ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 317 ทำลายพิธีกรรม
มือของจี้ฉางวางทับซ้อนลงบนมือของมู่กุยฝาน ชายหนุ่มพลันสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนมหาศาลจากหมุดกักวิญญาณ สายตาเขาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
จริงดังคาด… ต่อให้ศึกษาข้อมูลมามากเพียงใด ก็ยังมีศาสตร์ลี้ลับอีกมากมายที่ยังไม่เข้าถึง
ขณะหมุดกักวิญญาณทั้งสองกำลังถูกดึงขึ้น ภายในศาลเจ้ากลับมีชายหน้าตากร้าวระด้างหัวเราะหยันอยู่หลังรูปปั้นเทพเจ้าประจำเมือง…
“พวกแกมักโอ้อวดว่า… หนึ่งกำเนิดสอง สองกำเนิดสาม และสามกำเนิดสรรพสิ่ง…” เขาพึมพำด้วยดวงตาเป็นประกายเหยียดหยาม “แต่คงคิดไม่ถึงสินะว่า ที่นี่มีหมุดกักวิญญาณซ่อนอยู่อีกอัน!”
สำหรับเขาแล้ว พวกที่เอาแต่พร่ำเพ้อเรื่องคุณธรรมความถูกต้องล้วนไร้ค่า เพราะในโลกใบนี้ มีเพียงผู้ชนะเท่านั้นถึงมีสิทธิ์กำหนดความจริง!
เขาไม่จำเป็นต้องสร้างสรรพสิ่งตามคำกล่าวอ้าง แค่มีพลังมังกรหนึ่งในสามมาค้ำจุนไม่ให้พิธีบูชาครั้งแรกถูกขัดจังหวะก็เพียงพอแล้ว
‘สองอันด้านนอกนั่น… จะถอนไปก็ถอนไป แม้จะขัดใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้’
เขาลงมีดบาดเลือดตนเองหยดลงบนหมุดอาถรรพ์ที่สาม เหลือเพียงรอเวลาให้หมุดภายนอกถูกถอนออก เขาก็จะดำเนินพิธีกรรมต่อจนสำเร็จทันที!
ทางด้านซู่เป่าและมู่กุยฝาน ในจังหวะที่หมุดเกือบจะหลุดพ้นออกจากพื้นดิน จี้ฉางกลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติและร้องเตือนเสียงหลง “รอก่อน!”
ไม่มีทางที่ทุกอย่างจะราบรื่นไร้อุปสรรคเช่นนี้ จี้ฉางเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆดำกำลังม้วนตัวหนาแน่นบนท้องฟ้า ใบหน้าของเขาพลันซีดเผือด “ยังมีอีกอัน!”
ทว่ายามนี้หมุดทั้งสองถูกถอนออกมาครึ่งหนึ่งแล้ว ไม่สามารถหยุดมือได้อีก มิฉะนั้นพลังจะตีกลับรุนแรง นอกเสียจากจะมีใครอีกคนเข้าไปถอนหมุดอันสุดท้ายให้ทันท่วงที!
จี้ฉางกัดฟันเตรียมฉีกร่างวิญญาณของตนออกเป็นสองส่วน เพื่อบุญบารมีของลูกศิษย์ตัวน้อย ต่อให้ต้องเสี่ยงแค่ไหนเขาก็ยอม
ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง ร่างเล็ก ๆ ของกู้เซิ่งเสวี่ยพุ่งทะยานเข้าไปอย่างรวดเร็วพร้อมเอ่ยเสียงเย็น “พวกคุณนับถอยหลังสามสิบวินาที!”
‘คราวนี้แหละ เธอจะต้องเป็นฝ่ายชนะให้ได้!’
กู้เซิ่งเสวี่ยถือเข็มทิศรุดไปยังหลังรูปปั้นเทพเจ้าเมือง จนกระทั่งพบหมุดกักวิญญาณอันที่สามเข้าจัง ๆ แต่ในที่แห่งนั้น มีชายลึกลับยืนจ้องเธอด้วยสายตามาดร้ายอยู่ก่อนแล้ว!
เหลือเวลา 20 วินาที!
กู้เซิ่งเสวี่ยไม่รอช้า พุ่งเข้าไปกอดหมุดอาถรรพ์ไว้แน่น ชายผู้นั้นตกตะลึงที่เด็กสาวกล้าดึงหมุดต่อหน้าเขาเช่นนี้ เขาเดือดดาลจนฟาดฝ่ามือลงบนหลังของเธอ กู้เซิ่งเสวี่ยครางเบา ๆ ด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่ยอมปล่อยมือ
เหลือ 10 วินาที!
เธอเค้นทุกความสามารถที่มี กัดปลายลิ้นเรียกสติพลางนับเวลาในใจ
8… 7…
ชายคนนั้นเริ่มลนลานเมื่อพบว่ากู้เซิ่งเสวี่ยอึดกว่าที่คิด เขาพยายามกระชากตัวเธอออกไปด้านข้าง ทว่ามือของเด็กสาวกลับคล้ายถูกตรึงไว้กับหมุด จนกลายเป็นว่าแรงกระชากของเขาช่วยดึงหมุดให้พ้นดินขึ้นมาครึ่งหนึ่งเสียอย่างนั้น!
