ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 338 น้องสาวน่ากลัวยิ่งกว่าผี!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 338 น้องสาวน่ากลัวยิ่งกว่าผี!
ท่ามกลางโถงทางเดินโรงพยาบาลอันเวิ้งว้าง ปรากฏร่างคนในชุดคนไข้กำลังลากขวานเดินตรงมา
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น รอยแผลกว้างกว่าสองนิ้วบนลำคอก็ปรากฏแก่สายตาชัดเจน บาดแผลนั้นดูเหวอะหวะคล้ายถูกจามด้วยของมีคมอย่างแรง
เหลือเพียงผิวหนังบางส่วน ยังรั้งให้ศีรษะติดกับร่างกายเอาไว้ เป็นภาพที่ชวนให้ขนพองสยองเกล้า
ซูเหอเหวินมองภาพสยดสยองตรงหน้าจนเหงื่อเย็นซึมโชกแผ่นหลัง หากเป็นคนปกติมีแผลฉกรรจ์ขนาดนี้คงสิ้นลมไปนานแล้วแต่เจ้าสิ่งนี้กลับยังจ้องมองมาทางเขาพร้อมฉีกยิ้มชวนขนลุก พลางเงื้อขวานขึ้นสูง!
พี่ชายคนโตผู้สุขุมเยือกเย็นบัดนี้กลับวิ่งหนีสุดชีวิต เผยความตื่นตระหนกแบบเด็กคนหนึ่งออกมาเป็นครั้งแรก
‘เวรเอ้ย… ช่วยด้วย! ไอ้ฆาตกรบ้าเอ๊ย!’
เสียงโลหะลากไปตามพื้นดังไล่หลังมาแบบกระชั้นชิด ซูเหอเหวินสับเท้าวิ่งสุดกำลัง รู้สึกเหมือนวิ่งมาไกลหลายกิโลเมตร แต่ไม่รู้ทำไมยังคงวนเวียนอยู่ในโถงเดิมไม่ไปไหน
“ฮิ… ฮิ… ฮิ…” เสียงหัวเราะหวีดหวิวพลันดังขึ้นข้างหู ซูเหอเหวินหันขวับตามสัญชาตญาณ เห็นร่างนั้นโน้มตัวลงมาใกล้พร้อมแสยะยิ้มประหลาด “จับได้แล้ว…”
มันยกขวานขึ้นเหนือหัว ศีรษะที่ไร้คอรองรับเอียงพับไปด้านข้าง ดวงตาฉายแววเหี้ยมเกรียม “หนูสกปรก ฟันให้ตาย… ฆ่าให้หมด!”
ซูเหอเหวินสบถด่าในใจ ก่อนรวบรวมพลังซัดหมัดเข้าใส่เต็มแรง
ตุบ! ศีรษะของมันถูกต่อยจนกระเด็นหลุดออกจากบ่า กลิ้งขลุกขลักไปตามทางเดิน
ซู่เป่าและคนอื่น ๆ เพิ่งถอยกลับมาถึงพอดี ซูเหอเวิ่นยังยืนไม่ทันมั่นคงก็เห็นหัวผีกลิ้งมาหยุดแทบเท้า
“…!!!”
‘มาอีกแล้วเหรอเนี่ย?!’
เขาร้องเสียงหลงพลางกระโดดตัวลอยไปหลบหลังซู่เป่าทันที มือไม้ลนลานรีบค้นหากระเป๋าอุปกรณ์ปราบผีอย่างลนลาน แต่อ่างเหล็กที่ยัดอยู่ในกระเป๋าดันติดปากกระเป๋า อุปกรณ์อื่น ๆ ก็ดึงไม่ออก
ซูเหอเวิ่นไม่คิดมาก เขาตัดสินใจขว้างกระเป๋าทั้งใบใส่หัวผีไปในทันที!
ความจริงก่อนหน้านี้ หลังจากซู่เป่าก้าวเท้าเข้ามา เสียงประหลาดพลันเงียบหายจนโรงพยาบาลทั้งแห่งตกอยู่ในความสงัด
จี้ฉางแนะนำให้เด็กน้อยลองค้นหาผีร้ายด้วยวิธีของตนเอง เธอจึงเริ่มนับนิ้วคำนวณขณะกึ่งเดินกึ่งวิ่งลึกเข้าไปด้านใน
ซูเหอเวิ่นนึกขึ้นได้จึงตะโกนเตือนเรื่องการใช้เข็มทิศแปดทิศ ซู่เป่าจึงรีบเรียกมันออกมาใช้งานทันท่วงที และในที่สุดเธอก็พบตัวการจนได้
ผีร้ายไร้หัวตรงหน้าไม่ได้ล้มลง แต่มันกลับกวัดแกว่งขวานไปมา ส่วนศีรษะตกอยู่บนพื้น สภาพบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ดูน่าสยดสยองขึ้นทุกที
ซูเหอเหวินรู้สึกร่างกายหนักอึ้งและเย็นเฉียบ เขาพยายามวิ่งไปหาซู่เป่า แต่ติดตรงขาเจ้ากรรมกลับแข็งทื่อจนเคลื่อนไหวเงอะงะ
เมื่อเห็นคนไร้หัวที่ยังอาละวาดไม่เลิก ซูเหอเหวินก็มั่นใจในข้อสงสัยทันที
‘เจ้านี่ไม่ใช่คน แต่เป็นผี!’
ในวินาทีนั้นเอง เสียงเล็ก ๆ อันคุ้นเคยก็ดังขึ้น “พี่ชายไม่ต้องกลัว! ซู่เป่ามาแล้วค่ะ!”
ร่างน้อย ๆ พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมสะบัดยันต์เหลืองสามแผ่นออกไป ป้องกันขวานที่เกือบจะจามใส่ซูเหอเหวินได้ทัน!
“ฮึ่ย! ลูกไฟ!” ซู่เป่าโบกมือเรียกลูกไฟเพลิงออกมาและขว้างออกไปสุดแรง เปลวเพลิงอาคมลุกโชนท่วมร่างผีร้าย มันบิดตัวกรีดร้องอย่างทรมานแล้วพุ่งเข้าหาทุกคนคล้ายแมลงวันไร้หัว
ซู่เป่าสะบัดมือเรียกค้อนยักษ์สีม่วงทองออกมาจากความว่างเปล่า “ไงคะคุณผีร้าย อยากได้ค้อนเล็กหรือค้อนใหญ่ดี?”
“ค้อนเล็กสี่สิบ ค้อนใหญ่แปดสิบนะคะ!” เด็กน้อยถามพลางยิ้มแป้น
แต่ผีร้ายไม่มีอารมณ์จะต่อรอง ศีรษะบนพื้นพุ่งเข้าใส่ซู่เป่าด้วยความโกรธแค้น!
“โอเค! แสดงว่าอยากได้ค้อนใหญ่สินะ~” ซู่เป่าตวัดค้อนออกไปทันที “เอาไปเลย แปดสิบ! แปดสิบ!”
ศีรษะผีตนนั้นถูกหวดกระเด็น ซู่เป่าถือค้อนม่วงทองวิ่งไล่ตามไปติด ๆ “อย่าหนีนะ!”
ภาพปรากฏในโถงทางเดินอันเงียบงันจึงกลายเป็น ซู่เป่าถือค้อนไล่ทุบหัวผี ส่วนร่างไร้หัวก็วิ่งชนกำแพงไปมาราวกับไร้ทิศทาง
ฉึก! หัวผีถูกตีกระแทกกำแพงจนกระดอนขึ้นไป ด้วยความอับอายปนโกรธแค้น มันจึงพุ่งเข้าหาซู่เป่าอีกรอบ คราวนี้เด็กน้อยจึงชูน้ำเต้าอาคมขึ้นมา ร่างนั้นยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกสูบเข้าไปข้างในทันที
“นี่เขาเรียกว่า… เดินเข้าหาน้ำเต้าอาคมเองนะคะ” ซู่เป่าอธิบายหน้าตาย
ซูเหอเหวินยืนมองซู่เป่าจัดการศีรษะผีร้ายจนเสร็จสรรพ ก่อนเห็นน้องสาวหันไปคว้าค้อนเล็กมาทุบหน้าอกร่างไร้ศีรษะซึ่งยังคงค้างอยู่
“สี่สิบ! สี่สิบ!” เธอลงมือทุบพลางตะโกนก้อง
ร่างไร้หัวที่ขาดการควบคุมจึงหมดฤทธิ์ลงโดยง่าย ก่อนโดนน้ำเต้าอาคมสูบหายเข้าไปเป็นรายถัดไป
ซู่เป่าเก็บค้อนอาคมพร้อมกับร้องบอกด้วยท่าทางเริงร่า “เรียบร้อยแล้วค่ะพี่ชาย ไม่เป็นไรแล้วนะ!”
