ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 258 สายตาอันเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมที่มีต่อน้องสาว!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 258 สายตาอันเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมที่มีต่อน้องสาว!
บทที่ 258 สายตาอันเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมที่มีต่อน้องสาว!
ซู่เป่าเอื้อมมือตบไหล่ซูเหอเวิ่นเบา ๆ “ใจเย็น ๆ นะคะพี่ชาย! หนูอยู่ตรงนี้ทั้งคน!”
ซูจื่อซีซึ่งกำลังแบกกล้องอยู่ถึงกับชะงักค้างไปเช่นกัน มีเพียงหานหานเท่านั้นที่ยังคงยืนงงงวยกับสถานการณ์ตรงหน้า
“??”
เด็กหญิงนึกสงสัยในใจ
‘เกิดอะไรขึ้นเหรอ ที่นี่มันมีอะไรน่ากลัวกันแน่? ก็แค่ประตูบานหนึ่งถูกลมพัดเปิดออกไม่ใช่หรือไง?’
ซูอีเฉินขมวดคิ้วมุ่น เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนเย็นเยือก จึงเอ่ยเรียกหลานสาวเสียงต่ำ “ซู่เป่า?”
“คุณลุงใหญ่ไม่ต้องกังวลนะคะ มีท่านอาจารย์อยู่ด้วย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอนค่ะ” ซู่เป่าตอบด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
เมื่อได้ยินว่าจี้ฉางอยู่เคียงข้าง ซูอีเฉินจึงคลายความวิตกลงได้บ้าง ทว่าพริบตานั้นซูจื่อซีกลับโยนกล้องในมือมาให้เขากะทันหันพลางละล่ำละลักบอก “ลุ…ลุงใหญ่ คะ…คุณลุงถือ…ถือไว้หน่อย…”
ซูอีเฉินรับกล้องมาอย่างงง ๆ เขาคิดว่าซูจื่อซียังเป็นเด็ก ความหวาดกลัวย่อมเป็นเรื่องธรรมดา…
แต่ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นภาพในหน้าจอกล้องส่องผีเข้าพอดี!
ภาพปรากฏคือกลุ่มคนจำนวนมากยืนออกันอยู่เต็มไปหมด โดยเฉพาะบริเวณประตูที่เพิ่งเปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าด มีทั้งคนแก่และเด็กยืนนิ่งสนิท
ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับซากศพ แขนทั้งสองห้อยตกลงข้างลำตัว ทุกดวงตาจ้องเขม็งมายังพวกเขาด้วยแววตาเลื่อนลอยชวนขนหัวลุก
ปลายนิ้วของซูอีเฉินเริ่มสั่นระริกจนแทบสังเกตไม่เห็น…
ด้วยเหตุนี้ ขบวนสำรวจจึงตกอยู่ในสภาพที่ซู่เป่าเดินนำหน้าอย่างกล้าหาญ ตามด้วยซูเหอเวิ่นซึ่งเอาแต่ใจลอยพลางแสร้งทำตาเหล่เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับ ส่วนซูจื่อซีนั้นยืนนิ่งขึงเป็นหิน มือไม้สั่นเทาจนก้าวเดินผิดจังหวะไปหมด
ส่วนซูอีเฉินนั้น แม้ถือกล้องไว้แต่กลับไม่ยอมก้มมองหน้าจอแม้แต่นิดเดียว เขาเลือกจับจ้องตรงไปข้างหน้าด้วยความแน่วแน่แทน
มีเพียงหานหานบ่นพึมพำไม่หยุด “ซู่เป่า… พวกเราต้องเดินขึ้นไปอีกนานไหม? ที่นี่ไม่เห็นสนุกเลย แถมยังเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ฉันเดินไม่ไหวแล้วนะ…”
ซู่เป่าเอ่ยขัดขึ้นทันควัน “ถึงแล้วค่ะ!”
ทุกคนมาหยุดอยู่หน้าห้อง 602 ชั้น 6
ประตูห้องถูกแง้มเปิดออกเองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ กระดาษยันต์สีเหลืองติดอยู่บนเชือกแดงพริ้วไหวตามแรงลมจนส่งเสียงแว่วคล้ายเสียงคนร้องโหยหวน ทันใดนั้นซูเหอเวิ่นก็ได้ยินเสียงกระดิ่งอันคุ้นเคยดังขึ้น… กริ๊ง… กริ๊ง กริ๊ง…
“ไปกันเถอะ เข้าไปข้างในกันค่ะ” ซู่เป่าเอ่ยชวน
“พี่… พ..พี่รออยู่ข้างนอกได้ไหม?” ซูเหอเวิ่นหน้าซีดเป็นไก่ต้ม
“ได้ค่ะ งั้นพี่ชายรออยู่ตรงนี้นะคะ” ซู่เป่าพยักหน้าตกลง
ซูเหอเวิ่นลอบมองตามระเบียงทางเดินด้วยหางตา พลันต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาร่างเลือนราง ลอยอยู่ไม่ไกล ดวงตาเหล่านั้นจ้องเขม็งมาทางเขาอย่างไม่ลดละ ก่อนจะมีเสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นอย่างยากลำบากว่า… “คุณ… หนู… น้อย…”
เสียงนั้นทำให้ซูเหอเวิ่นขนลุกเกรียวไปทั้งแผ่นหลัง เขาตัดสินใจเปลี่ยนคำพูดทันควัน “มะ…ไม่เป็นไร! ผมจะเข้าไปด้วย น้องสาวไปไหนพี่ก็จะไปด้วยทุกที่เลย!”