เขายิ่งคลั่งกว่าเดิม พยายามกดร่างเธอลง แต่กู้เซิ่งเสวี่ยคล้ายมีรากงอกยึดพื้นไว้จนเขากดไม่ลง ชายหน้าเย็นชาไม่สนสิ่งใดอีก เขาชักมีดออกมาแทงเข้ากลางหลังของเธอตรง ๆ!
สมองของกู้เซิ่งเสวี่ยขาวโพลน เหลือเพียงตัวเลขสุดท้าย… 5… 4… 3…
เธอต้องดึงมันขึ้นมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะพังทลาย แรงกายเริ่มมลายหายไป ทว่าความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีทำให้เธอไม่ยอมแพ้ เธอไม่อยากถูกตราหน้าว่าอ่อนแอ และสำคัญ… เธอไม่อยากพ่ายแพ้ให้ซู่เป่า!
2… 1!
ในวินาทีสุดท้าย กู้เซิ่งเสวี่ยรู้สึกเหมือนมีพลังมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่แขน เธอฮึดเฮือกสุดท้ายดึงหมุดกักวิญญาณหลุดกระเด็นขึ้นมาได้สำเร็จ! พร้อม ๆ กับหมุดอีกสองอันนอกประตูถูกถอนขึ้นมาในจังหวะเดียวกันเป๊ะ!
มู่กุยฝานเสี่ยงเดิมพันกับพรสวรรค์ของเด็กสาวแปลกหน้า เขาลอบถอนหายใจเบา ๆ ส่วนซู่เป่านั้นมั่นใจเต็มเปี่ยม ยิ่งได้ ซูเหอเวิ่นช่วยนับจังหวะอยู่ข้าง ๆ พลังใจยิ่งล้นพ้น
เปรี้ยง!!!
พิธีกรรมถูกทำลายลง! ภายในวิหาร ชายหน้าเย็นชาหน้าถอดสีทันควัน พิธีเพื่อหวังดูดซับโชคชะตาแห่งฟ้าดินมาเป็นของตนกลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่อถูกขัดจังหวะ พลังทั้งหมดจึงสะท้อนกลับเข้าหาเจ้าของรุนแรง
สายฟ้าผ่าทะลุวิหารเทพเจ้าเมืองตรงเข้าใส่ร่างของชายผู้นั้นด้วยความแม่นยำ! มือของเขายังคงจิกกระชากกู้เซิ่งเสวี่ยอยู่ แต่สายฟ้านั้นกลับเมตตาเด็กสาว เธอไม่ได้รับบาดเจ็บจากสายฟ้าเลยแม้แต่น้อย มีเพียงเส้นผมที่พองฟูขึ้นจากประจุไฟฟ้าเท่านั้น
ร่างแยกของจี้ฉางรีบถอยห่างออกมาทันที แม้เป็นขุนนางใต้พิภพแต่เขาก็ยังยำเกรงต่อทัณฑ์สวรรค์ ที่แท้ในวินาทีวิกฤต จี้ฉางได้แบ่งร่างมาช่วยกู้เซิ่งเสวี่ยจนเธอสามารถทนต่อแรงโจมตีและถอนหมุดออกมาได้
จี้ฉางมองร่างของกู้เซิ่งเสวี่ยล้มลงในกองเลือด แต่ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นกลับยังฉายแววไม่ยอมจำนน…
เขาจำได้แล้วว่าเธอคือใคร
เมื่อมู่กุยฝานและซู่เป่ามาถึง ก็พบกู้เซิ่งเสวี่ยในสภาพเลือดโชกและผมหยิกฟูจากการถูกช็อต อยู่ข้าง ๆ ร่างดำเกรียมของคนร้าย ซูเหอเวิ่นเห็นสภาพเพื่อนร่วมรุ่นแล้วถึงกับมือสั่นกอดอ่างเหล็กไว้แน่น จู่ ๆ เขาก็พบว่าสิ่งประดิษฐ์ของตนไร้ค่าสิ้นดีในนาทีวิกฤต… กลับไปต้องอัปเกรดใหม่ให้ได้!
ซู่เป่านั่งยอง ๆ ลงตรงหน้ากู้เซิ่งเสวี่ยพลางหยิบยันต์สีเหลืองออกมาแปะแหมะเข้าหน้าผากของอีกฝ่าย กู้เซิ่งเสวี่ยพยายามเค้นเสียงออกมา “เอา… ออกไปนะ!”
ซู่เป่าเอามือปิดปากเธอทันที “พอเถอะค่ะ พี่อย่าเพิ่งพูดเลย ประหยัดเลือดไว้ก่อนเถอะนะ”
“…” กู้เซิ่งเสวี่ยกัดฟันประท้วง “ครั้งนี้… ฉัน… ไม่… แพ้!”
