ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 347 KPI สดใหม่จากเตา
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 347 KPI สดใหม่จากเตา
ซูจื่อซีเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้เขายืนคว้างอยู่หน้าห้องซีทีสแกน ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับถ้อยคำออดอ้อนของซู่เป่าเมื่อครู่
“พี่ชายเป็นเด็กดี ตรวจหน่อยนะ!”
“ไม่ใช่ฉีดยาเสียหน่อย ไม่เจ็บเลยสักนิดค่ะ”
“ถ้าพี่ชายตรวจเสร็จ ซู่เป่าจะแบ่งลูกอมให้พี่ชายเม็ดหนึ่งเลย!”
สมองสั่งการให้ปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับเชื่อฟังแต่โดยดี รู้ตัวอีกที… เขาก็มายืนเซ่ออยู่ตรงนี้เสียแล้ว
ซูจื่อซีมุมปากกระตุกด้วยความขัดใจ
ขณะนั้นเอง คุณหมอก็ถือแฟ้มประวัติก่อนขานเรียกคิว “ซูจื่อซี!”
คุณนายซูออกแรงผลักไหล่หลานชายเบา ๆ
เด็กคนนี้มายืนต่อคิวหน้าห้องตั้งนานแล้ว
ยังไม่ตั้งสติอีกหรือ? หวังว่าไม่มีอะไรร้ายแรงนะ…
ซูจื่อซีถอนหายใจพร้อมกับนวดหว่างคิ้วแก้เก้อ ก่อนยอมเดินเข้าไปด้านในแต่โดยดี
ซูเหอเวิ่นยืนดูอยู่ห่าง ๆ ถึงกับบ่นพึมพำ “น้องสาว เธอจะไปง้อเขาทำไมเนี่ย ทำเหมือนเขาเป็นเด็กไปได้ ยังมีการให้ลูกอมรางวัลอีก”
พี่ชายคนเล็กแค่นหัวเราะเหยียด ๆ ทว่าบนใบหน้ากลับแปะป้ายคำว่า ‘หึง’ ไว้ตัวโต
ซู่เป่ารีบแกะลูกอมเม็ดหนึ่งแล้วยัดใส่ปากซูเหอเวิ่นทันควัน “พี่คะ ต้องมีความอดทนนะ”
ซูเหอเวิ่นหุบปากฉับพลัน เขายืนอมลูกอมแล้วเปลี่ยนอารมณ์เป็นเบิกบานขึ้นมาทันที
จี้ฉางลอยตัวอยู่อย่างเงียบเชียบข้างกายซู่เป่า ในที่สุดก็บันทึกข้อมูลลงสมุดเสร็จสิ้น ก่อนเอ่ยว่า “ซูจื่อซีไม่เป็นไรหรอก สบายใจได้”
“อืม ๆ” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
‘หนูรู้อยู่แล้วล่ะค่ะ!’
เด็กน้อยนับนิ้วคำนวณในใจ
พี่ชายจื่อซีดวงต้องเผชิญมีดหมอหนึ่งครั้งแน่ แต่ก็นับเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“อาจารย์คะ วันนี้ทำไมไม่อยู่ทำงานล่วงเวลาล่ะคะ?” ซู่เป่าถามด้วยความสงสัย
“ประตูผีกำลังจะปิดแล้ว ช่วงพีคของงานผ่านพ้นไปแล้วล่ะ” จี้ฉางตอบเสียงเรียบ
ซู่เป่าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
ช่วงพีคของงาน… ดูเหมือนวันนี้เธอจะได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ที่ดูน่านับถืออีกคำหนึ่งเสียแล้ว
บริเวณชั้นตรวจแห่งนี้ คุณนายซูและหลานอีกสองคนนั่งรออยู่บนเก้าอี้ม้านั่งยาว ทันใดนั้นก็เห็นซูอี้เชินในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตาเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทางเร่งรีบ
“คุณแม่ครับ พากันมาแล้วทำไมไม่บอกผมสักคำ?” ซูอีเฉินเอ่ยอย่างหมดหนทาง “ผมจะได้แจ้งเพื่อนร่วมงานไว้ล่วงหน้า”
คุณนายซูยังไม่ทันอ้าปาก ซู่เป่าก็โบกมือหยอย ๆ “ลุงเล็กขา เราไม่ใช้เส้นค่ะ ไม่ยอมใช้เส้นเด็ดขาด!”
