ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 332 วิธีง่าย ๆ ในการเจอผี
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 332 วิธีง่าย ๆ ในการเจอผี
มู่กุยฝานถึงกับช็อกไปชั่วขณะ เขาไม่ได้พาตัวเองไปหาเรื่องวุ่นวาย แต่ความวุ่นวายกลับเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหาเขาเองถึงที่!
เสียงปะทะอันสนั่นหวั่นไหวปลุกให้ซู่เป่าสะดุ้งสุดตัว
“มีงานเลี้ยงเหรอคะ?” เด็กน้อยรีบผุดลุกขึ้นนั่งพลางพึมพำงัวเงีย
เมื่อเห็นชัดว่าคนตรงหน้าคือมู่กุยฝาน เด็กน้อยก็ทำหน้ามึนงงอยู่ครู่หนึ่ง “เอ๊ะ คุณพ่อ… พวกเราอยู่ที่ไหนกันคะ?”
“เราอยู่ระหว่างทางกลับบ้านลูก ฝั่งตรงข้ามเพิ่งเกิดอุบัติเหตุ…” มู่กุยฝานขยี้ระหว่างคิ้วด้วยความอ่อนใจ
รถบรรทุกปูนซีเมนต์คันมหึมาพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ที่ฝ่าสัญญาณไฟแดงอย่างจัง ร่างของผู้เคราะห์ร้ายลอยละลิ่วเป็นวิถีโค้งมากระแทกกระจกหน้ารถของเขาเต็มแรง ก่อนจะไถลร่วงลงไปกองอยู่บนฝากระโปรง
กระจกหน้าแตกร้าวเป็นวงกว้าง ทว่าสิ่งเลวร้ายกว่าคือ… มู่กุยฝานดันสบตากับผู้ล่วงลับไว้พอดิบพอดี
‘ช่างเป็นคราวเคราะห์ที่พุ่งเข้าหาถึงที่แท้ ๆ!’
บริเวณริมถนนฝั่งตรงข้ามมีผู้คนมุงดูกันเนืองแน่น บางคนถึงกับหยิบมือถือออกมาบันทึกวิดีโอ
ต้นเหตุเกิดจากสัญญาณไฟจราจรที่เหลือเวลาเพียงสามวินาทีสุดท้ายก่อนเปลี่ยนเป็นสีแดง รถบรรทุกปูนด้านหลังแทนที่จะชะลอ กลับเร่งเครื่องเพื่อฝ่าไปให้พ้น
ในขณะนั้น มอเตอร์ไซค์เห็นไฟแดงเริ่มกะพริบเตรียมจะเปลี่ยนฝั่ง ก็รีบออกตัวก่อนล่วงหน้า…
กลายเป็นการออกตัวสู่ปรโลกก่อนเวลาอันควร
ไม่นานนักตำรวจจราจรก็มาถึงจุดเกิดเหตุ มู่กุยฝานให้ปากคำเสร็จสรรพและประเมินความเสียหายเบื้องต้น สองพ่อลูกจึงต้องเรียกแท็กซี่กลับบ้าน
ทว่าภาพดวงตาเบิกกว้างของผู้ตายกลับติดตาจนมู่กุยฝานสลัดไม่หลุด เขารู้สึกเหมือนถูกวิญญาณจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
ณ คฤหาสน์ตระกูลซู
คุณนายซูกำลังบ่นพร่ำไม่หยุด “ต่อไปห้ามสอนเรื่องยุ่งเหยิงพวกนี้อีกนะ เด็กผู้หญิงควรเรียบร้อยสมวัย… ถ้าขืนพาหลานรักของฉันออกนอกลู่นอกทางล่ะก็ ฉันไม่เอาไว้แน่! มู่กุยฝาน ฟังอยู่หรือเปล่า!?”
มู่กุยฝานได้สติ “อ่า… อืม ฟังอยู่ครับ”
“งั้นฉันเพิ่งพูดอะไรไป?” คุณนายซูจ้องเขม็ง
เขายังคงถือตะเกียบค้างไว้ก่อนตอบด้วยเสียงเนือย ๆ “ห้ามสอนซู่เป่าเรื่องแปลก ๆ เด็กผู้หญิงต้องมีความเป็นเด็กผู้หญิง ถ้าทำให้เสียคนคุณแม่จะ…เอ่อ ไม่ให้อภัย”
คุณนายซูถลึงตาใส่
ซูเหอเวิ่นซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ลอบแสดงสีหน้าชื่นชมในใจ เขาพบว่าอาเขยคนนี้เก่งกาจจริง ๆ ทั้งที่เห็นชัดว่ากำลังเหม่อลอยคิดเรื่องอื่น แต่กลับทวนคำพูดของคุณยายได้แม่นยำทุกถ้อยคำ ราวกับสมองมีส่วนขยายพิเศษอย่างนั้นแหละ
หลังมื้ออาหาร มู่กุยฝานก็แอบไปหาซู่เป่า
“ซู่เป่า สอนวิธีขับไล่สิ่งอัปมงคลหรือผีสางให้พ่อหน่อยสิ อืม?” เขาเอ่ยเกลี้ยกล่อม
ซู่เป่าได้ยินดังนั้นจึงตบไหล่ให้กำลังใจคุณพ่อ “โธ่ คุณพ่อวางใจได้เลยค่ะ ไม่มีผีที่ไหนตามคุณพ่อหรอก”
“อืม…”
“หรือว่าคุณพ่อกำลังกลัวคะ?” ซู่เป่าเอียงคอถามอย่างสงสัย
เทพสงครามมู่รีบแค่นหัวเราะกลบเกลื่อนทันที “น่าขำจริง พ่อผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน เห็นคนตายมามากกว่าเส้นผมบนหัว จะมาตกใจกับเรื่องแค่นี้ได้ยังไง?”
