ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 330 อั่งเปาเกลี้ยงกระเป๋าแต่ไม่ยอมฟ้อง เสื้อคลุมตัวน้อยช่างอบอุ่น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 330 อั่งเปาเกลี้ยงกระเป๋าแต่ไม่ยอมฟ้อง เสื้อคลุมตัวน้อยช่างอบอุ่น
ในที่สุด เงินอั่งเปาทั้งหมดในกระเป๋าสะพายใบเก่งของซู่เป่าก็ถูกคุณนายซูยึดไปจนหมดเกลี้ยง
เมื่อมองดูกระเป๋าว่างเปล่า น้ำตาของซู่เป่าก็ร่วงเผาะออกมาราวกับห้ามไม่อยู่
‘ฮือ… ที่แท้การทำผิดมันร้ายแรงขนาดนี้เลยเหรอ’
เงินอั่งเปาที่อุตส่าห์สะสมมาค่อนปีหายวับไปในพริบตา บทเรียนครั้งนี้ช่างแสนแพง ต่อไปเธอจะไม่กล้างัดแงะทำลายข้าวของในบ้านอีกแล้ว!
เสี่ยวอู่ซึ่งเกาะอยู่บนไหล่โผล่หัวออกมาเอียงคอพลางเย้ยหยัน “อ๊ะโอ้! เกลี้ยงตับ! หมดตัว! กระเป๋าว่าง ใจว่าง มือว่าง เปล่าเปลี่ยวไปทั้งสี่ทิศเลย!”
ซู่เป่าแผดเสียงร้องออกมาดังกว่าเดิม พลางสะอื้นไห้อย่างน่าสงสาร
‘เงิน… เงินของหนู!’
คุณนายซูได้ยินเสียงร้องไห้ของหลานสาวก็ใจอ่อนยวบจนเกือบคืนเงินให้ แต่เธอต้องข่มใจไว้สุดกำลัง
การเป็นคนต้องมีหลักการ การอบรมสั่งสอนยิ่งต้องมีบรรทัดฐาน ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด!
แม้ว่าตอนนี้หัวใจคนเป็นยายแทบสลายตามไปแล้วก็ตาม
เจ้าเสี่ยวอู่ขยับเท้าเข้าไปใกล้ แนบจะงอยปากกับแก้มของซู่เป่าพลางพยายามปลอบในแบบของมัน “มือตึง คิ้วตึง เวลาตึง เอวกางเกงตึง… ขอให้ชีวิตเธอตึงเปรี๊ยะ!” ซู่เป่าฟังแล้วยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
ซูเหอเหวินที่เดินตามเสียงร้องไห้มาถึงกับกระตุกมุมปากแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ถ้าไม่รู้วิธีปลอบ ก็อยู่เงียบ ๆ เถอะ” เขารีบเข้ามาหาซู่เป่าหลังรู้ต้นสายปลายเหตุ “อย่าร้องไปเลยนะ เดี๋ยวพี่จะไปเอาเงินค่าขนมทั้งหมดมาให้เธอเอง!”