ซูอีเฉินอดขำไม่ได้ เขาเอื้อมมือไปบีบจมูกมนของหลานสาวเบา ๆ “หนูรู้หรือเปล่าว่าใช้เส้นแปลว่าอะไร?”
ซู่เป่าตอบด้วยท่าทีมั่นใจ “รู้ค่ะ! ก็คือการเข้าประตูหลังของโรงพยาบาลไงคะ เราเข้ามาทางประตูหน้าถูกต้องแล้ว ไม่เดินทางประตูหลังแน่นอนค่ะ!”
เจ้าตัวน้อยพยายามถ่ายทอดความเห็นของตนเอง แต่ปากที่ยังคาบลูกอมอยู่นั้นกลับทำให้น้ำลายใส ๆ แอบหยดแหมะลงมา เธอสะดุ้งสุดตัว รีบสูดน้ำลายกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว
จี้ฉางมุมปากกระตุก
ซูเหอเวิ่นเห็นดังนั้นก็รีบกุลีกุจอหยิบทิชชู่ออกมาซับให้น้องสาวทันควัน น้องสาวเขา น่ารักที่สุดในโลกเลย!
คุณยายซูคลี่ยิ้มเอ็นดูพลางเอ่ย “แม่เป็นคนกำชับเองว่าไม่อยากไปรบกวนเวลาทำงานของลูก ซู่เป่าคงจำความไปแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ เลยเหลือติดปากมาแค่คำว่าไม่ใช้เส้นนี่แหละจ้ะ”
ซูอี้เชินขยับยิ้มบางพร้อมกับอธิบายเสริม “ความจริงไม่ใช่การใช้เส้นสายหรอกครับ แต่หากบอกกล่าวกันล่วงหน้า ผมจะได้จัดแจงจองคิวช่วงเช้าไว้ให้ พอพวกแม่เดินทางมาถึงก็จะได้รับตรวจในทันที”
เขามองว่านี่ไม่ใช่การลัดคิวด้วยสิทธิพิเศษ แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่างหาก คุณนายซูส่ายหัวช้า ๆ “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เวลาเราเยอะ ค่อย ๆ รอก็ได้”
บทสนทนาจบลงเมื่อประตูห้องตรวจเปิดออกอีกครั้ง ซูจื่อซีเดินออกมาด้วยท่าทางง่วงงุน
ผลตรวจเร็วสุดคงเป็นช่วงบ่าย ซูอี้เชินเหลือบมองเวลาก่อนเอ่ยชวน “คุณแม่รอผมสักครู่ได้ไหมครับ ไปทานมื้อเที่ยงในโรงอาหารด้วยกัน”
หญิงชรามองเด็กทั้งสามคนแล้วนึกลังเลจะปฏิเสธ เพราะโรงอาหารคนพลุกพล่าน กลัวว่าพาเด็กสามคนไปจะวุ่นวายจนเกินรับมือ แต่ซู่เป่ากลับตื่นเต้นจนยกมือร่าเริง “ไปค่ะ! ไปโรงอาหารกัน!”
‘หนูยังไม่เคยไปโรงอาหารเลยนะเนี่ย!’
