทำงานหนักทุกอย่างเพื่อตอบแทนค่ะ!” เธอพร่ำอ้อนวอนไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งซู่เป่าโพล่งขึ้นมา
“ป้าคะ… คุณอยากดูแลคุณยายของหนูจริง ๆ หรือว่าตั้งใจจะมาดูแลคุณลุงใหญ่ของหนูกันแน่คะ?”
“ทำไมหนูถึงเห็นคุณแอบมองคุณลุงใหญ่บ่อยจังเลยล่ะ?”
เป้ยเฉินอวี่แม้จะก้มหน้าอยู่ แต่สายตากลับคอยลอบสังเกตปฏิกิริยาของซูอีเฉินอยู่เป็นระยะ ผู้ใหญ่อาจจะมองไม่เห็นเพราะระดับสายตาต่างกัน แต่สำหรับเด็กอย่างซู่เป่า แค่เงยหน้าขึ้นมาเธอก็เห็นความไม่ซื่อสัตย์ในดวงตาคู่นั้นชัดเจน
คุณนายซูถึงกับชะงักงันพลางคิดในใจว่า
‘อยากเป็นลูกสาวนี่ยังพอว่า แต่นี่ถึงขั้นจะมาหมายตาลูกชายฉันเชียวหรือ? เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว!’
“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ… หนูไม่ได้… หนูแค่กังวลว่าพี่อีเฉินจะไม่พอใจ…” เป้ยเฉินอวี่อึกอักรีบปฏิเสธพัลวัน
“แต่ในบ้านหลังนี้ คุณยายของหนูต่างหากที่เป็นใหญ่ที่สุดนะคะ!” ซู่เป่าเตือนด้วยความหวังดี
“ขอโทษค่ะ… หนูผิดเอง หนูเป็นคนบ้านนอกไม่รู้ประสีประสา ไม่รู้มารยาทสังคม เลยทำให้ทุกคนต้องอับอายขายหน้า” เธอกัดริมฝีปากแน่น เธอโขกศีรษะลงกับพื้นซ้ำ ๆ “คุณนายคะ หนูขอโทษค่ะ ขอโทษจริง ๆ!”
คุณนายซูรู้สึกอึดอัดจนต้องขยับตัวเลี่ยงไปด้านข้าง สมัยนี้แล้วแต่แขกคนนี้กลับเอะอะก็คุกเข่าโขกศีรษะ ทำเหมือนพวกเขากำลังรังแกคนจนไม่มีทางสู้
เธอนึกเสียใจภายหลัง เมื่อครู่ยอมให้หญิงสาวคนนี้เข้ามาในบ้าน ตอนนั้นทุกคนต่างมัวแต่วุ่นวายเรื่องจิ่นอวี้ และเป้ยเฉินอวี่ก็มักมาเยี่ยมเยียนในเวลาที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่ คุณนายซูจึงไม่เคยรู้เลยว่าพื้นฐานนิสัยของเธอเป็นคนแบบนี้
“เป้ยเฉินอวี่ ลุกขึ้นเถอะ มานั่งคุยกันดี ๆ” คุณนายซูเอ่ยพลางส่งสายตาเป็นสัญญาณให้พ่อบ้านเนี่ย เตรียมจัดการส่งแขก
เป้ยเฉินอวี่ส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไรค่ะ หนูขอยืนดีกว่า เสื้อผ้าของหนูทั้งเก่าทั้งสกปรก เดี๋ยวจะทำโซฟาเลอะเทอะเอาได้…” พูดจบเธอก็มองไปรอบ ๆ คฤหาสน์ด้วยแววตาชื่นชมปนระแวดระวัง “ที่แท้บ้านของจิ่นอวี้ก็งดงามแบบนี้นี่เอง… เหมือนในโทรทัศน์เลยค่ะ ไม่เหมือนบ้านของหนูที่ทั้งเล็กทั้งซอมซ่อ…”
“ป้าคะ… ที่บ้านคุณไม่รักษาความสะอาดเหรอคะ? ทำไมเสื้อผ้าสกปรกแล้วถึงไม่ซักล่ะ แล้วยังใส่เสื้อผ้าเปื้อน ๆ ออกมาข้างนอกอีก? บ้านรกแล้วทำไมไม่ช่วยกันทำความสะอาดล่ะคะ?” ซู่เป่าโพล่งคำถามขึ้นมาอีกครั้ง
“…”
ซู่เป่าจี้ต่อ “เสื้อผ้าคุณไม่ได้ซักมาสิบวันแล้วเหรอคะ? ทำไมนั่งแค่แป๊บเดียวจะทำให้โซฟาเลอะได้ล่ะ?”