ว่าแล้วเขาก็วิ่งกลับห้องไปทุบกระปุกออมสินหลายใบจนแตกละเอียด ก่อนกำเงินเป็นฟ่อนมายัดใส่กระเป๋าสะพายของซู่เป่า
“แค่เงินเองนี่นา ฉันมีให้เธอทั้งหมดเลย!” หานหานสมทบ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโอนเงินในบัญชีให้ซู่เป่ารวดเดียวจนไม่เหลือแม้แต่สตางค์เดียว
ส่วนซูจื่อซีขมวดคิ้วพลางยื่นทิชชู่ให้ “เลิกร้องได้แล้ว! ร้องไห้เพราะเรื่องเงินแค่นี้น่าอายจะตาย”
แม้จะเอ่ยเช่นนั้น เขากลับจัดการโอนเงินทั้งหมดที่หามาได้ให้เด็กน้อยในทันที สำหรับเขาแล้วทรัพย์สินเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขชุดหนึ่งซึ่งไร้ค่าโดยสิ้นเชิง เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดมนุษย์จึงต้องหลั่งน้ำตาให้กับสิ่งที่ไม่มีความหมายถึงเพียงนี้…
แต่ท่ามกลางความไม่เข้าใจ เขากลับทนเห็นน้องสาวเศร้าเสียใจไม่ได้เลยจริง ๆ
“ฮึก…ฮือ” ซู่เป่าสะอื้นจนตัวโยน เด็กน้อยเช็ดน้ำตาแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ “หนูไม่ต้องการเงินของพวกพี่ ๆ ค่ะ… หนูอยากหาเงินด้วยตัวเอง”
“รับไว้เถอะน่า อย่างน้อยก็เอาไว้สำรองจ่ายเวลาโดนปรับครั้งหน้าตั้งหลายล้านเชียวนะ พอให้เธอโดนปรับได้อีกหลายรอบเลยล่ะ” หานหานมองเธอด้วยสายตาเห็นใจแล้วยังพูดย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอีกครั้ง
“เธอวางใจได้ ต่อไปอั่งเปาของพี่ พี่จะยกให้เธอหมดเลย รับรองว่าเธอมีเงินพอจ่ายค่าปรับได้ไม่จำกัด!”
พี่ชายทั้งสองต่างนิ่งอึ้งพลางมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ในหัวมีเพียงคำถามเดียวผุดขึ้นมา…
‘นี่มันพยายามปลอบใจ หรือกำลังวางแผนสนับสนุนให้น้องสาวตัวดีทำลายบ้านให้เละเทะกว่าเดิมกันแน่?’
ซู่เป่าเริ่มใจเย็นลง เธอครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกดโทรศัพท์หากู้ชีชี
“ฮัลโหล ซู่เป่าเหรอจ๊ะ?”
“พี่ชีชีคะ พี่ยังต้องการบอดี้การ์ดไหมคะ? หนูจะไปคอยคุ้มกันพี่ที่กองถ่ายเอง เดือนหนึ่งได้เงินเดือนถึงร้อยล้านไหมคะ?”
“???” ดาราหนังสาวถึงกับไปไม่เป็น ใครจะกล้าเอาคุณหนูเล็กแห่งตระกูลซูมาเป็นบอดี้การ์ดกันล่ะ เธอจึงได้แต่ปลอบโยนเด็กน้อยอยู่พักใหญ่ก่อนวางสายไป
“แย่แล้ว เงินเก่าก็หาย เงินใหม่ก็หาไม่ได้อีก” ซู่เป่ารู้สึกสิ้นหวัง
ช่วงบ่าย มู่กุยฝานกลับมาพร้อมข่าวว่าตำรวจจับคนร้ายคดีศพหญิงสาวได้แล้ว เขาตั้งใจมารับซู่เป่าไปยังสถานีตำรวจ
แต่พอเขารู้เรื่องซู่เป่าผู้แสนจะหวงเงิน ยอมสละอั่งเปาทั้งหมดเพื่อจ่ายค่าปรับแทนการฟ้องร้องว่าเขาเป็นคนสอนงัดแงะ หัวใจของนักรบหนุ่มก็พลันอบอุ่นซาบซ่านขึ้นมาทันที
‘สมแล้วที่เป็นลูกสาวสุดที่รักของเขา! เป็นเสื้อกันหนาวตัวน้อยแสนอบอุ่นจริง ๆ !’
มู่กุยฝานไม่รอช้า รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมโอนเงินปลอบใจให้ลูกสาว ทว่าพอเห็นยอดเงินในบัญชีของเธอพุ่งพรวดขึ้นมาหลายล้านจากการเปย์ของบรรดาพี่ ๆ เขาก็ถึงกับชะงัก
‘กลายเป็นว่าขาดทุนอั่งเปาไม่กี่ซอง แต่กลับได้กำไรคืนมาหลายล้านเสียอย่างนั้น!’