‘ถ้าใครยังกล้าหาว่าเธออ่อนแออีก เธอจะเลาะฟันหน้าให้เกลี้ยงเลย!’
“อื้ม ๆ ไม่แพ้ค่ะไม่แพ้ แค่โดนแทงหลังไปแผลเดียวเองนะ…” ซู่เป่าพยักหน้าเอาใจ
‘น่าสงสารจริง ๆ แต่ก็กล้าหาญมากเลย’
ซู่เป่ารู้สึกชื่นชมจากใจจริง จนถึงขั้นยอมเลื่อนเรื่องค้างคากับกู้เซิ่งเสวี่ยออกไปก่อนชั่วคราว กู้เซิ่งเสวี่ยโกรธจนต้องหลับตาหนี เธอรู้สึกว่าซู่เป่านี่น่ารำคาญที่สุด โดยเฉพาะตอนส่งยิ้มมาให้ มันน่าถอนฟันหน้าทิ้งจริง ๆ!
จี้ฉางกอดอกยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ “ยังไงคราวนี้ก็ต้องขอบคุณเธอจริง ๆ นั่นแหละ”
“ขอบคุณมากนะคะ!” ซู่เป่าเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงจริงใจ
กู้เซิ่งเสวี่ยแค่นเสียงเหอะในลำคอ เธอปิดเปลือกตาลงโดยไม่ยอมเอ่ยปากพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว
หลังจากกู้เซิ่งเสวี่ยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล จี้ฉางก็รีบพาซู่เป่าไปทำลายซากเดนของพิธีกรรมที่หลงเหลืออยู่จนสิ้นซาก
ในวันนั้น เหนือวิหารเทพเจ้าเมืองคลาคล่ำไปด้วยหมู่เมฆครึ้มเคลื่อนตัวมาเป็นระลอก ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาพร้อมกับสายฟ้าหลายสายฟาดผ่านชั้นบรรยากาศราวกับกำลังโกรธเกรี้ยว
แต่ช่างน่าอัศจรรย์นัก… เพราะห่างออกไปเพียงห้ากิโลเมตร ท้องฟ้ากลับยังคงปรากฏแสงสีทองของอาทิตย์อัสดงกำลังลับขอบฟ้า หลังจากสิ้นเสียงฟ้าร้อง รุ้งกินน้ำสายหนึ่งพลันพาดผ่านโอบล้อมวิหารเทพเจ้าเมืองเอาไว้ดั่งปาฏิหาริย์
ผู้คนที่ยังคงหมอบตัวสั่นอยู่กลางลานกว้างต่างพากันแหงนมองด้วยความตกตะลึง ภาพของสายฟ้า รุ้งกินน้ำ และดวงตะวันยามเย็นปรากฏขึ้นพร้อมกันเช่นนี้… มันคือปรากฏการณ์เหนือคำบรรยาย
เด็กสาวคนเดิมที่เคยสวมชุดกิโมโนยืนกรานเถียงกับซู่เป่า รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาหมายบันทึกภาพประวัติศาสตร์นี้ไว้
จู่ ๆ รอบกายของเธอกลับมืดมิดลงกะทันหัน เพื่อนที่เคยยืนเคียงข้างหายวับไปกับตาคล้ายถูกมิติลับกลืนกิน
เด็กสาวขวัญเสียรีบออกวิ่งตามหาเพื่อน ทันใดนั้นเธอกลับเห็นร่างของชายคนหนึ่งสวมชุดทหารเก่าคร่ำคร่าเดินออกมาจากเงามืด เขาแบกปืนไว้บนบ่า ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตากลับจ้องเขม็งมายังเธอ
เธอเหลือบมองไปที่เท้าของเขาโดยสัญชาตญาณ… พลันใจหายวาบเมื่อพบว่าเขามีเท้าเหลือเพียงข้างเดียว
ร่างนั้นลอยละลิ่วมาหาเธอด้วยความเร็วสูง เพียงชั่วพริบตาก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด!
เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับวิญญาณ เด็กสาวก็กรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แต่ยังไม่ทันหนี พานท้ายปืนฟาดใส่ศีรษะเธอเต็มแรง พร้อมเสียงตวาดกร้าว “ลูกหลานอกตัญญู! ปู่ของเอ็งออกรบแทบเป็นแทบตาย แต่แกกลับใส่ชุดไอ้พวกปีศาจญี่ปุ่นมาเต้นบนหัวข้า!”
เมื่อเพ่งมองใบหน้าของวิญญาณทหารผู้นั้นให้ชัดเจน ความทรงจำอันน้อยนิดที่เคยละเลยมาตลอดก็พลันแล่นเข้าสู่สมอง… ใบหน้าแสนคุ้นเคยนี้จะเป็นใครไปได้อีก หากไม่ใช่ปู่ทวดของเธอที่ล่วงลับไปนานแล้ว
ขาของเด็กสาวพลันอ่อนแรงจนไม่อาจทรงตัวได้ เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น
‘เป็นไปไม่ได้… เรื่องแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้!’