ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 361 ฆ่าได้ แต่อย่าดูหมิ่น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 361 ฆ่าได้ แต่อย่าดูหมิ่น
บทที่ 361 ฆ่าได้ แต่อย่าดูหมิ่น
เสี่ยวอู่โผบินอยู่กลางอากาศ มันร่อนจากต้นไม้ต้นนี้ไปยังต้นไม้ต้นนั้นอย่างคล่องแคล่ว ต่อให้เสวียนหลิง จะว่องไวปานใด ก็มีเพียงสี่เท้าที่ต้องยึดติดอยู่กับพื้นดินเท่านั้น!
เจ้าแมวโกรธจนวิ่งพล่าน หนวดบนแก้มสั่นระริกด้วยความโมโห
‘เหมียว…! ฆ่าได้หยามไม่ได้เฟ้ย!’
เสวียนหลิงกระโจนเข้าใส่ด้วยความดุดัน ทว่าเสี่ยวอู่กลับหลบหลีกได้ทันท่วงที ส่งผลให้ร่างปราดเปรียวพุ่งถลำเข้าไปในพุ่มไม้เต็มแรง
“เมี๊ยว…%¥#%#!!”
เสี่ยวอู่เล่นสนุกจนเริ่มเหนื่อยหอบ มันจึงโผบินกลับขึ้นไปยังชั้นสอง โดยไม่ลืมปิดหน้าต่างให้สนิทพร้อมลงกลอนอย่างแน่นหนา! จากนั้นก็ยืนจิบน้ำกินอาหารด้วยความสำราญใจ พลางจ้องมองเจ้าแมวที่ตามมาตะกุยกระจกอยู่ด้านนอกราวกับกำลังบ้าคลั่ง
เหตุการณ์คราวก่อน มันพลาดท่าจนเกือบเสียที นับเป็นความอับอายขายหน้าที่สุดในชีวิตนก ตอนนี้มันกู้ศักดิ์ศรีคืนมาได้สำเร็จเสียที!
เสี่ยวอู่ ✧٩(ˊωˋ*)و✧
เสวียนหลิง {>~<}
*
ขณะเดียวกัน ซู่เป่าติดตามคุณยายมาถึงโรงพยาบาลพอดี หลังลงจากรถ รถพยาบาลคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาพร้อมเสียงไซเรนดังก้อง
ร่างเล็ก ๆ ถูกเข็นลงจากรถโดยเร่งด่วน พร้อมเสียงร้องไห้แทบขาดใจของผู้หญิงคนหนึ่ง “จวิ้นจวิ้น! จวิ้นจวิ้นของแม่!”
ซู่เป่าหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ
‘เด็กชายชื่อจวิ้นจวิ้นคนนั้นน่ะเหรอ?’
เมื่อเพ่งมองให้ชัดขึ้น ป้าที่กำลังร้องไห้คนนั้นช่างดูคุ้นตา… เหมือนเพิ่งพบกันเมื่อวานนี้เอง
“นั่นเป็นพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวหง” จี้ฉางเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
ซู่เป่ารู้สึกตกใจ เมื่อวานเธอสังเกตเห็นเพียงใบหน้าหมองคล้ำของคุณตาหวง ทว่ากลับไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเด็กชายในเหตุการณ์เดียวกันจะมีเคราะห์หนักถึงเพียงนี้
หากรู้ล่วงหน้าสักนิด เธอคงต้องเอ่ยปากเตือนไปแล้ว แต่ตอนนี้ทุกอย่างดูจะสายเกินไปเสียแล้ว
“ไปกันเถอะ” แววตาของจี้ฉางเฉยเมยยิ่งนัก ด้วยผ่านการเห็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน จนจิตใจเริ่มแข็งกระด้างและเย็นชาต่อการแทรกแซงชะตาชีวิตของผู้อื่น
ซู่เป่าเดินตามคุณยายไปเงียบเชียบ แต่ก็ยังอดไม่ได้จึงหันกลับไปมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อาจารย์คะ… ถ้าเรามองเห็นแต่กลับหยุดไม่ได้ แล้วการจับผีของเราจะมีความหมายอะไรเหรอคะ?” เด็กน้อยเงยหน้าถามด้วยความสงสัย
“รู้จักปรากฏการณ์ปีกผีเสื้อไหม?” จี้ฉางก้มมองเธอพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าเธอเปลี่ยนชะตาคนหนึ่ง ก็จะกระทบถึงคนนับหมื่นที่เกี่ยวข้องกับเขา”
เขายกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ “สมมติว่าเด็กชายคนหนึ่งโตไปเป็นอาชญากร ฆ่าคนวางเพลิงจนมีคนต้องตายถึงสิบคน แต่ตามชะตาเดิมเขาควรเสียชีวิตไปตั้งแต่อุบัติเหตุในวัยเด็ก ถ้าเป็นเช่นนั้น คนทั้งสิบคนในอนาคตก็จะรอดชีวิต”
“แต่หากวันนี้เธอช่วยชีวิตเขาไว้ เมื่อเขาเติบโตขึ้น คนสิบคนนั้นก็ต้องตายเพราะการกระทำของเธอ… สิ่งเหล่านี้เรียกว่าชะตากรรม”
ไม่ใช่ว่าเขาไร้หัวใจ แต่บางครั้งเราไม่อาจล่วงรู้เลยว่าการยื่นมือเข้าไปยุ่งในวันนี้ ผลลัพธ์ในภายภาคหน้านั้นถูกหรือผิด
ซู่เป่าเม้มริมฝีปาก ความคิดของเด็กน้อยแล่นเร็ว เธอสวนถามทันที “แล้วถ้าเด็กคนนั้นโตไปเป็นวีรบุรุษล่ะคะ?”
