ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 350 แค่ลงมีดเพียงครั้งเดียว รวดเร็วมาก!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 350 แค่ลงมีดเพียงครั้งเดียว รวดเร็วมาก!
ซูอี้เชินก้มมองรายงานผลการตรวจของซูจื่อซี คิ้วหนาก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
ในรายงานระบุชัดเจนว่า พบเงาความหนาแน่นสูงลักษณะคล้ายแกนหมุนภายในสมองของซูจื่อซี ซึ่งต้องสงสัยว่าจะเป็นภาวะเลือดคั่ง
พอนึกถึงข้อมูลที่คุณนายซูเคยเล่าว่า ซูจื่อซีเคยตกจากชั้นสองตอนอายุยังน้อย และเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นมานานถึงห้าปีเต็ม จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นภาวะเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชนิดเรื้อรัง
“ต้องทำ MRI เพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลให้แน่ชัดอีกครั้ง!” ซูอี้เชินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ภาวะเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชนิดเรื้อรังในระยะเริ่มแรกนั้นมักถูกมองข้ามได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กซึ่งจะมีอาการง่วงซึมผิดปกติ กะโหลกศีรษะขยายใหญ่ กระหม่อมหน้าโป่งนูน หรือมีอาการชักกระตุกร่วมด้วย
เขามองว่าซูจื่อซีดูปกติดีมาโดยตลอดจึงไม่ได้เอะใจ ในฐานะแพทย์ที่ปล่อยให้หลานชายใช้ชีวิตอยู่กับก้อนเลือดในสมองมานานโดยตรวจไม่พบ ก็นับว่าเป็นความบกพร่องร้ายแรงของเขาเอง
ซูอี้เชินจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดพลางย้อนนึกถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาของหลานชาย
ก่อนซู่เป่าเข้ามาในตระกูลในฐานะหลานสาว ซูจื่อซีขึ้นชื่อเรื่องความรั้น ชอบโต้เถียงจนท่านปู่และคุณย่าซูต้องหัวร้อนเป็นประจำ
ทว่าเมื่อพิจารณาให้ดี ยามคนในครอบครัวพูดคุยด้วย เขามักมีท่าทีเฉยเมยเย็นชา และจะยอมโต้ตอบก็ต่อเมื่อต้องโต้เถียงกลับเท่านั้น ทุกคนจึงพากันปักใจเชื่อว่าเขาเป็นเด็กดื้อดึงไม่ฟังความ
ใครจะคาดคิดว่า แท้จริงแล้วนั่นคือสัญญาณเตือนของอาการตอบสนองช้าต่างหาก…
“รุนแรงมากไหมลูก?” หญิงชราถามด้วยความกังวล
ซูอี้เชินตอบเลี่ยง ๆ ว่า “จะว่าไม่รุนแรงก็ใช่ แต่ถ้าหากมองในแง่ของตำแหน่งที่เกิดก็ถือว่าประมาทไม่ได้ครับ เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ถึงขั้นต้องผ่าตัดฉุกเฉินในทันที”
“แต่ถึงอย่างไรก้อนเลือดนี้ก็ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด จะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ต้องผ่าตัดระบายก้อนเลือดออก…”
ซูเหอเวิ่นแทรกขึ้น “หมายความว่าต้องกรีดกะโหลกเปิดหัวเข้าไปจริง ๆ หรือครับ?”
ซูอี้เชินพยักหน้า ก่อนเริ่มอธิบายถึงลักษณะของภาวะเลือดออกเรื้อรัง อาการทางการแพทย์ และแนวทางการรักษาทั้งหมด
คุณนายซูรีบส่งข่าวนี้ลงในกลุ่มครอบครัวทันที ว่าซูจื่อซีจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจโดยละเอียดอีกครั้ง ซึ่งซูอี้เชินก็ได้จัดเตรียมจองเตียงผู้ป่วยไว้ให้แล้ว
การจองเตียงในโรงพยาบาลรัฐนั้นขึ้นชื่อเรื่องความยากลำบาก ซูอี้เชินต้องไหว้วานคนให้ช่วยจัดการต่อคิว คาดว่าต้องรอจนถึงสัปดาห์หน้าจึงจะเข้าพักรักษาตัวได้
หลังจากจัดการธุระเสร็จสิ้น หญิงชราก็พาเด็กน้อยทั้งสามคนกลับบ้าน ระหว่างทางซูจื่อซีนั่งเงียบขรึมผิดปกติ ก่อนถามขึ้นเบา ๆ ว่า “ต้องผ่าที่กะโหลกของฉันจริง ๆ เหรอ?”
คุณนายซูถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ‘เด็กคนนี้คงนั่งคิดเรื่องนี้มาตลอดทางเลยสินะ!’
“พี่จื่อซีไม่เป็นไรหรอกนะ แค่ลงมีดไปครั้งเดียวเอง รวดเร็วมากเลยละค่ะ!” ซู่เป่าเอื้อมมือไปตบหลังมือพี่ชายเบา ๆ ก่อนพูดปลอบใจ
จี้ฉางถึงกับขำไม่ออก… แค่ลงมีดไปครั้งเดียว รวดเร็วมาก…
คำพูดแบบนี้หลุดมาจากปากของยมทูตตัวน้อย ทำไมมันถึงฟังดูสยองพองขนพิกลขนาดนี้!