มู่กุยฝานจึงถือโอกาสแจกอั่งเปาใบใหญ่ให้เด็ก ๆ ทุกคนเป็นการตอบแทน ก่อนอุ้มซู่เป่าออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
“มู่กุยฝาน! ฉันมีเรื่องจะถาม! ซู่เป่าเรียนวิชางัดกุญแจมาจากคุณใช่ไหม!?” คุณนายซูวิ่งตามออกมาตะโกนไล่หลัง
เทพสงครามเช่นมู่ยังคงก้าวย่างด้วยความมั่นคง เพียงไม่กี่ก้าวร่างของเขากับลูกสาวก็หายลับไปทางประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลซูเสียแล้ว
คุณนายซูได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเอง แม้ซู่เป่าจะปากแข็งไม่ยอมซัดทอด แต่คิดดูด้วยนิ้วเท้าก็รู้ว่าเป็นฝีมือพ่อตัวดีคนนี้แน่ ๆ ที่สอนวิชาโจรให้ลูกสาว!
*
ณ อีกด้านหนึ่ง ถานจื่อจวินตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อนึกถึงความจริงว่าเธอต้องร่วมห้องกับศพหญิงสาวมานานถึงสองเดือน สภาพจิตใจของเธอก็พังทลายลงโดยสิ้นเชิง…
หลังจากซู่เป่าแวะไปเยี่ยมถานจื่อจวินแล้ว เด็กน้อยก็เดินทางไปยังสถานีตำรวจพร้อมกับคุณพ่อทันที เพื่อพบกับฆาตกรที่ถูกรวบตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความว่องไวระดับนี้ เห็นได้ชัดว่ามู่กุยฝานแอบใช้อิทธิพลช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง
ฆาตกรเป็นชายวัยสามสิบเศษ สภาพตอนนี้ถูกโกนผมจนล้าน เขานั่งก้มหน้านิ่งอยู่ในห้องสอบสวนพร้อมกับกุญแจมือที่พันธนาการไว้
ซู่เป่าปล่อยวิญญาณสาวออกมาก่อนถามเบา ๆ “พี่สาว จำผู้ชายคนนี้ได้ไหมคะ?”
ผีผู้หญิงจ้องมองฆาตกรด้วยแววตาว่างเปล่า ใบหน้าซีดเซียวไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
ในห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่เริ่มรุกถาม “ทำไมคุณถึงฆ่าเถาเหยาเหยา?”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น ดวงตาของผีสาวพลันสั่นไหว ปฏิกิริยาบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้น
“เถาเหยาเหยา…” เธอจำได้แล้ว… ‘เธอชื่อเถาเหยาเหยา!’
ชายคนนั้นมีสีหน้าสลดลง เขาเอ่ยเสียงแผ่ว “เพราะเธอไม่เชื่อฟังผม”
ความจริงแล้วทั้งสองเป็นคนรักกัน ทว่าอายุห่างกันถึงสิบกว่าปี ฝ่ายชายวัย 35 ปี มีทรัพย์สินเป็นห้องเช่าหลายแห่ง กินอยู่ได้ด้วยรายได้จากค่าเช่ารายเดือน ส่วนฝ่ายหญิงเพิ่งอายุ 22 ปี และยังไม่มีแหล่งรายได้มั่นคง
ทัศนคติต่างกันสุดขั้วทำให้ทั้งคู่ระหองระแหงกันบ่อยครั้ง เถาเหยาเหยาในวัยคะนองมักชอบออกไปท่องเที่ยวสังสรรค์ นานวันเข้าฝ่ายชายจึงเริ่มระแวงว่าเธอกำลังนอกใจ จนกระทั่งวันเกิดเหตุ การโต้เถียงรุนแรงบานปลาย กลายเป็นโศกนาฏกรรมด้วยแรงโทสะ
เขาก้มหน้าลงพลางปาดน้ำตาบนหนึ่งครั้ง “ผมไม่เคยคิดจะฆ่าเธอเลย จริง ๆ นะ ผมแค่เป็นคนใจร้อนอารมณ์รุนแรง ตอนนั้นความโกรธมันบังตาจนควบคุมตัวเองไม่ได้…”
“ด้วยความโมโห ผมก็คว้าไม้นวดแป้งใกล้มือขึ้นมาฟาดท้ายทอยของเธอ ใครจะไปรู้ว่าเธอจะเปราะบางขนาดนั้น…”
เพียงแรงกระแทกครั้งเดียว ชีวิตของเถาเหยาเหยาก็ดับสูญลงทันที
“ตอนนั้นผมตกใจมาก มีคนโทรมาถามเช่าบ้าน ผมยิ่งช็อก ผมไม่ได้ตั้งใจฆ่า ผมแค่ฆ่าเพราะอารมณ์ชั่ววูบ… ก็เพราะเธอนอกใจผมก่อน!!”