ถ้าเขาโตไปเพื่อช่วยคนสิบคน แต่เขากลับต้องมาตายในวันนี้เพราะเธอไม่ช่วย
แบบนั้นคนสิบคนในอนาคตก็ต้องตายตามไปด้วยใช่ไหม?
“ใช่… เธอเข้าใจไม่ผิดหรอก แต่ประเด็นสำคัญคือ เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนคนนั้นในอนาคตจะเป็นวีรบุรุษหรือฆาตกร” จี้ฉางพยักหน้ารับ “เพราะเราไม่อาจล่วงรู้อนาคต ถึงควรปล่อยให้เป็นไปตามวิถีของมัน เราไม่ควรใช้พลังเหนือกว่าคนทั่วไป เข้าไปแทรกแซงวิถีชีวิตผู้อื่นตามอำเภอใจ”
ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง บางเรื่องราวอาจต้องใช้ประสบการณ์และกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจะถ่องแท้
“พี่ชาย… พี่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไปก่อนนะคะ” เด็กน้อยเอ่ยประโยคชวนให้อึดอัดใจออกมา
ซู่เป่าลอบสังเกตพี่ชายคนนี้ ตั้งแต่เขาลดกำแพงความระแวงและเลิกต่อต้านคนตระกูลซูลง ยิ่งนานวันเข้า ท่าทางของเขาถึงได้ยิ่งดูเนิบนาบเชื่องช้าลงเรื่อย ๆ ราวกับของเล่นถ่านใกล้หมด
คุณนายเฒ่าซูจัดการเรื่องเอกสารการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจนเสร็จสิ้น ในขณะ อีกด้านหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวหงนั่งทรุดร่างลงแทบพื้นหน้าห้อง ICU
เธอร้องไห้อย่างหนักจนดวงตาบวมช้ำแทบลืมไม่ขึ้น เหล่าญาติมิตรเริ่มทยอยเดินทางมาถึงทีละคน รวมถึงโจวจวี่ก็เดินทางมาด้วยเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น?” เขาเอ่ยถามด้วยความมึนงง “เมื่อวานยังเห็นดี ๆ อยู่เลย พวกเธอดูแลประสาอะไร ปล่อยให้เด็กตกเตียงหรือไง?”
“หุบปากไปเลยนะ!” พี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวหงตวัดมือตบปากเขาทันควัน
โจวจวี่โดนตบจนหน้าหงายก็รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย แต่พอเห็นสายตาของบรรดาญาติมองมาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เขาจึงยอมสงบปากสงบคำพร้อมกับปลีกตัวไปนั่งเล่นมือถืออยู่ข้าง ๆ เพราะในใจหวังมาเยี่ยมเยียนให้พอเป็นพิธีเท่านั้น
ทันใดนั้น ประตู ICU ก็ถูกเปิดออก คุณหมอเดินถือรายงานผลตรวจออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ระหว่างทางมา เพื่อนร่วมงานของผมสอบถามอาการเบื้องต้นไปแล้ว มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งต้องยืนยัน… คุณบอกว่าเด็กดื่มเหล้าเข้าไปด้วยใช่ไหม?”
“ก็แค่… แค่อึกเดียวเล็ก ๆ เองค่ะ…” พี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวหงถึงกับชะงักงัน พี่สาวอีกคนของเธอรีบละล่ำละลักอธิบาย
“ผลตรวจตัดกรณีบาดเจ็บภายนอกและอาหารเป็นพิษทิ้งไปได้เลย ตอนนี้ความเป็นไปได้มากสุดคืออาการพิษสุราเรื้อรังเฉียบพลัน หรือแพ้แอลกอฮอล์รุนแรง! เด็กเล็กห้ามดื่มเหล้าแม้แต่หยดเดียว พวกคุณไม่รู้หรือไง?” คุณหมอขยับแว่นเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง
คำพูดของคุณหมอทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน เธอพึมพำเสียงสั่น “เมื่อวานพอแกดื่มอึกนั้นเข้าไป ไม่นานก็งัวเงียหลับไป… ฉันอุ้มกลับบ้านแกก็ไม่ตื่น มีขยับตัวนิดหน่อยเลยคิดว่าแค่เล่นซนจนเหนื่อยเกินไป พอตกกลางคืนแกหลับลึกมาก จนกระทั่งเช้านี้แกยังไม่ตื่น ผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ…”
ไม่นึกเลยว่า…
พี่สาวของเสี่ยวหงรู้สึกราวกับร่างถูกโยนลงในบ่อน้ำแข็ง หากต้นเหตุมาจากสามีปากเสียของเธอจริง ๆ ค่าใช้จ่ายในห้อง ICU วันละหลายหมื่น… เธอจะไปหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ชีวิตครั้งนี้?
