ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 360 ไม่คิดเลยใช่ไหม ว่าฉันจะบินได้
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 360 ไม่คิดเลยใช่ไหม ว่าฉันจะบินได้
บทที่ 360 ไม่คิดเลยใช่ไหม ว่าฉันจะบินได้
พยาบาลสาวถึงกับมือสั่นเทิ้มขณะเร่งมือฉีดยาทั้งสองเข็มให้เสร็จสิ้น เธอต้องพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถจนหน้าแดงก่ำ
ในที่สุดปฏิบัติการฉีดวัคซีนก็จบลง หานหานน้ำตาคลอเบ้า สองมือกุมต้นแขนแล้วคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดราวกับฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า
‘ทำไมการฉีดยาครั้งนี้ถึงได้เจ็บขนาดนี้! เจ็บยิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยเจอมาเลย!’
ทางด้านคุณนายเฒ่าซู มู่กุยฝาน และซู่เป่า ต่างรู้สึกเหมือนได้รับอิสรภาพหลังพ้นโทษ ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างพากันรีบขึ้นรถกลับบ้านทันทีด้วยความรู้สึกอับอายขายหน้าจนไม่กล้าสู้สายตาใคร
“อายจังเลยค่ะ!” บนรถซู่เป่าบ่นพึมพำเสียงค่อย เด็กน้อยนึกเสียใจอยู่ลึก ๆ ไม่น่าไปสอนให้พี่สาวตะโกนประโยคพิลึกนั่นเลย
“จริงด้วยค่ะคุณยาย หนูอยากไปซื้อปลอกคอให้น้องแมวด้วย อยากให้เป็นของขวัญต้อนรับสมาชิกใหม่น่ะค่ะ!”
“ได้สิจ๊ะหลานรัก” หญิงชรายิ้มรับด้วยความเอ็นดู
มู่กุยฝานหักพวงมาลัยเปลี่ยนทิศทางรถ มุ่งหน้าสู่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองทันที
ขณะหานหานยังคงนั่งหน้าแดงก่ำน้ำตานองหน้า ฤทธิ์เดชของวัคซีนสองเข็มนั้นรุนแรงจนเธอสลัดความเจ็บปวดทิ้งไม่พ้น ปกติเวลาเดินห้างเธอมักวิ่งซนหายวับไปโดยไม่บอกกล่าว ทว่าครั้งนี้กลับเดินต้อย ๆ ตามหลังซู่เป่าอย่างว่าง่ายผิดวิสัย
ทั้งกลุ่มแวะเข้าร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ก่อนตกลงปลงใจเลือกปลอกคอสีแดงสดประดับโบว์งดงาม ใต้โบว์มีกระดิ่งทองคำแท้แขวนอยู่
พนักงานรีบสาธยายสรรพคุณละเอียดยิบเพราะกลัวลูกค้าจะเปลี่ยนใจ ทั้งเรื่องหนังแกะนำเข้า ทองคำแท้ครบน้ำหนัก งานแฮนด์เมดจากดีไซน์เนอร์ชื่อดัง…แต่ยังพูดไม่ทันจบ คุณนายเฒ่าซูก็ยื่นบัตรให้รูดจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว
พนักงานถึงกับอึ้ง เพราะปลอกคอซึ่งเป็นสมบัติประจำร้าน ชิ้นนี้ตั้งโชว์มาสองปีเต็มแต่ขายไม่ออกเสียที ใครเห็นราคาก็ต้องวางคืนที่เดิม ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะพบเศรษฐีตัวจริงมาซื้อไปง่าย ๆ เช่นนี้
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ตระกูลซู เจ้าแมวลายเสือก็โผล่หัวออกมาสังเกตการณ์อยู่หลังพุ่มไม้ในสนามหญ้าทันที
“เจ้าหมียว มานี่เร็ว! ดูสิ หนูมีของขวัญมาให้ด้วยนะ!” ซู่เป่ากวักมือเรียกเสียงใส ส่วนเจ้าเหมียววิ่งตุ๊บป่องเข้ามาหาราวกับรู้งาน
ซู่เป่าพยายามสวมปลอกคอให้มัน แต่ด้วยนิ้วมือเล็ก ๆ ทำให้ใส่เข้าล็อกได้ไม่ถนัดนัก
“คุณพ่อคะ…” เด็กน้อยเงยหน้าขอความช่วยเหลือจากพ่อ
มู่กุยฝานย่อตัวลง คว้าต้นคอแมวขึ้นมาวางไว้บนเข่าอย่างชำนาญ
“??”