คุณนายซูมองหลานสาวก่อนเปลี่ยนคำพูด “งั้นก็ได้ พวกเราจะไปรออยู่ศาลาในสวนตรงลานกลางนะ”
ซูอี้เชินพยักหน้าพร้อมบีบแก้มซู่เป่าเบา ๆ “รอลุงเล็กนะครับ” ก่อนรีบสับเท้าเดินจากไปอีกครั้ง
เมื่อพากันจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย คุณยายซูก็นำทีมเด็กทั้งสามตรงไปยังศาลาพักผ่อน ทว่าทันทีที่นั่งลง เสียงเจี๊ยวจ๊าวอันคุ้นหูก็ดังขึ้นมาทันที
“ที่รัก! ยอดยาหยีของข้า!” เสี่ยวอู่แปะตัวแนบชิดกับฝาครอบใสทรงอวกาศของกระเป๋าสัตว์เลี้ยง ทำหน้าตาน่าเวทนา
ซูเหอเหวินหิ้วกระเป๋าใบนั้นเดินเข้ามาด้วยมาดนิ่งขรึม ใบหน้าเยาว์วัยทว่ากลับทำท่าทางเคร่งขรึมเย็นชา
“นกแก้วของเธอส่งเสียงหนวกหูจะตายอยู่แล้ว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “มันร้องโวยวายมาหาเธอให้ได้”
“……”
มันไม่ได้ร้องสักแอะ! มนุษย์ไร้มารยาทคนนี้ช่างกล้านัก
หม้อใบเบ้อเริ่มดันโยนมาให้นกรับกรรมแทนหน้าตาเฉย!
ซู่เป่ารีบรับกระเป๋ามาเปิดออก เสี่ยวอู่ใช้จะงอยปากคาบสายรัดปีนออกมาทันควัน มันบินไปเกาะบนไหล่แล้วเอาหน้าซุกไซ้แก้มซู่เป่าอย่างอ้อนออเซาะ
“ก๊าก ก๊าก! เมื่อกี้ข้าแอบไปให้น้ำเกลือมา… เป็นคืนที่คิดถึงเธอ!”
“……”
‘นี่มันมุกจีบสาวสำนักไหนกันเนี่ย?’
เสี่ยวอู่อั้นมาตลอดทาง พอปากว่างก็ร่ายยาวไม่หยุด “เมื่อกี้ข้าเพิ่งแบกปูนซีเมนต์มาลังหนึ่ง ก็คิดถึง แล้วฉันก็เอาดินพวกนี้มาปั้นเป็นหม้อดิน วางบนกองไฟจนมันส่งเสียงดังออกมา… คิดถึงฉันบ้างไหม!”
ทุกคนถึงกับมุมปากกระตุกพร้อมกันโดยไมได้นัดหมาย
คุณนายซูเอื้อมมือไปจิ้มหัวเสี่ยวอู่พลางพร่ำบ่น “วันหลังถ้าว่างนัก แกก็ไปอยู่กับตาแก่คนนั้นบ่อย ๆ ให้แกได้เรียนรู้เรื่องราวบ้างเถอะ!”
ลองดูเอา… วันนี้เธอบอกว่ามาโรงพยาบาล เมื่อสามีถามถึงสาเหตุแล้วรู้ว่าเป็นการพาซูจื่อซีมาตรวจสมอง กลับทิ้งตัวลงนั่งที่เดิมหน้าตาเฉย
หากเป็นเรื่องของหลานชายคนนี้ ก็ไม่คิดขยับตัวมาด้วยแล้ว แถมช่วงนี้ยังชอบอ้างว่าเหนื่อยจากการส่งวิดีโออวดเธอทุกวันจนอยากพักผ่อนเสียอย่างนั้น
‘ฟังสิ! นี่ใช่คำพูดของคนเป็นปู่หรืออย่างไร? ช่างน่าน้อยเนื้อต่ำใจแทนหลานจริง ๆ’
ซูจื่อซีโพล่งขึ้นมาทำลายบรรยากาศเงียบเหงา “เอ่อ… แล้วลูกอมของฉันล่ะ?”