คุณหมอทิ้งท้ายด้วยประโยคที่พังทลายทุกความหวัง ใจความสำคัญคือเด็กถูกส่งตัวมาช้าเกินไป โอกาสรอดชีวิตนั้นริบหรี่เต็มทน หรือต่อให้ยื้อกลับมาได้ สมองก็อาจเสียหายถาวรจนระดับสติปัญญาอาจหยุดอยู่เพียงสามขวบตลอดชีวิต
สิ้นคำวินิจฉัย ประตู ICU ปิดลงพร้อมกับสติสัมปชัญญะขาดสะบั้นของคนเป็นแม่ พี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวหงพุ่งเข้าหาโจวจวี่ราวกับพยัคฆ์ร้ายคลุ้มคลั่ง เธอตวัดฝ่ามือตบหน้าเขาสุดแรงเกิด!
“แกนั่นแหละ! ทั้งหมดมันเป็นเพราะแก! จิตใจทำด้วยอะไรถึงกล้าป้อนเหล้าให้เด็กดื่ม! เอาชีวิตลูกฉันคืนมานะ!”
ฝ่ายโจวจวี่ซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับการดูสาวเต้นในมือถือ ไม่ได้ใส่ใจฟังคำหมอเลยแม้แต่น้อย เมื่อจู่ ๆ ถูกจู่โจมด้วยลูกตบ จึงทำได้เพียงยกมือขึ้นป้องกันตัวด้วยความทุลักทุเล
“เฮ้! ทำอะไรเนี่ย! หยุดนะ!”
แต่หัวอกแม่แหลกสลายไปแล้วมีหรือจะยอมรามือ เธอแผดเสียงกรีดร้องโหยหวนพลางรัวกำปั้นใส่โจวจวี่ไม่ยั้งมือ หมายจะให้เขาตายตกไปตามกัน ณ ตรงนั้น!
ท่ามกลางความวุ่นวายโจวจวี่เพิ่งลำดับเหตุการณ์ได้ว่า หลานชายต้องเข้า ICU เพราะเหล้าแก้วนั้น เขาอึ้งไปชั่วครู่ก่อนแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ “แค่เหล้าอึกเดียวเอง ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง! อีกอย่างผลตรวจสุดท้ายก็ยังไม่ออกเลยนะ!”
“บ้าไปแล้ว! หมอก็แค่สันนิษฐาน ยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเพราะฉันเสียหน่อย!” เขาโพล่งทิ้งท้ายแล้วขยับตัว เตรียมใส่ตีนหมาหนีไปจากสถานการณ์ตรงหน้า
ทว่าวินาทีนั้น ถังขยะใบหนึ่งก็ลอยหวือมากระแทกเข้าศีรษะเขาดังโครม!
เสี่ยวหงที่ดวงตาแดงฉานตะโกนออกมาด้วยความคับแค้น “โจวจวี่! แกทำให้พ่อฉันเลือดออกในช่องท้องจนต้องหามส่งโรงพยาบาลอีกรอบ! บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าชวนพ่อดื่ม แกต้องรอให้พ่อฉันตายก่อนถึงพอใจใช่ไหม!”
คล้อยหลังรถพยาบาลที่มารับจวิ้นจวิ้นไปได้ไม่นาน หวงต้าฉวนก็ทนไม่ไหวเช่นกัน เหล้าเพียงคำเดียวเมื่อวานส่งผลให้เขาปวดท้องรุนแรง
แม้ตอนแรกจะพยายามฝืนทน พอถึงรุ่งเช้าเขากลับหมดสติล้มตึงไป เมื่อถึงมือหมอจึงพบว่ามีเลือดออกมากในบริเวณผ่าตัด
เสี่ยวหงทั้งร้อนใจทั้งโกรธแค้น เมื่อได้ยินว่าหลานชายอาการสาหัสเพราะเหล้าเพียงอึกเดียวเช่นกัน อารมณ์พุ่งพล่านจนเกินจะข่มกั้น
เธอคว้าถังขยะตรงทางเดินขึ้นมาประเคนใส่โจวจวี่ไม่ยั้งมือ ส่งผลให้เปลือกผลไม้ ก้นบุหรี่ และกระดาษชำระใช้แล้วปลิวว่อนติดเต็มตัวเขาอย่างน่าอเนจอนาถ
ขณะเดียวกัน ลูกพี่ลูกน้องอีกคนดวงตาแดงก่ำรุ่มร้อนด้วยเพลิงโทสะ สายตาเธอจับจ้องเขม็งไปยังก้อนอิฐค้ำประตูบันไดหนีไฟตรงหน้า…