“…”
“หนูนึกออกแล้ว!” ซู่เป่าทำหน้าเหมือนเจอคำตอบ “บ้านคุณไม่มีนิสัยอาบน้ำซักผ้าใช่ไหมคะ? หนูจะบอกความลับให้นะคะ นั่นน่ะคือนิสัยที่ไม่ดีเลย เดี๋ยวหัวจะมีเหานะคะ! คุณป้าควรจะรีบเปลี่ยนนิสัยด่วนเลย…”
สมาชิกตระกูลซูที่เหลือต่างพากันกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง เด็กน้อยมักจะถามในสิ่งที่คิดอย่างซื่อตรง ซึ่งในสถานการณ์นี้มันช่างถูกจังหวะเสียเหลือเกิน
พ่อบ้านเนี่ยยิ้มละไมก่อนก้าวเข้ามา “คุณเป้ยครับ โบราณว่าไว้หมาไม่รังเกียจบ้านจน ลูกไม่รังเกียจแม่ขี้เหร่ ฐานะทางครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ควรนำมาเปรียบเทียบกันหรอกครับ พอดีคุณนายของเรามีธุระสำคัญต้องออกไปข้างนอกพอดี…”
“ผมว่า… ให้ผมไปส่งคุณกลับตอนนี้เลยจะดีกว่าครับ!” พ่อบ้านเนี่ยเอ่ยตัดบทด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่เฉียบขาด
เป้ยเฉินอวี่แสดงสีหน้าลำบากใจออกมาทันที เธอขบเม้มริมฝีปากจนซีดขาว “หนู… หนูผิดเองค่ะ หนูไม่ควรมาที่นี่ให้รบกวนพวกคุณเลย หนูมันสมควรตายจริง ๆ ขอโทษนะคะ… ขอโทษด้วยค่ะ”
เมื่อเอ่ยจบ หยาดน้ำตาก็คลอเบ้าจนดูชุ่มฉ่ำ เธอช้อนขนตางอนงามขึ้นเล็กน้อยพลางลอบมองไปยัง ซูอีเฉิน ด้วยสายตาสั่นระริกและเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าเพียงวูบหนึ่ง ก่อนรีบก้มหน้าลงงุดราวกับตุ๊กตากระต่ายที่กำลังตื่นตระหนก
“พี่อีเฉินคะ… หนูทำให้พวกพี่ต้องรำคาญใจแล้ว ขอโทษนะคะ…”
คุณนายซูได้ยินเสียงพร่ำขอโทษไม่จบสิ้น แถมยังพ่วงมาด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามตัวเองไม่หยุดหย่อน ก็ถึงกับรู้สึกเหนื่อยหน่ายจนแทบหมดแรง
คนประเภทนี้… รีบไล่กลับไปให้พ้นหน้าเสียเถอะ!
หากเป้ยเฉินอวี่สามารถหาเรื่องก้าวเข้ามาในบ้านตระกูลซูได้อีกแม้แต่ก้าวเดียว
เธอเนี่ยแหละจะขอยอมแพ้เอง!
เป้ยเฉินอวี่ยังคงก้มหน้านิ่ง สองมือบิดชายเสื้อตัวเองวนไปมาจนเนื้อผ้าแทบจะขาดคามือ
ตามปกติแล้ว เมื่อได้ยินคำตัดพ้อเช่นนี้ เจ้าบ้านก็ควรตอบกลับตามมารยาทว่า ไม่เป็นไรหรอก พวกเราไม่ได้รำคาญอะไรเธอเลย
จากนั้นเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าไม่ได้รำคาญจริง ๆ ก็จะต้องเชิญให้เธอนั่งพักต่ออีกสักหน่อย…