เขานั่งเล่นเป็นเพื่อนซู่เป่าสักพัก จนกระทั่งเด็กน้อยหลับสนิทจึงได้กลับห้องตัวเอง
ทว่ากลางดึก…
มู่กุยฝานรู้สึกถึงไอเย็นยะเยือกบนหัวเตียง เมื่อลืมตาขึ้นมาเขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะเห็นร่างของผู้ชายคนที่โดนชนจนลอยมาเมื่อกลางวัน นอนขวางอยู่ตรงหน้าและจ้องมองเขาด้วยดวงตาไม่กะพริบ!
ชายหนุ่มหนังศีรษะชาวูบ รีบพลิกตัวลุกขึ้น… ถึงได้รู้ว่าเป็นเพียงฝันร้าย
“…” ในหัวพลันแว่วเสียงของซู่เป่าขึ้นมาทันที
‘หรือว่าคุณพ่อกำลังกลัวคะ?’
เขารู้สึกตาสว่างจนหายง่วง จึงลุกขึ้นเปิดโคมไฟหัวเตียงแล้วหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา
‘10 เคล็ดลับเล็ก ๆ ในการเห็นผี’
มันคือหนังสือที่เขาซื้อติดมือมาจากแผงขายของข้างทางแบบไม่ตั้งใจ
ในแผงนั้นยังมีหนังสือชื่อประหลาดอย่างเช่น
‘วิธีทำให้เศรษฐินีหลงรัก’
‘ใช้เงินห้าหยวนอย่างไรให้พอตลอดสัปดาห์’
‘ทฤษฎีการขออั่งเปาในวัย 21 ปี’
‘ทฤษฎีพื้นฐานการบำเพ็ญเพียรชำระไขกระดูก’
หนังสือพวกนี้ดูแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งเจ้าของแผงอ้างว่าเขียนเองกับมือ
ตอนนั้นมู่กุยฝานนึกดูแคลนในใจ… แต่สุดท้ายก็ยอมควักเงินซื้อเล่มนี้มาจนได้
“กางร่มดำในทางเดิน ห้ามหันหลังกลับ ให้เดินตรงไปเรื่อย ๆ…” มู่กุยฝานอ่านพลางขมวดคิ้ว “เอ่อ… ปัญญาอ่อนชะมัด”
“แยกขาออก แล้วก้มมองผ่านระหว่างขาไปด้านหลัง…”
“…”
‘เด็กน้อยเกินไปไหมวิธีนี้?’
แต่แล้วจู่ ๆ ปากกาของเขาก็บังเอิญตกลงพื้นพอดี มู่กุยฝานก้มลงเก็บ โดยถือโอกาสแอบมองลอดใต้ระหว่างขาไปทางด้านหลังตามวิธีในหนังสือ
‘ไม่มีอะไรเลย’
“เหอะ! ว่าแล้วเชียว นักพรตปลอมชัด ๆ” มู่กุยฝานส่ายหัวพลางวางปากกาคืนที่เดิม ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกไปเองหรือไม่ เขากลับสังเกตเห็นปลายปากกาขยับเขยื้อนเพียงเล็กน้อย
จู่ ๆ เทพสงครามมู่ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นวูบไล้ผ่านแผ่นหลังจนขนลุกชัน
ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นด้วยท่าทีสุขุมนุ่มลึก ทว่าฝีเท้านั้นกลับก้าวยาว ๆ ออกจากห้องตรงดิ่งไปยังห้องนอนของซู่เป่าอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ทิ้งตัวลงนอน ความรู้สึกอุ่นใจก็เข้าโอบล้อม สมกับเป็นเตียงในห้องลูกสาวแท้ ๆ คุณภาพช่างแตกต่างจากห้องเขาลิบลับ
จังหวะนั้นซู่เป่าพลิกกายมาพอดีพร้อมกับวาดแขนโอบกอดผู้เป็นพ่อเอาไว้
เด็กน้อยพึมพำน้ำเสียงงัวเงีย “คุณพ่อเหรอคะ?”
มู่กุยฝานตอบกลับด้วยโทนเสียงทุ้มต่ำ “ครับ… พ่อเป็นห่วงเลยแวะมาดู นอนต่อเถอะนะ”
ซู่เป่าน้อยนึกแปลกใจอยู่ลึก ๆ
‘เธอนอนคนเดียวจนชินตั้งนานแล้วนี่นา ทำไมวันนี้คุณพ่อถึงได้เป็นห่วงเป็นใยขึ้นมา?’
แต่เพราะฤทธิ์ความง่วงโถมเข้าใส่ เธอจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เพียงแค่กอดแขนคุณพ่อไว้แน่นแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไปรวดเร็ว
เมื่อสัมผัสได้ถึงร่างเล็กพาดทั้งแขนและขาสวมกอดเขาไว้ มู่กุยฝานรู้สึกราวกับมีคนนำยันต์สะกดวิญญาณชั้นยอดมาแปะลงบนตัว ความกังวลและความหนาวเหน็บทั้งหลายหายไปหมด
เขาหลับตาลงตามลูกสาวไปในเวลาไม่นาน
หน้าประตูห้อง… พลันปรากฏรอยเท้าคู่หนึ่งบนพื้น
ดูเหมือนสิ่งนั้นจะเกรงกลัวขุมพลังบางอย่างภายในห้อง รอยเท้าปริศนาจึงรีบเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย