ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 343 แท้จริงนี่คือคำลวงจากความปรารถนาดี
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 343 แท้จริงนี่คือคำลวงจากความปรารถนาดี
ซู่เป่าเก็บดวงวิญญาณน้อยเข้าไปในน้ำเต้าวิญญาณ ส่วนดวงจิตของพ่อแม่และปู่ย่านั้นล้วนแปรเปลี่ยนเป็นพลังอาฆาตและถูกน้ำเต้าดูดซับจนสิ้น
นับแต่นี้เป็นต้นไป พวกเขาจะสูญสลายและไม่มีตัวตนอยู่อีกตลอดกาล
บาปที่พวกเขาชดใช้กลับแปรเป็นบุญกุศลเร้นลับ หลอมรวมเป็นพลังเกื้อหนุนให้แก่วิญญาณน้อย เพื่อเปิดเส้นทางสว่างให้เธอมีโอกาสได้ไปเกิดใหม่ในชาติภพหน้า
ซู่เป่านึกถึงคำมั่นสัญญาตอนจากลา คำสัญญาที่ว่าจะพบกันใหม่ในชาติหน้า พ่อแม่ของวิญญาณน้อยรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะต้องตามหาเธอให้เจอ
เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาหลงคิดว่าตนเองเพียงแค่ล่วงหน้าไปชาติหน้าก่อนเพื่อช่วยจองที่ให้คนในครอบครัว… โดยไม่อาจรู้เลยว่า การจากพรากในวันนี้คือการลาจากชั่วนิรันดร์
แท้จริงแล้ว นี่เองคือคำลวงจากความปรารถนาดี
ในวินาทีนี้เอง ซู่เป่าถึงได้ประจักษ์ถึงความหมายอันลึกซึ้งของประโยคนั้น “ก็ดีแล้ว… พอถึงชาติหน้า ก็คงจำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ”
วิญญาณของเด็กหญิงไม่มีวันจำได้อีกว่าเคยมีพ่อแม่และปู่ย่าที่รักเธอสุดหัวใจเพียงใด และเธอก็เคยรักพวกเขามากแค่ไหน…
แม้ดูเป็นเรื่องดี ทว่ากลับชวนให้รู้สึกปวดใจเหลือเกิน
ซู่เป่าจมอยู่ในความเศร้าสร้อยเล็ก ๆ การตัดสินความดีความชั่ว ขาวหรือดำ สำหรับเธอนั้นยังเป็นเรื่องยากเกินวัย ในโลกของเด็กน้อย ทุกอย่างถูกแบ่งง่าย ๆ เพียง คนดี กับ คนไม่ดี
เหมือนเวลาดูทีวี เด็ก ๆ มักชอบถามว่า “คนนี้เป็นคนดีหรือเปล่า?”
แต่ตอนนี้ซู่เป่าเพิ่งค้นพบว่า คนดีก็สามารถกลายเป็นคนเลวได้ ส่วนคนเลวก็มีมุมที่เป็นคนดีเช่นกัน ความดีและความชั่วร้ายจึงไม่อาจแบ่งแยกได้ชัดเจนดั่งสีขาวและสีดำ
ซูเหอเวิ่นเขยิบเข้ามาชิดพลางปลอบโยน “น้องสาว อย่าเศร้าไปเลย พวกเขาเลือกมันด้วยตัวเอง”
แม้เขายังไม่เข้าใจลึกซึ้งนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถูกหรือผิด หากเป็นคนอื่นอาจเกิดความเวทนาจนยอมปล่อยวิญญาณร้ายทั้งครอบครัวไปแล้ว แต่ในเมื่อนี่คือสิ่งที่พวกเขาร้องขอและต้องการด้วยตนเอง เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ซูเหอเวิ่นพยายามเค้นสมองหาคำพูดเปรียบเทียบ “ก็เหมือนการใช้หนี้นั่นแหละ พวกเขาติดหนี้ก้อนใหญ่เกินไป จึงต้องช่วยกันรวบรวมเงินจากทุกคนในบ้านมาใช้คืนให้ครบ”
“มันดูน่าสงสารจริง ๆ แต่หนี้ก็คือหนี้ ต่อให้น่าสงสารก็ยังต้องใช้คืนใช่ไหม…”
อีกอย่าง สุดท้ายพวกเขาก็แลกมาด้วยโอกาสในการไปเกิดใหม่ของติ๊งตัง
“ไปกันเถอะ” ซูเหอเหวิน เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา
เรื่องแค่นี้… มีอะไรน่าเศร้ากัน?
ช่างเป็นเด็กน้อยจริง ๆ
ซู่เป่ารู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ความเหนื่อยทางร่างกาย เธอสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าในใจเป็นครั้งแรกจนไม่อยากขยับเท้าเดินต่อ
“พี่ชายคะ… อุ้มหนูหน่อย” ซู่เป่าชูมือขึ้นพร้อมกับทำหน้าอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
ซูเหอเหวินบ่นในใจ
‘ออดอ้อนน่ะ… ใช้ไม่ได้ผลกับเขาหรอก!’
แต่พอเห็นซูเหอเวิ่นเตรียมเข้าไปอุ้มน้องสาว พี่ชายคนโตกลับใช้ใบหน้าเรียบเฉยนั้นผลักน้องชายออกไป แล้วรีบช้อนตัวซู่เป่าขึ้นมาอุ้มไว้ทันที “นี่เป็นครั้งสุดท้ายนะ”
ซู่เป่ารีบกอดคอเขาแน่น วางศีรษะเล็กลงบนบ่ากว้างพลางขานรับเสียงหวาน “อื้ม ๆ ๆ!”
‘พี่ชายคนโตก็พูดแบบนี้ทุกทีนั่นแหละ’
‘นี่เป็นครั้งสุดท้าย… หมายความว่าครั้งต่อไปจะไม่มีข้อยกเว้นอีกแล้วใช่ไหมนะ?’
ซู่เป่ายังไม่ทันได้รับวุฒิการศึกษาชั้นอนุบาล ก็เริ่มขบคิดเกี่ยวกับสำนวนนี้อย่างหนัก
ซูเหอเวิ่นเดินตามมาอยู่ด้านข้าง มองพี่ชายตัวเองอย่างอึ้ง ๆ
ทำหน้าเหมือนไม่เต็มใจ แต่กลับแย่งน้องไปอุ้มตัดหน้ากันเสียอย่างนั้น!
หานหาน ค่อย ๆ ก้าวตามมาด้านหลังโดยไม่ปริปากพูดสักคำ ซู่เป่าซึ่งแนบใบหน้าพิงอยู่บนไหล่ซูเหอเหวินถามด้วยความสงสัย “พี่หานหานเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เปล่า ๆ ไม่มีอะไร! รีบไปกันเถอะ รีบไป!” หานหานโบกมือ
“?”
ขณะสับเท้าเดินตาม ซูจื่อซีกลับหันหลังไปมองความว่างเปล่าอีกครั้ง
“สรุปว่า… ไอ้อาการประสาทกินของเจ้านั่น เป็นเพราะถูกผีพวกนี้ฆ่าตายใช่ไหม?”
“…” ทั้งสามคนประสานเสียงตอบโต้ทันควัน “ซูจื่อซี! หาเวลาไปโรงพยาบาลเช็กสมองดูหน่อยนะ!”
เมื่อเด็ก ๆ ลงมาจากตึกร้าง ก็พบกับลุงเนี่ยซึ่งกำลังชะเง้อคอมองหาพวกเขาด้วยท่าทางร้อนรน ก่อนหน้านี้ ซูเหอเหวินได้โทรหาลุงเนี่ยไว้ ทำให้เขาต้องทิ้งมื้อเช้าที่ยังกินไม่เสร็จแล้วรีบกลับมาทันที
“คุณชาย คุณหนูไม่เป็นไรใช่ไหม? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ลุงเนี่ยกวาดสายตามองทุกคนด้วยความกังวล
ซูเหอเหวินอ้ำอึ้ง พยายามคัดกรองคำพูดอย่างระมัดระวัง “พอดี… เมื่อกี้ผมเดินหลงทางในโรงพยาบาลน่ะครับ”
พ่อบ้านตระกูลซูชะงักไปครู่หนึ่ง พร้อมกับมองซูเหอเหวินด้วยสายตาเคลือบแคลง: “งั้นเหรอ…”
ไม่ต้องพูดถึงหานหานหรือซูจื่อซีเลย
ลำพังแค่สองพี่น้องซูเหอเหวินกับ ซูเหอเวิ่น ที่มีไอคิวรวมกันทะลุสามร้อย โรงพยาบาลขนาดเล็กเพียงเท่านี้จะทำให้พวกเขาหลงทางได้อย่างไร มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด…
ทว่าพี่ใหญ่ผู้สุขุมและน่าเชื่อถือกลับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนย้ำคำเดิม “ผมหลงทางจริง ๆ ครับ”
คุณลุงเนี่ยจึงได้แต่เออออไปตามน้ำ “ไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ แต่คราวหน้าอย่ามาที่นี่อีกนะ ที่นี่มันไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่…”
ขณะพูด เขาก็ยื่นมือออกไปหวังช่วยอุ้มซู่เป่าต่อจากซูเหอเหวิน
แต่ผิดคาด… ซูเหอเหวินกลับเดินเลี่ยงผ่านเขาไปหน้าตาเฉย ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยมือน้อย ๆ นั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
“?”
‘คุณชายใหญ่ไม่ใช่คนที่เกลียดน้องสาวที่สุดหรอกหรือ??’