ขณะเดียวกัน ซูจื่อซียังคงปิดปากเงียบสนิทจนซูเหอเวิ่นนึกทึ่งในความใจเด็ดของเขาเป็นอย่างมาก ทั้งที่ปกติเขาเคยมองข้ามอีกฝ่ายมาโดยตลอด ทว่ายามนี้ต้องยอมรับเลยว่าพี่ชายเขานิ่งขรึมได้ใจจริง ๆ!
มีเพียงหานหานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวบ่นอุบอิบ “ข้างในมืดตึ๊ดตื๋อเลย หนูแอบกลัวหนูจังเลยค่ะ”
ซูเหอเวิ่นได้แต่ร่ำร้องในใจ ‘นี่มันใช่เวลามาห่วงเรื่องหนูที่ไหนกันเล่า! ตามคุณยายบอก สิ่งที่สถิตอยู่ในห้องนี้อาจเป็นวิญญาณโฉดพวกนั้นก็ได้!
“ไม่ต้องกังวลนะคะ ที่นี่เป็นถิ่นคนตายพวกหนูไม่กล้าเข้ามาอยู่หรอกค่ะ” ซู่เป่าเอ่ยปลอบใจ
“อ้อ…!” หานหานขานรับพลางนึกทบทวนคำพูดนั้นอยู่ในหัว
‘ถิ่นคนตายมันคืออะไรกันนะ? ขนาดพื้นดินยังต้องแบ่งฝั่งคนเป็นกับคนตายด้วยเหรอเนี่ย?’
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้อง ซูอีเฉินใช้แสงแฟลชจากโทรศัพท์ส่องนำทาง สภาพห้องทรุดโทรมจนดูไม่จืด ขาโต๊ะขาเก้าอี้หักพังระเนระนาด ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นราวกับเคยมีการต่อสู้กันรุนแรง
แต่มุมห้องนั่งเล่น กลับมีโต๊ะบูชาตัวหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ไร้ซึ่งร่องรอยความเสียหาย บนโต๊ะมีวัตถุสี่ชิ้นวางเรียงรายอยู่ภายใต้เงาดำสลัว
ซูเหอเวิ่นกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความแปลกใจที่พบว่าในห้องนี้ไม่มีวิญญาณร้ายปรากฏตัวออกมา ตาข่ายจับผีที่เขาโยนเข้ามาล่วงหน้าส่งเสียงกระดิ่งดังเป็นระยะ แต่ด้านในกลับว่างเปล่า
‘หรือว่าตาข่ายจะพัง? ‘
ทว่าพอนึกได้ว่าไม่มีผีอยู่ตรงนี้เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ทันใดนั้นเอง เสียงดังโครม ก็ดังขึ้น!
ม่านหน้าต่างที่ขาดรุ่งริ่งถูกกระชากเปิดออกฉับพลัน!
ซูเหอเวิ่นตกใจจนตัวลอย ร้องโวยวายเสียงหลง “โอ๊ยยย! พ่อครับ! พ่อช่วยด้วยยย!” เขาพุ่งเข้าหาอ้อมกอดของซูอีเฉินจนศีรษะโขกเข้ากับจุดยุทธศาสตร์ของผู้เป็นพ่อเข้าอย่างจัง!
ซูอีเฉินหน้าเขียวคล้ำทันที คำรามในลำคอด้วยความจุก… ‘ไอ้เด็กบ้านี่!!’
ซูจื่อซีแข็งค้างเป็นหิน ส่วนหานหานก็ตกใจจนตาค้าง มองเงาร่างเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
“หนูเองค่ะ!” ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่เกรงกลัว
‘นี่มันคนหลอกคนจนเกือบตายเลยนะ!’
ม่านผุพังสะบัดพริ้วทำให้ฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่ว ทุกคนต่างยกมือขึ้นปิดจมูก แสงจันทร์สลัวจากภายนอกสาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะบูชาชัดถนัดตา… ป้ายวิญญาณสี่อัน!