ซูเหอเหวินยืนตะลึงนึกว่าตัวเองฝันไป… น้องสาวที่เคยมีแต่ท่าทางออดอ้อน กลับโหดเหี้ยมจนจัดการผีดุได้ง่ายดาย
นี่น้องสาวเรา… ร้ายกาจยิ่งกว่าผีเสียอีกหรือนี่?!
โลกทัศน์ของพี่ชายคนโตพังทลายลงและถูกสร้างขึ้นใหม่ในพริบตา
แม้เขาจะรักการอ่าน ทั้งวรรณกรรมเก่าใหม่หรือเรื่องลี้ลับ แต่ก็ไม่เคยปักใจเชื่อเรื่องภูตผีเลยสักครั้ง
แม้แต่ตอนเรื่องร้านตุ๊กตาก็ยังคิดว่ามีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง
แต่คราวนี้เขาเข้าใจแล้ว… ผีมีจริง!
ซู่เป่ายื่นมือน้อย ๆ มาโบกไปมาตรงหน้าพี่ชายผู้เย็นชา “พี่ชายคะ… เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ซูเหอเหวินเริ่มได้สติอีกครั้ง จึงเอ่ยตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ไม่เป็นไร…”
ซู่เป่าเขย่งเท้าขึ้นแล้วตบไหล่พี่ชายเบา ๆ พร้อมเป่าลมออกมา “พี่ชายคะ คราวหน้าถ้ามีอะไรไล่ตามอยู่ ห้ามหันกลับไปมองเด็ดขาดเลยนะ! ดูสิ ไฟหยางบนไหล่สองข้างของพี่ดับสนิทหมดแล้ว!”
น้องสาวทั้งเป่าลมทั้งตบไหล่วุ่นวายอยู่พักใหญ่ ก่อนล้วงเอาวัตถุหน้าตาเก่าแก่ชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
สิ่งนั้นคือ ไม้ขีดไฟโบราณ
ฟู่!
สิ้นเสียงนั้น เธอก็จัดการจุดไฟหยางบนบ่าของซูเหอเหวินให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่
จี้ฉางเห็นแล้วถึงกับมุมปากกระตุก… แบบนี้ก็ได้เหรอ?
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?” ในที่สุดซูเหอเหวินก็รวบรวมความกล้าขยับเข้าไปใกล้พลางเอ่ยถาม ท่าทางของเขายังคงมีความหวาดหวั่นหลงเหลืออยู่
ซู่เป่าหันไปมองจี้ฉาง ทางด้านอาจารย์ของเธอจึงพลิกเปิดสมุดบันทึกเพื่ออธิบายรายละเอียดคร่าว ๆ
เด็กน้อยทวนคำกล่าวว่า “ผีร้ายตนเมื่อกี้ ตอนมีชีวิตเคยเป็นคนไข้จิตเวชของโรงพยาบาลแห่งนี้ค่ะ”
“สมองของเขาผิดปกติ มองอะไรก็เห็นเป็นหนูตัวใหญ่ แถมยังเห็นทุกคนเป็นหนูที่ต้องฆ่าให้ตายให้หมดด้วย!”
ซูเหอเหวินอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบหยิบโทรศัพท์ออกมา “เรื่องนี้เหมือนฉันจะเคยผ่านตาในกระทู้หนึ่งนะ…”
สองพี่น้องตระกูลซูต่างมีความจำดีเลิศเป็นทุนเดิม ซูเหอเหวินจึงค้นหาบทความเก่านั้นเจออย่างรวดเร็ว
ข้อมูลในนั้นระบุว่า เป็นเรื่องราวจากบุคลากรภายในโรงพยาบาลและผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สยองขวัญครั้งนั้น :
“…ผู้ป่วยคนดังกล่าวมีอาการหลงผิดขั้นรุนแรง เขามองว่าทุกคนคือหนูยักษ์ซึ่งกลายพันธุ์จากการแผ่รังสีนิวเคลียร์ ทั้งยังปักใจเชื่อว่าพวกมันคอยจ้องมองเขาจากเงามืดเพื่อหาโอกาสจับเขากิน…”