‘ฉันคือสัตว์นักล่าผู้ดุดันนะ ทำไมถึงถูกชายผู้นี้ปราบจนอยู่หมัดได้เพียงแค่พริบตาเดียว!’
มู่กุยฝานล็อกปลอกคอจนเรียบร้อยก่อนวางมันลงตรงหน้าซู่เป่า “เสร็จแล้ว”
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เจ้าแมวกลับแลบลิ้นห้อย ตาเหลือกขึ้นด้านบน แล้วล้มตึงลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นหญ้า
“คุณพ่อคะ! พ่อรัดคอมันแน่นเกินไปหรือเปล่า?” ซู่เป่าตกใจหน้าเสีย
มู่กุยฝานรีบหยิบตัวมันขึ้นมาตรวจดู… แล้วก็พบว่าจริงดั่งลูกสาวว่า
เขาเผลอรัดแน่นจนมันหายใจไม่ออกจริง ๆ ทว่าเจ้าแมวตัวนี้ก็ช่างแสดงได้สมบทบาทเหลือเกิน
“เรียบร้อยแล้วครับ” เขาจัดการปรับสายใหม่ให้พอดี
คราวนี้พอเป็นอิสระ เจ้าแมวก็รีบพุ่งขึ้นไปเกาะบนต้นแมกโนเลียซึ่งเป็นที่ประจำของเสี่ยวอู่ทันที ดูท่ามันจะขยาดมู่กุยฝานเข้าให้แล้ว
เสี่ยวอู่ซึ่งหลบอยู่ในกระเป๋าส่งเสียงพากย์ประกอบเหตุการณ์ด้วยความขุ่นเคือง “สงครามเริ่มขึ้นแล้ว! ก๊า!”
เจ้าตัวนี้บังอาจมาแย่งถิ่นฉัน!
แม้เป็นนกแต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ เสี่ยวอู่ไม่ยอมแพ้สัตว์หน้าขนตัวนี้แน่!
ยกแรก!
หลังมื้ออาหาร ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อช่วยกันตั้งชื่อให้สมาชิกใหม่
“เรื่องนี้ผู้ใหญ่อย่างเราจะไม่ยุ่งนะ ให้เด็ก ๆ ช่วยกันคิดเองดีกว่า” คุณนายซูเอ่ยขึ้น เธอหยุดครู่หนึ่งก่อนปรายตามองไปทางซูเหอเหวินซึ่งนั่งวางมาดเย็นชา และซูจื่อซีที่เอาแต่นั่งเงียบ “พวกหลานสองคนก็ช่วยเสนอชื่อมาด้วยนะจ๊ะ”
ซูเหอเหวินส่งเสียง “หึ” ในลำคอ ‘ใครจะไปอยากเสียเวลาตั้งชื่อให้แมวกัน’
ฝ่ายหานหาน ตอนนี้แขนขาอ่อนแรง เอนตัวพิงเก้าอี้พลางทอดอาลัยตายอยาก เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ข่วนคนเก่งนัก ก็เรียกว่า เจ้าพิษสุนัขบ้า ไปเลยแล้วกัน”
“ฮ่า ๆ งั้นไม่เรียกว่า เจ้าฉีดยา ไปเลยล่ะ” ซูเหอเวิ่นหลุดขำออกมาทันที หานหานค้อนขวับเข้าให้
“เรียกว่าเบอร์หก! เรียกว่าเบอร์หก!” เสี่ยวอู่โผล่หัวออกมาแผดเสียงร้องลั่น
ในเมื่อมันคือเสี่ยวอู่ หรือความหมายว่าเบอร์ห้า ย่อมต้องเรียกเจ้าตัวที่มาแย่งอาณาเขตว่าเบอร์หก เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันอยู่เหนือกว่าศัตรูหน้าขนตัวนี้หนึ่งขั้นเสมอ!