ความต่างระหว่างการฆ่าโดยเจตนาและการฆ่าโดยบันดาลโทสะนั้น มีบทลงโทษต่างกันโดยสิ้นเชิง
“คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าเธอนอกใจ?” พนักงานสอบสวนขมวดคิ้วมุ่น
ชายคนนั้นอ้าปากค้างแล้วก็ปิดลงเงียบ ๆ เขาไร้ซึ่งคำพูดใดจะแย้ง พราะความจริงคือเขาไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียว หากมี เขาคงไม่บันดาลโทสะจนถึงขั้นนี้
แต่เขากลับเลือกจะอ้างความเชื่อส่วนตัว “ผมรู้จักนิสัยเด็กสาวสมัยนี้ดี พวกเธอชอบความสนุกสนานและเจ้าชู้กันทั้งนั้นแหละ”
เจ้าหน้าที่อีกนายถามต่อ “หลังจากลงมือฆ่าเถาเหยาเหยาแล้ว คุณจัดการอย่างไรต่อ?”
ใบหน้าของฆาตกรซีดเผือดราวกับสีดิน ครู่หนึ่งจึงยอมเปิดปากสารภาพ “ผมสติหลุดเพราะเสียงโทรศัพท์ ทำอะไรไม่ถูกเลยรีบล็อคประตูห้องแล้วหนีออกมาทันที”
แม้แต่ผู้เช่าที่นัดดูห้องในวันนั้น เขาก็ไม่ได้ออกไปพบ
“พอกลางคืนสติเริ่มกลับมา ผมรู้ว่าช่วยเธอไม่ได้แล้ว แต่ผมยังไม่เคยแต่งงานหรือมีลูก ผมไม่อยากเข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุก ก็เลย…”
เขาอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเค้นคำสุดท้ายออกมา “ผมเลยคิดหาวิธีซ่อนศพไม่ให้ใครเจอ เพราะกลัวว่าอวัยวะภายในจะเน่าจนส่งกลิ่นเหม็น ผมจึงจัดการคว้านออกให้หมด”
“จากนั้นก็ใช้เกลือพอกหมักร่างเธอไว้…”
“ที่บ้านเกิดของผม การดองเนื้อเก็บไว้ทานสามห้าปีไม่ใช่เรื่องยาก ผมเลยกะว่าจะประวิงเวลาไปก่อนสักพัก รอให้ผมได้แต่งงานมีลูกสืบสกุลเรียบร้อยแล้ว ผมถึงมามอบตัว…”
เจ้าหน้าที่สอบสวนถึงกับแค่นหัวเราะเยาะด้วยความเวทนา
ชายคนนี้เพิ่งปลิดชีพแฟนสาวแท้ ๆ แต่กลับเพ้อฝันถึงการมีครอบครัวและลูกในอนาคต ความเย็นชาในกมลสันดานของมนุษย์ผู้นี้ช่างน่าขนพองสยองเกล้าเกินบรรยาย
“หลังจากจัดการกับศพแล้ว จะขนย้ายออกไปยังไงก็เสี่ยงโดนสงสัย ผมเลยตัดสินใจไม่ย้ายศพไปไหน เพราะห้องนั้นมีตู้ติดผนังพอดี”
เขาซ่อนเธอไว้ในนั้น…
แล้วประกาศหาผู้เช่ารายใหม่ทันที
เพราะเขาเชื่อว่า เมื่อมีคนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ใหม่ คนภายนอกเห็นว่าห้องนี้มีคนอยู่ปกติ ก็คงไม่มีใครระแคะระคายถึงความลับที่ซ่อนอยู่หลังตู้ใบนั้น…