ในวันนั้น หลังจากทุกคนกลับถึงบ้าน ต่างก็พากันรุมล้อมปลอบขวัญซูจื่อซีและให้กำลังใจเด็กชายอยู่นานสองนาน
ทว่าซูจื่อซีกลับทำเพียงนิ่งเฉย ส่งเสียงรับคำเบา ๆ เป็นระยะ จนไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นเข้าหูเขาบ้างหรือไม่
ส่วน ซูเหอเหวิน… แม้จะล่วงเลยจนถึงเวลาเข้านอน ในใจเขาก็ยังคงมีเรื่องค้างคา
‘น้องสาวไม่ได้แบ่งลูกอมเม็ดนั้นให้เขาจริง ๆ ด้วย!’
*
ไม่นานนักก็ล่วงเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์
วันนี้ซูอี้เชินพาซู่เป่าออกไปข้างนอกกันเพียงสองคน เพื่อมุ่งหน้าไปทานมื้อค่ำที่บ้านของหวงต้าฉวน
ซูเหอเวิ่นพยายามขอตามไปด้วยทว่ากลับถูกปฏิเสธ เขาได้แต่ยืนเกาะขอบประตูมองดูรถยนต์แล่นหายลับไปสุดปลายถนนด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ จนแทบจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาโบกส่งอยู่รอมร่อ
ซูเหอเหวินยืนกอดอกพลางแค่นหัวเราะเยาะ “น่าอับอายจริง ๆ! ออกไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง ตอนเย็นก็กลับ ต้องมาส่งถึงหน้าบ้านเลย?”
ซูเหอเวิ่นหันมาแยกเขี้ยวใส่ “ถ้าพี่ไม่อาย ก็ไม่ต้องโผล่หน้าออกมาสิ!”
ซูเหอเหวินหันหลังเดินกลับเข้าบ้านพลางพึมพำ “ฉันก็แค่ผ่านมาเฉย ๆ”
ซูเหอเวิ่นรีบเดินตามไปจี้ถามพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน “พี่ครับ… รู้สึกไหมว่าประโยคนี้มันคุ้นหูมาก?”
ซูเหอเหวินกำลังอ้าปากเถียง ก็นึกขึ้นได้กะทันหัน…
นานมาแล้ว ซูเหอเวิ่นเคยถือแก้วน้ำแกล้งทำเป็นลงมาหาน้ำดื่มที่ชั้นล่าง แล้วเดินผ่านหน้าห้องของซู่เป่า… พร้อมกับบอกว่าแค่ผ่านมาเฉย ๆ
คลิปหลักฐานนั้นยังอยู่ในโทรศัพท์เขาอยู่เลย!
ไม่นึกเลยว่าวันหนึ่ง ตนเองต้องมาใช้ข้ออ้างห่วย ๆ แบบนี้บ้าง!
ซูเหอเหวินรู้สึกเก้อเขินจนทำตัวไม่ถูก เขาทำเพียงฮึ่มแฮ่ในลำคอก่อนจ้ำอ้าวหนีเข้าบ้านไปโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีก
ซูเหอเวิ่นยังคงยิ้มกริ่ม ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่าย ๆ
“เมื่อวานนี้น้องสาวมีลูกอมอยู่สามเม็ด…”
“จื่อซีต้องไปตรวจสมอง น้องสาวเลยให้กำลังใจด้วยลูกอมหนึ่งเม็ด”
“แล้วน้องสาวก็กินเองไปอีกหนึ่งเม็ด”
“คราวนี้พี่รู้ไหมว่าเม็ดสุดท้ายตกไปอยู่ในปากใคร? ฮิๆ ใช่แล้ว… ผมเองยังไงล่ะ!”
“โหย… ลูกอมที่น้องสาวให้เนี่ย มันหวานชื่นใจสุด ๆ ไปเลยพี่!”
ซูเหอเวิ่นดูร่าเริงกับการหาเรื่องใส่ตัวเป็นพิเศษ เขาจ้องหน้าพี่ชายคนโตด้วยท่าทีโอ้อวด แถมยังแสร้งเม้มปากซ้ำ ๆ ราวกับกำลังละเมียดละไมรำลึกถึงความหวานของลูกอมเม็ดนั้นไม่ยอมคลาย
ซูเหอเหวินพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างสุดความสามารถ ในใจนึกอยากจะยันน้องชายจอมกวนคนนี้ให้ตกบันไดไปเสียรู้แล้วรู้รอด เขาเค้นเสียงเย็นชาสวนกลับไปว่า “ก็แค่ลูกอมเม็ดเดียว อย่าทำตัวเป็นเด็กหน่อยเลย”
เขาไม่ได้อยากได้สักนิดเดียวจริง ๆ นะ!