เจ้าแมวลายส่งเสียงคำรามขู่แผ่วเบาในลำคอพลางจ้องเขม็งไปยังนกแก้วสีเขียวสด ทุกคนต่างพากันยิ้มขำแต่ชื่อนี้ดูจะตั้งแบบสุ่มสี่สุ่มห้าเกินไป อีกทั้งเจ้าแมวเองก็ดูท่ารังเกียจชื่อนี้ไม่น้อย
“เรียกว่ามีมี่ได้ไหมคะ?” ซู่เป่าเอียงคอแล้วเสนอ
“ไม่เอาหรอก ดูธรรมดาไป” หานหานส่ายหน้า
“งั้นเรียกว่าวูล์ฟเวอรีนดีไหม!” ซูเหอเวิ่นเอ่ยถาม
“ดีเลย! ตอนมันกางเล็บออกมาพร้อมเสียงฉับ ๆ เหมือนวูล์ฟเวอรีนจริง ๆ ด้วย” หานหานเห็นด้วยทันที
ทว่าพี่ชายคนโตอย่างซูเหอเหวิน กลับส่งเสียงหัวเราะหยันในลำคอ “ตื้นเขิน… ช่างเป็นชื่อที่ธรรมดาสิ้นดี”
“งั้นพี่ก็ลองว่ามาสิ ว่าควรเรียกมันว่าอะไร!” ซูเหอเวิ่นแยกเขี้ยวใส่ด้วยความฉุนเฉียว
ซูเหอเหวินประคองแก้วน้ำขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยพยางค์สั้น ๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า “เสวียนหลิง”
เสวียนหลิง… เป็นชื่อที่ทำให้ภาพแมวสวมปลอกคอห้อยกระดิ่งดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ทั้งยังแฝงความหรูหราและท่วงท่าอันสุขุมไว้ในคราวเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เสวียนหลิงยังเป็นชื่อของดอกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมีความหมายสื่อนัยถึง ความปราดเปรื่องและพรสวรรค์อันล้ำเลิศ ช่างเป็นชื่อเปี่ยมด้วยกลิ่นอายกวีนิพนธ์ มีเสน่ห์แบบโบราณ และมีเอกลักษณ์เหนือชั้นไม่ซ้ำใคร
ซูเหอเหวินพึงพอใจกับผลงานชิ้นนี้มาก ท้ายสุดแล้วเขาต้องพลิกตำราอ่านไปกว่าสิบเล่มกว่าจะตัดสินใจเลือกชื่อนี้ได้…
น่าเสียดายที่หานหาน ซู่เป่า และซูเหอเวิ่นต่างไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งอันงดงามนั้นเลยสักนิด
“พี่ใหญ่ พี่จะขี้เกียจเกินไปหน่อยไหม แค่ห้อยกระดิ่งก็เรียกสวนกระดิ่งแล้วเหรอ?” หานหานค้าน
“เสวียนหลิง ไม่ใช่สวนกระดิ่ง” ซูเหอเหวินปั้นหน้าเย็นชา
“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ” หานหานสวนกลับ ซูเหอเหวินถึงกับสำลักความโมโห
“ไม่มีความเท่เลยสักนิด อ่อนโยนเกินไป! พี่ดูสิว่ามันเข้ากับนิสัยดุ ๆ ของมันไหม?” ซูเหอเวิ่นสำทับ
ซูเหอเหวินคร้านจะต่อปากต่อคำกับน้องชายผู้ตื้นเขินคนนี้ จึงหันไปมองน้องสาวแทน
“หนูว่าชื่อนี้ดีมากเลยนะคะ!” ซู่เป่าเอ่ยขึ้น
กระดิ่งอันนี้ราคาตั้งแปดหมื่นแปดพันเชียวนะ! แพงขนาดนี้ต้องเรียกว่าเสวียนหลิงแน่นอน!
ยิ่งคิดซู่เป่าก็ยิ่งมั่นใจ จึงสรุปด้วยท่าทีหนักแน่น “งั้นเอาชื่อเสวียนหลิงนี่แหละค่ะ!”