ภายใต้แสงจันทร์อันเย็นเยือก ป้ายวิญญาณสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ ตรงหน้ามีจานผลไม้วางไว้ แอปเปิ้ลสีแดงสดดูชุ่มฉ่ำจนน่าประหลาด ยิ่งขับให้บรรยากาศรอบป้ายดูหนาวเหน็บขึ้นเป็นเท่าตัว
ซูเหอเวิ่นขนลุกชันอีกรอบ เขามองป้ายทั้งสี่ด้วยความโมโหปนกลัวจนเกือบจะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ “ใคร… ใครมันบ้าเอาป้ายวิญญาณสี่อันมาวางไว้ในที่แบบนี้กัน!”
สีหน้าของหานหานเริ่มซีดลง เมื่อความจริงเริ่มปรากฏชัดในหัวว่า ‘ป้ายวิญญาณ’ คือสิ่งที่สงวนไว้สำหรับผู้ล่วงลับเท่านั้น!
หานหาน ในที่สุดก็ตั้งสติได้!
“พี่ชาย… หนูกลัวแล้ว!” เธอถอยหลังกรูดไปคว้าแขนซูจื่อซีไว้แน่นพลางเอ่ยเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
“อย่า… อย่ามาจับฉัน! ฉันก็กลัวเหมือนกันนะเว้ย!” ซูจื่อซีเองก็เสียงสั่นไม่แพ้กัน
จี้ฉางซึ่งลอยอยู่ข้าง ๆ เอ่ยสั่งการ “ซู่เป่า ไปเอาป้ายวิญญาณทั้งสี่อันลงมา”
“รับทราบค่ะ!” ซู่เป่าวิ่งปราดไปลากเก้าอี้ขาหักมาตัวหนึ่ง เธอยืนโงนเงนอยู่บนเก้าอี้พยายามเอื้อมให้ถึงโต๊ะบูชาไม้ที่ทั้งสูงและหนัก
ซูอีเฉินรีบเข้าไปประคองพร้อมกับอุ้มหลานสาวขึ้น มืออีกข้างกำลังเอื้อมหยิบป้ายเหล่านั้นลงมา แต่ว่าแสงแฟลชจากโทรศัพท์ในมือเขากลับส่องวูบไปเห็นบางอย่างบนเพดาน…
มีใบหน้าคนสี่หน้าติดหนึบอยู่บนนั้น!
ใบหน้าทั้งสี่แสยะยิ้มชวนสยองจ้องเขม็งลงมา ก่อนพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วสูง!
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ซูเหอเวิ่น แต่ทั้งซูจื่อซีและหานหานต่างกรีดร้องประสานเสียงกันจนลั่นห้อง!
ซูจื่อซี “เหวอออ! กรี๊ดดด!—ใครก็ได้ช่วยที! ช่วยด้วยยย!”
ซูเหอเวิ่น “พ่อครับ! พ่อช่วยด้วย! น้องสาว… น้องสาวช่วยพี่ด้วยยย!”
หานหาน “แงงง… ซู่เป่าช่วยหนูด้วย! ฮือออ… กลัวแล้ววว!”
ซู่เป่าเตรียมพร้อมรับมืออยู่ก่อนแล้ว เด็กน้อยสะบัดมือเพียงชั่วครู่ เข็มทิศแปดทิศพลันส่องประกายเจิดจรัสดุจดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยละลิ่วเข้าจู่โจมพร้อมกับตาข่ายจับวิญญาณอย่างแม่นยำ
อาคมจากเข็มทิศกดทับใบหน้าผีสองตนให้สยบลงกับพื้น ขณะเดียวกับตาข่ายอาคมพุ่งเข้ามัดร่างวิญญาณอีกตนซึ่งพยายามหลบหนีไปทางซ้ายได้ทันท่วงที
ทว่ายังมีวิญญาณอีกหนึ่งตนเจ้าเล่ห์แสนกล มันรีบไถลร่างไปตามพื้นเตรียมพุ่งทะยานออกสู่ประตูห้อง
“จะหนีไปไหน!” เจ้าตัวน้อยแผดเสียงใสสะท้อนก้องห้อง พุ่งเข้าไปเหยียบลงบนหนังหน้านั้นเต็มแรง!
“ฮ่า!”
วิญญาณใบหน้าแผดร้องโหยหวน ก่อนถูกเท้าเล็ก ๆ เหยียบจนบดบี้หดเหลือเพียงก้อนเดียวในพริบตา!
“วิ่งสิคะ! ถ้าเก่งจริงก็ลองวิ่งต่อดูอีกสิ!” ซู่เป่าแค่นเสียงฮึพลางกอดอก ก้มมองเหยื่อจากมุมสูงด้วยท่าทางข่มขวัญ
ซูเหอเวิ่น ซูจื่อซี หานหานต่างยืนแข็งทื่อ ตะลึงลานจนตาค้างเติ่งไปตาม ๆ กัน!
‘นี่น่ะหรือ… น้องสาวผู้น่ารักนุ่มนิ่มที่พวกเขาเคยรู้จัก?’
‘ตัวจริงของซู่เป่าคือยอดฝีมือตัวน้อยระดับเทพชัด ๆ!’