พูดจบซูเหอเหวินก็สะบัดหน้าหนี เดินกระฟัดกระเฟียดกลับเข้าห้องนอนไปทันที
ซูเหอเวิ่นยังไม่ยอมลดละ ตะโกนไล่หลังไปว่า “แหม… ก็แค่ลูกอมเม็ดเดียวเนอะ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อวานใครกัน ที่จ้องปากซูจื่อซีไม่กะพริบเลย แหม่ ๆ ๆ!”
ปัง! เสียงประตูปิดลง
ซูเหอเวิ่นยิ้มกริ่มราวกับเป็นผู้ชนะ ในที่สุดเขาก็รู้สึกโล่งใจเสียที
*
ซูอี้เชินพาซู่เป่ามาถึงบ้านของหวงต้าฉวน บรรดาญาติมิตรบางส่วนก็เดินทางมาถึงก่อนแล้ว…
บ้านของหวงต้าฉวนตั้งอยู่ในหมู่บ้านแถบชานเมือง แม้เป็นชนบทแต่การตัดถนนและภูมิทัศน์โดยรอบกลับได้รับการจัดการโดยเป็นระเบียบเรียบร้อยทีเดียว
ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างเอง บ้านของหวงต้าฉวนเป็นตึกสองชั้นขนาดกำลังดี อีกทั้งบริเวณห้องโถงชั้นล่างและลานหน้าบ้านคลาคล่ำไปด้วยหมู่ญาตินั่งจับกลุ่มคุยกันจนเต็มพื้นที่
ทันทีที่เห็นซูอี้เชินปรากฏตัว ทุกคนก็กุลีกุจอออกมาต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ส่วนซู่เป่านั้นเพียงก้าวเท้าเข้าบ้านได้ไม่กี่ก้าว สองมือน้อย ๆ ก็เต็มไปด้วยขนมนมเนย แถมกระเป๋าเสื้อยังถูกยัดจนพองโต
ว้าว (^▽^)
‘หนูชอบงานเลี้ยงที่สุดในโลกเลย!’
หวงต้าฉวนแนะนำพี่น้องแท้ ๆ ของตนให้ซูอี้เชินรู้จักด้วยความปลาบปลื้ม ซึ่งแต่ละคนต่างมาช่วยงานกันด้วยความขะมักเขม้น
“คุณหมอซูนั่งพักก่อนนะคะ อีกเดี๋ยวก็ได้เวลาตั้งโต๊ะแล้วค่ะ!” เสี่ยวหงในชุดผ้ากันเปื้อนเดินยิ้มออกมาทักทาย ก่อนหยิบน่องไก่ชิ้นโตยัดใส่มือซู่เป่าอย่างเอ็นดู
ภายในบ้านยังมีกลุ่มเด็ก ๆ นั่งรุมจ้องหน้าจอมือถือดูการ์ตูนกันแล้วส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวออกมาเป็นระยะ
จี้ฉางลอยตัวละล่องอยู่ข้าง ๆ กวาดสายตามองไปรอบตัว “โดยรวมแล้วตระกูลนี้ถือว่ากลมเกลียวกันดีทีเดียว จะมีก็แต่ ‘หนูหัวเน่า’ บางตัว ทำให้เสียบรรยากาศไปบ้าง”
“แต่ก็นับว่ายังดี เพราะพวกญาติห่าง ๆ มักไม่ค่อยได้คลุกคลีกันเท่าไหร่นัก…”
หากจี้ฉางจำไม่ผิด ชายที่ปีศาจปากร้ายสิงสู่อยู่นั้น คือพี่เขยลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวหงนั่นเอง
ซู่เป่าพยักหน้ารับคำพลางเคี้ยวคุกกี้ตุ่ย ๆ จนเต็มปาก เอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “อาจารย์ดูสิคะ หนูหัวเน่ามาแล้ว!”
รถเก๋งสีขาวคันหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าบ้าน
ชายวัยกลางคนที่มีวิญญาณร้ายเกาะติดอยู่ เขาเหลือบมองนาฬิกาสีทองบนข้อมือ ก่อนจัดเสื้อลายสก็อตให้เรียบร้อย แล้วจึงปิดประตูรถเสียงดังโครมโดยไม่หันกลับไปมอง ท่าทางวางมาดโก้หรูดูภูมิฐานเสียเต็มประดา
“เฮ้… มากันครบหน้าครบตาเลยนะ!”
“โอ๊ะ คุณหมอซูก็มาด้วยหรือครับ!”
ชายคนนั้นเดินเข้ามาอย่างร่าเริงเกินเหตุ ทักทายซูอี้เชินเพียงชั่วครู่ก่อนหันไปเร่งเร้าเสี่ยวหงทันที
“เตรียมข้าวปลาเสร็จหรือยัง? โธ่… ความจริงพวกเราควรมาช่วยตั้งแต่ไก่โห่แล้วเชียว ติดที่พี่สาวเธอนั่นแหละ ชักช้าลีลาเหลือเกิน! เสี่ยวหง ดูสิว่ามีอะไรให้ช่วยอีกไหม รีบใช้พี่สาวเธอให้ไวเลยนะ!”