ดวงตาของซูเหอเหวินฉายประกายพึงพอใจพาดผ่านอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็มีเพียงน้องสาวเท่านั้นที่เข้าถึงรสนิยมของเขา ความขุ่นข้องหมองใจที่ไม่ได้กินลูกอมก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปสิ้น
ฝ่ายเจ้าแมวนั่งหมอบนิ่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่มีความเห็นใด ขอเพียงแค่ไม่ใช่ชื่อที่เจ้านกแก้วตัวแสบตั้งให้ก็เป็นอันพอใจแล้ว
ยกแรก… เสี่ยวอู่พ่ายแพ้ราบคาบ
ยกสอง!
วันรุ่งขึ้น เจ้าแมวที่มู่กุยฝานพาไปอาบน้ำและกำจัดพยาธิด้วยตัวเองก็กลับมาถึงบ้าน สภาพสะอาดสะอ้านตัวหอมกรุ่น
ซู่เป่าอุ้มมันเล่นด้วยความเบิกบานใจอยู่พักใหญ่ เจ้าเสวียนหลิงก็นอนแผ่หลับปุ๋ยอยู่บนตักของซู่เป่าพลางส่งเสียงกรนด้วยความพอใจ
เสี่ยวอู่ซึ่งเกาะอยู่บนไหล่ซู่เป่าเริ่มหัวร้อนจนทนไม่ไหว มีไอ้ตัวนี้มาแย่งความโปรดปรานไปเสียหมด จนมันแทบไม่มีเวลาแวะไปเหยียบหัวคุณปู่เต่าเหมือนเคย
ทันใดนั้น ซูอี้เชินรับโทรศัพท์ด่วนพร้อมกับอุทานด้วยความแปลกใจ “อะไรนะ?” ก่อนรีบบึ่งออกจากบ้านไป
คล้อยหลังเขาไม่นาน คุณนายเฒ่าซูก็ได้รับสายจากโรงพยาบาลแจ้งว่ามีเตียงว่างแล้ว เธอจึงรีบเตรียมข้าวของของซูจื่อซีแล้วพาเขาออกไปทันที
ใกล้เปิดเทอมแล้ว บรรดาเด็ก ๆ ต่างพากันหวงแหนวันหยุดสุดท้ายจึงพากันติดตามหญิงชราออกไปเป็นพรวน สัตว์เลี้ยงถูกสั่งห้ามไม่ให้ติดตามไป เสี่ยวอู่จึงถูกซู่เป่าขังไว้ในห้องอันกว้างขวางของมัน
เจ้านกแก้วหมอบอยู่ตรงริมหน้าต่าง มองดูซู่เป่าและคนอื่น ๆ จากไปจนลับสายตา…
“ก๊า ก๊า ก๊า… ไอ้เบอร์หกแกตายแน่!” เสี่ยวอู่งับสลักหน้าต่างออกด้วยความชำนาญก่อนโผบินออกไปทันที!
เสวียนหลิงกำลังนอนหมอบรับลมใต้ร่มไม้ใหญ่ ทันใดนั้นสัมผัสเย็นเฉียบก็พุ่งวาบมายังบนหน้าผากกะทันหัน นกแก้วหน้าหนาบินโฉบลงมาแล้วใช้กรงเล็บเหยียบลงบนหัวมันเข้าเต็มรัก! “ก๊าาา!”
เสวียนหลิงดีดตัวลุกขึ้นจ้องมองนกแก้วที่ร่อนไปอยู่ไม่ไกลด้วยสายตาวาวโรจน์ ภายใต้แสงแดดจ้า ขนสีเขียวของเสี่ยวอู่ดูเปล่งประกายท้าทายยิ่งกว่าเดิม
“แน่จริงก็มาตีข้าสิ! มาเลย!” เสี่ยวอู่เชิดหน้าส่ายหัวอย่างอวดดี
เสวียนหลิงพุ่งทะยานออกไปในพริบตา ดุจคมดาบพุ่งแหวกอากาศ รวดเร็วเสียจนเห็นเป็นเพียงภาพพร่ามัว! ทว่าเสี่ยวอู่กลับบินโฉบขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง มันกางปีกร่อนวนอยู่กลางอากาศพลางหัวเราะร่า
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ นึกไม่ถึงล่ะสิ? ฉันบินได้โว้ย!!”
“……”