ซู่เป่านึกขึ้นได้ว่าเกือบจะลืมสัญญากับพี่ชายเสียแล้ว จึงรีบหยิบลูกอมออกมาแกะห่อแล้วยัดใส่ปากพี่ชายทันที
“เอ้า! หวานไหมคะ?” เธอถามพร้อมจ้องมองด้วยตาใสแจ๋ว
ซูจื่อซีไม่ได้ตอบคำถาม แต่เสี่ยวอู่กลับจ้องไปยังปากของเขาแล้วส่ายหัวรัว “เด็กกินลูกอมมันเสียสุขภาพ! ส่งมาให้ฉันกินดีกว่า จะยอมแบกรับความทุกข์ทรมานนี้ไว้เอง!”
ซู่เป่าหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ
ลูกอมสามเม็ดนี้คุณยายอุตส่าห์ใจดีอนุญาตให้เธอกินได้ในวันนี้ เธอแบ่งให้คุณลุงเล็กไปเม็ดหนึ่ง แบ่งให้พี่จื่อซีไปเม็ดหนึ่ง และตัวเองกินไปอีกเม็ด… สรุปคือไม่เหลือส่วนของเสี่ยวอู่แล้วนั่นเอง!
ซูเหอเหวินยืนอยู่ข้าง ๆ กลับรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ตอนคุณย่ามอบลูกอมให้ซู่เป่า เขาก็เห็นเต็มสองตาว่าเธอโปรดปรานของหวานขนาดไหน ทว่ายัยหนูยังอุตสาห์แบ่งให้ซูจื่อซีไปหนึ่งเม็ด ส่วนเม็ดที่สองเธอก็กำลังอมอยู่…
เช่นนั้นก็น่าจะยังเหลืออีกเม็ดไม่ใช่หรือ?
ใบหน้าเล็กของซูเหอเหวินยิ่งทวีความเย็นชา ลึก ๆ ในใจกลับแอบคาดหวังว่าเมื่อไหร่ซู่เป่าจะแบ่งให้ตนบ้าง
เขาไม่ได้อยากกินหรอกนะ แค่รู้สึกว่าในเมื่อซูจื่อซีได้ เขาก็ไม่ควรด้อยไปกว่ากันต่างหาก!
ในชั่วขณะนั้น ทั้งซูเหอเหวินและเสี่ยวอู่ต่างจ้องเขม็งไปที่ปากของซูจื่อซีเป็นจุดเดียว
เสี่ยวอู่ถอนหายใจทิ้งราวกับเสียดาย “หมดกัน หมดกันหมดเลย!”
ท่าทางตลกโปกฮาของนกแก้วสีเขียวเรืองแสงดึงดูดสายตาคนไข้และบรรดาญาติในละแวกนั้นให้ขยับเข้ามามุงดูด้วยความประหลาดใจ นกตัวนี้กลายเป็นปีศาจไปแล้วหรืออย่างไร?
ชายวัยกลางคนท่าทางละม้ายลุงข้างบ้านคนหนึ่งยิ้มกริ่มจนตาปิด เขาจ้องมองเสี่ยวอู่ตาเป็นมันพลางพึมพำ “โอ้… นกตัวนี้ดูฉลาดเหลือเกินนะเนี่ย ถ้านำไปย่างกินคงจะหอมกรุ่นกว่านกตัวไหน ๆ แน่เลย”
ท่ามกลางเสียงชื่นชมในความแสนรู้ กลับมีคำพูดคุกคามส่อแววอำมหิตของชายผู้นี้กลับทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบลงถนัดตา
ซู่เป่าชะงักงันแล้วจ้องมองไปโดยสัญชาตญาณ และนั่นกลับทำให้เธอต้องตกตะลึงหนักยิ่งกว่าเดิม
“โอ้โห… มาถึงที่นี่เพียงครูู่เดียว ก็เจอเป้าหมายเข้าให้แล้วหรือ?” จี้ฉางหรี่ตาลง
วิญญาณร้ายรายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้ว!