ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 358 โดนแมวน้อยมาชนรีดเงิน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 358 โดนแมวน้อยมาชนรีดเงิน
บทที่ 358 โดนแมวน้อยมาชนรีดเงิน
ไม่นานนัก…
หลังจากสมาชิกตระกูลซูดูคลิปสั้นจบ ต่างก็พากันตอบกลับข้อความในกลุ่มทันที
ซูอีเฉิน [พากลับมาเลย]
ซูจื่อหลิน [ซู่เป่าน่ารักมาก!]
ซูเยว่เฟย [ตอนนี้อยู่สนามบินนานาชาติประเทศ X เพิ่งลงเครื่อง อยากกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย!]
ซูโล่ว [เฮ้อ… แมวสมัยนี้ไม่มีจิตสำนึก เรียกร้องเกินเหตุจริง ๆ]
ซูอิงเอ๋อร์ [เลี้ยงเลย! พากลับมาเถอะ! ตระกูลเราเลี้ยงแมวแค่ตัวเดียวไม่ไหวหรือไง??]
ซูจิ่นโม่ [เลี้ยง]
มู่กุยฝาน [ไม่มีกล้องหน้ารถหรือไง? เปิดให้มันดูสิ]
ซูอีเฉิน […]
ซูเฉาหยุน [แจ้งตำรวจเลย! ให้ตำรวจจราจรมาตัดสินว่าใครผิดใครถูก]
ซูอีเฉิน [%##@…]
พวกนี้จะช่วยอะไรได้บ้างไหมเนี่ย…
คุณยายซูดูคลิปวนซ้ำหลายรอบก่อนตอบกลับมา
[หลานสาวแก้มป่องของยายจะกลับบ้านแล้ว ยายไปเตรียมข้าวรอเลยนะ วันนี้จะทำอาหารแมวเพิ่มให้อีกที่ด้วยแล้วกัน!]
คุณตาซู [เรื่องเล็กแค่นี้ยังต้องมาถามอีกหรือ?]
ซูอี้เชินรีบพิมพ์ตอบ [ซู่เป่ากังวลมาก กลัวแมวจะไปข่วนเสี่ยวอู่น่ะครับ]
ในกลุ่มเงียบกริบไปชั่วครู่
ซูอีเฉิน [ก็ผูกแมวไว้สิ]
ซูจื่อหลิน […]
ซูโล่ว [พี่ใหญ่ นั่นมันแมวนะไม่ใช่หมา]
ซูอิงเอ๋อร์ [งั้นก็ผูกเสี่ยวอู่ไว้ด้วยเลยไหม?]
ซูอี้เชิน [……]
มู่กุยฝาน [ฉันอยากเห็นเจ้านกขี้คุกนั่นโดนทำโทษเหมือนกัน]
เมื่อซูอี้เชินเห็นความไม่น่าไว้วางใจของคนในกลุ่มแล้ว จึงได้แต่ยอมแพ้ให้แก่พฤติกรรมเหล่านั้น เขาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าพลางขยับไปนั่งยอง ๆ หน้ารถอีกครั้ง
“เอาแบบนี้ไหม… ลองพามันกลับบ้านเราดู?” เขาหยั่งเชิงถามซู่เป่า
เจ้าลูกแมวตัวแสบแอบลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเพื่อสังเกตการณ์อย่างลับ ๆ ใบหูของมันกระดิกตั้งชันคอยดักฟังบทสนทนาราวกับตั้งใจ
ซู่เป่ากัดปลายนิ้วพลางเอ่ยถามด้วยความลังเล “แต่ถ้ามันมีเจ้าของล่ะคะจะทำยังไง หนูไม่อยากกลายเป็นคนร้ายลักพาตัวแมวนะ”
“เมี้ยว!” เจ้าเหมียวขานรับทันควัน
“เห็นไหมล่ะ มันบอกเองว่าไม่มีเจ้าของ” ซูอี้เชินเอ่ยยืนยันด้วยน้ำเสียงสุขุมจริงจัง ทั้งที่สิ่งที่พ่นออกมานั้นช่างไร้สาระสิ้นดี
จี้ฉางซึ่งกอดอกอยู่ด้านข้างถึงกับมุมประตุก
คนผู้นี้ไปแอบฝึกภาษาแมวมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ซู่เป่าเม้มปากก่อนฝากฝังด้วยความเป็นห่วง “งั้น… พอกลับไปแล้ว ห้ามจับเสี่ยวอู่นะ! ห้ามรังแกเสี่ยวอู่กับคุณปู่เต่าด้วย! อื้ม… ถ้าแกไปรังแกคนอื่นล่ะก็…”
“ฉันจะพาแกไปตอนทิ้งทันทีเลย!” ซูอี้เชินสวนกลับโดยอัตโนมัติ
“??”
ตอนอะไรเหรอคะ?