ก่อนรถจะเคลื่อนตัวออก ซูเหอเวิ่นแวะไปเก็บสัมภาระตรงทางเดินที่เคยวางทิ้งไว้
ในกระเป๋าใบนั้นมีก้นอ่างเหล็กโผล่พ้นออกมาครึ่งหนึ่ง เขาจึงรีบยัดมันกลับเข้าไป
ลุงเนี่ยมีเครื่องหมายคำถามเต็มใบหน้าอีกครั้ง แต่พอนึกถึงคำสั่งกำชับของคุณซูที่ว่า “ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น” เขาจึงเลือกที่จะนิ่งเงียบและทำหน้าที่สารถีขับรถออกไป
เมื่อซูเหอเหวินพาน้อง ๆ กลับถึงบ้าน คุณนายซูได้ยินเสียงรถก็เดินออกมาต้อนรับ พอเห็นสภาพมอมแมมของเด็กแต่ละคนก็ถึงกับตกตะลึง
“แน่ใจนะว่าไปห้องสมุดกันมา?” หญิงชราเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ใบหน้าของหานหานแม้พยายามเช็ดทำความสะอาดมาบ้างแล้ว ทว่าผิวเคยขาวเนียนกลับดำคล้ำลงไปหนึ่งระดับ เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวต้องไปจับอะไรสกปรกมาแล้วเผลอเอามาลูบหน้าลูบตา แม้พยายามทำลายหลักฐานระหว่างทาง แต่ก็น่าเสียดายที่ล้างออกไม่หมด
ซูจื่อซีดูดีกว่าเล็กน้อย มีเพียงขากางเกงเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน
ส่วนสองพี่น้องซูเหอเวิ่นและซูเหอเหวิน ปกติมักจะเนี๊ยบกริบและไม่เคยสร้างปัญหา ดูภายนอกยังคงเรียบร้อยเหมือนตอนออกจากบ้านไม่มีผิด…
“ยกเท้าขึ้น!” คุณนายซูสั่งเสียงเข้ม
ซูเหอเวิ่นยกเท้าขึ้น แน่นอนว่าพื้นรองเท้าของเขาดำปี๋จนปิดไม่มิด
ท้ายสุด หญิงชราก็หันไปมองซู่เป่าซึ่งยืนก้มหน้าก้มตาห้อยแขนอยู่อย่างเรียบร้อยข้าง ๆ ราวกับพยายามทำตัวให้ล่องหน
‘ดีมาก… หลานคนนี้สะอาดสะอ้านที่สุด’
‘ดูเหมือนพวกพี่ ๆ จะช่วยกันประคบประหงมดูแลเธอเป็นอย่างดี’
“แล้วเสี่ยวอู่ล่ะ?” คุณยายซูถามต่อ
ซู่เป่าถึงกับชะงัก
เดิมทีทุกคนต่างช่วยกันตรวจเช็กสภาพตัวเองบนรถเพื่อตบตาคุณนายซูไม่ให้สังเกตเห็นความผิดปกติ
แต่เด็กก็คือเด็ก ถึงคิดว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว กลับยังมีช่องโหว่เต็มไปหมด
โดยเฉพาะเสี่ยวอู่… ใครจะไปคาดคิดว่าหญิงชราจะเข้มงวดตรวจสอบลามไปถึงนกแก้วตัวหนึ่งด้วย?
เสี่ยวอู่โผล่หัวออกมาจากกระเป๋าสัตว์เลี้ยง คาบแผ่นยันต์สีเหลืองส่งเสียง “ก๊า” หนึ่งครั้ง ขนกระจุกเล็ก ๆ บนหัวของมันที่เคยเป็นสีเหลืองอ่อน บัดนี้กลับกลายเป็นสีดำ หากไม่คุ้นเคยกันจริง ๆ คงจำไม่ได้แน่
คุณยายซูหัวเราะเย็นเฉียบ ทำเอาเสี่ยวอู่ขวัญหนีดีฝ่อรีบกระพือปีกบินขึ้นไปเกาะบนชั้นวางของทันที
แค่ออกไปเที่ยวเล่นนิดหน่อย ทำไมคุณยายคนนี้ต้องมองเหมือนจะจับไปตุ๋นกินด้วยล่ะ!
หากไม่ใช่เพราะปากกำลังคาบแผ่นยันต์อยู่ เสี่ยวอู่คงก่นด่าไม่หยุดปากแน่นอน
คุณนายซูกอดอกพลางจ้องเขม็ง “บอกมาดี ๆ ไปซนที่ไหนกันมา?”
หานหานรีบโพล่งแก้ตัวตามนิสัยปากไว “คุณย่าคะ! พวกเราไม่ได้ไปไหนจริง ๆ แค่แวะไปห้องสมุดกันมาเท่านั้นเองค่ะ! หนูขอสาบานแบบ พันเข็มหมื่นรูรั่วเลย!”
เด็กน้อยหัวโตหานเอ่ยคำสาบานด้วยความหนักแน่น แต่กลับใช้สำนวนผิด ๆ ถูก ๆ จนน่าเอ็นดู