สุดท้าย เจ้าแมวต้มตุ๋นก็ได้สมใจอยาก มันยอมติดตามซู่เป่ากลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลซูแต่โดยดี
ทันทีที่ผ่านพ้นประตูคฤหาสน์ เจ้าแมวก็กระโจนออกทางหน้าต่างรถอย่างรวดเร็ว เพียงแค่กระโดดไม่กี่ครั้ง ร่างของมันก็หายวับไปในพริบตา
“กลับมานะ…!” ซู่เป่าก้มหน้าพิงขอบหน้าต่าง ร้องตามด้วยท่าทีตกใจ
แย่แล้ว!
ฝั่งที่มันวิ่งไปคือสนามหญ้าซึ่งเสี่ยวอู่ชอบไปวิ่งเล่น แถมยังมีสวนป่าเล็ก ๆ ปลูกต้นไม้เรียงรายอยู่อีกหลายแถวอีกด้วย!
เสี่ยวอู่กำลังเดินทอดน่องกัดแทะยอดหญ้าอย่างสบายอารมณ์ ทว่าจู่ ๆ มันก็ชะงักพลางเอียงคอจ้องเขม็งไปยังพุ่มไม้รกครึ้มเบื้องหน้า
ฉับพลันนั้น เงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบตัดหน้าด้วยความเร็วเหลือเชื่อ! กรงเล็บแหลมคมตวัดวับผ่านศีรษะมันไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด!
เจ้านกตกใจจนกระโดดตัวลอย แผดเสียงร้องลั่น “โอ้โหย! ใครกล้ามาลอบกัดฉันเนี่ย!”
เจ้าแมวลายเสือโจนทะยานไล่กวดตามมาติด ๆ เสี่ยวอู่รีบตะเกียกตะกายทั้งบินทั้งกระโดดสลับกับกลิ้งขลุก ๆ ไปตามพื้นหญ้า ขณะโวยวายขอความช่วยเหลือไม่หยุดปาก “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ไอ้เหมียวมันจะกินนกแล้ว!”
ในความเป็นจริง เจ้าแมวตัวแสบเพียงแค่อยากออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์และทำความคุ้นเคยกับถิ่นที่อยู่ใหม่เท่านั้นเอง
แต่ทันทีที่เจ้าแมวเห็นนกตัวหนึ่งกำลังจิกหญ้ากินอยู่บนสนาม มีหรือที่มันจะยอมอยู่เฉย?
ในฐานะหัวหน้าแก๊งแมวจากบ้านเจ้านายเก่า หน้าที่จัดการหนูและนกซึ่งเข้ามาก่อกวนล้วนตกเป็นความรับผิดชอบของมันทั้งสิ้น!
มันจึงไม่รอช้า พุ่งเข้าจู่โจมศัตรูตัวจ้อยทันที
แต่แมวแสบกลับคาดไม่ถึงว่า นกตัวนี้จะสามารถบินหลบเล็บคมของมันได้จริง ๆ!
ด้วยความเป็นสัตว์ มันย่อมแยกแยะไม่ได้ว่าเสี่ยวอู่ที่ซู่เป่าเคยเอ่ยถึงคือตัวไหนกันแน่
มันไล่ตามไปโดยไม่ลดละ จนกระทั่งซู่เป่าวิ่งมาถึง เสี่ยวอู่จึงรีบพุ่งไปเกาะบนไหล่เจ้านายตัวน้อยเพื่อลี้ภัยทันที
เจ้านกแก้วสีเขียวเข้มสดใสแสดงอาการขวัญเสียอย่างหนัก มันทำหน้าตาเหมือนอยากร้องไห้แล้วร้องฟ้องเสียงหลง “มันตบฉัน! ฉันกำลังกินหญ้าอยู่ดี ๆ มันก็มาตบฉัน!”
ซู่เป่าโกรธจัดจนต้องเท้าเอว สั่งสอนเจ้าแมวเสียงเขียว “บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามรังแกเสี่ยวอู่? ไม่ฟังกันเลยนะ เดี๋ยวเถอะ…!” เด็กน้อยครุ่นคิดหาคำขู่ครู่หนึ่งก่อนโพล่งออกมา “ถ้าไม่เชื่อฟัง จะจับไปตอนให้เงียบเลย!”
“…เมี๊ยว…”
ซูอี้เชินเพิ่งวิ่งตามมาถึงพร้อมกับคุณนายตระกูลซู ท่านผู้เฒ่าซู ซูเหอเวิ่น และหานหาน…
รวมถึงมู่กุยฝานซึ่งรีบเดินทางกลับมาบ้านชั่วคราวพอดี
ทุกคนจึงได้ยินประโยคเด็ดนั้นเข้าเต็มสองหู
“จับไปตอนให้เงียบแปลว่าอะไรเหรอคะ?” หานหานถามขึ้นมาหลังจากฟังคำศัพท์ไม่คุ้นหู
หญิงชราใบหน้ามืดครึ้มทันตา “ใครสอนให้หลานพูดคำนี้?”
เหงื่อเย็นไหลซึมลงมาตามหน้าผากของซูอี้เชิน ปกติเขามักยืนดูเหล่าพี่ชายคนโตและมู่กุยฝานโดนดุอยู่ฝ่ายเดียว ไม่คิดเลยว่าวันนี้ส้มจะมาหล่นใส่ตัวเองเข้าเต็ม ๆ
แพทย์หนุ่มหันขวับไปมองมู่กุยฝานตามสัญชาตญาณ
“อย่ามองผมนะ คราวนี้ไม่ได้ทำจริง ๆ” มู่กุยฝานรีบยกมือขึ้นปฏิเสธพัลวัน
“ซู่เป่าจ๊ะ บอกยายมาสิ ใครสอนให้หนูพูดแบบนั้น?” คุณยายซูยิ้มอ่อนโยน ทว่าแววตากลับกดดัน
ซู่เป่าเหลือบเห็นซูอี้เชินกำลังขยิบตาให้เอาเป็นเอาตาย ราวกับมีเสียงในใจร้องว่า ช่วยด้วย! ช่วยลุงด้วย!
เด็กน้อยตาเป็นประกายแวบหนึ่งก่อนก้มหน้างุด พึมพำเสียงเบา “คือ… คือคุณลุงโจวจวี่สอนค่ะ”
และแล้วโจวจวี่ก็กลายเป็นแพะรับบาปอยู่อีกฟากของโลกไปเสียอย่างนั้น
ซู่เป่าที่เพิ่งหัดโกหกรู้สึกผิดอยู่ในใจลึก ๆ เธอเอาแต่นั่งแกะนิ้วมืองุ่มง่ามด้วยความกังวล จนซูอี้เชินเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความซาบซึ้งในความกตัญญูของหลานสาว
คุณยายซูหันไปมองลูกชายคนเล็กด้วยความสงสัย เขาจึงรีบปั้นหน้าเคร่งขรึมจริงจังพลางอธิบายเสริม “โจวจวี่เป็นญาติของหวงต้าฉวนน่ะครับแม่ ปากคอเราะร้ายมากทีเดียว”
เขาแอบเติมสีตีไข่เรื่องนิสัยของโจวจวี่เพิ่มอีกเล็กน้อย เมื่อได้ยินเช่นนั้นคุณยายซูก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ ถึงอย่างไรเธอก็คงไม่ฉีกหน้าลูกชายตัวเองต่อหน้าคนนอกหรอก
เพียงแต่… บัญชีรายชื่อ ลูกหลานที่ไว้ใจไม่ได้ ในใจเธอนั้น เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนเสียแล้ว!
ทางด้านซูเหอเวิ่นและหานหานต่างก็ตื่นเต้นกับสมาชิกใหม่จนลืมเรื่องอื่นไปเสียสนิท ทั้งคู่ต่างพากันนั่งยอง ๆ จ้องมองเจ้าแมว
เจ้าแมวถอยกรูดไปหลบอยู่ข้างเท้าซู่เป่าพลางส่งเสียงขู่คำรามต่ำ
“ถ้าฉันจำไม่ผิด แมวที่ขู่เสียงต่ำแบบนี้คือกำลังเตือนว่าห้ามเข้าใกล้”ซูเหอเวิ่นวิเคราะห์
“มันกลัวพวกเราหรือเปล่านะ?” หานหานยื่นมือออกไปหา
“ฉันว่าพวกเราต่างหากที่ควรกลัวมัน” ซูเหอเวิ่นถอยหลังหนึ่งก้าว
‘แมวตัวนี้ดูดุเอาเรื่องเลยแฮะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลุงเล็กถึงต้องถามในกลุ่มก่อนพากลับบ้าน…’
“ไม่เป็นไรหรอก! พี่กลัวก็กลัวไป ฉันไม่กลัว…” หานหานทำหน้าองอาจ
“พี่หานหานอย่าไปแตะมันนะคะ!” ซู่เป่ารีบเตือน
พูดยังไม่ทันขาดคำ หานหานก็ถูกเจ้าแมวตวัดอุ้งเท้าใส่ด้วยความเร็วแสง จนหลังมือเกิดรอยข่วนบาง ๆ และมีเลือดซึมออกมา
เด็กหญิงสะดุ้งโหยงรีบชักมือกลับ แล้วขู่กำราบด้วยสีหน้าดุ “เข้าบ้านเราแล้วก็ต้องเป็นแมวบ้านเราสิ! กล้าข่วนฉันเหรอ? คืนนี้ไม่ต้องกินข้าวเลยนะ!”
“ก๊า! ห้ามกินข้าว! ห้ามกินข้าว!” เสี่ยวอู่ได้ทีรีบขยี้ซ้ำ
“พี่หานหานเป็นอะไรมากไหมคะ…”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เจ็บแค่นิดเดียวเอง!” หานหานสะบัดมือไปมา พอเห็นความห่วงใยจากน้องสาว ความเจ็บปวดเพียงน้อยนิดก็มลายหายไปทันที
เพียงไม่นานนัก หานหานกลับพบว่าเธอไม่สามารถหัวเราะออกมาได้อีกต่อไป…