ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 370 ตัวตนแรก ซูจื่อซีคือใคร
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 370 ตัวตนแรก ซูจื่อซีคือใคร
บทที่ 370 ตัวตนแรก ซูจื่อซีคือใคร
ซูจื่อซีบรรจงเขียนชื่อถึงตัวอักษรตัวที่สาม เขาพยายามลากเส้นส่วนประกอบของคำว่า ‘จื่อ’ ทว่ามือกลับไร้ความรู้สึก ไม่ยอมขยับเขยื้อนตามใจนึก
เด็กชายไม่อาจควบคุมร่างกายตนเองได้แม้แต่น้อย เมื่อฝืนออกแรง มือก็ขีดเฉียงไปด้านข้างอย่างน่าขัดใจ
“เขียนใหม่” คนผู้นั้นขมวดคิ้วมุ่นพลางยื่นกระดาษใบใหม่ให้
เด็กชายสูดลมหายใจลึก เริ่มขยับมืออีกครา ซู… จื่อ…
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ตัวอักษร ‘ซี’ กลับเขียนไม่ออกเสียที
ซูจื่อซีเริ่มร้อนรนใจ หากลงนามชื่อตนเองไม่สำเร็จ เขาคงไม่มีวันหลุดพ้นจากที่แห่งนี้ได้ใช่ไหม?
หรือว่านี่หมายถึงชีวิตเขาจะจบลงจริง ๆ ?
ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง ซูจื่อซีทำได้เพียงนั่งบรรจงเขียนชื่อตนเองไม่หยุด ทุกครั้งกลับต้องพังครืนลงที่เส้นขีดสุดท้ายเสมอ
เขาไม่อาจล่วงรู้เหตุผลที่ตนมองเห็นบุรุษลึกลับและแผ่นกระดาษท่ามกลางความว่างเปล่านี้ รับรู้เพียงเรื่องเดียวคือการก้มหน้าก้มตาเขียนชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสติสัมปชัญญะพร่าเลือน เหมือนเป็นเครื่องจักรซึ่งถูกตั้งโปรแกรมให้ปฏิบัติภารกิจเดิมจนกว่าจะพังลง
ทันใดนั้น เสียง ครืน! ดังสนั่นหวั่นไหว ม่านหมอกสีดำเบื้องหน้าถูกฉีกกระชากจนขาดสะบั้น ร่างของชายผู้นั้นอันตรธานหายไป เหลือเพียงความเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา ซูจื่อซีจ้องมองพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าด้วยความตะลึง
ไกลออกไปมีแสงสว่างรำไรทอประกายขึ้น เขาไม่รอช้า รีบออกวิ่งตามแสงนำทางนั้นไปสุดกำลัง
เด็กชายวิ่งผ่านบ้านดินเก่าคร่ำคร่าแบบชนบท ผ่านละแวกซึ่งดูคล้ายตลาดอันแสนคุ้นตา แต่ทุกหนแห่งกลับเงียบงันไร้สำเนียงใด ๆ ไร้เงาผู้คนแม้แต่คนเดียว
สุดท้าย เขาก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูยักษ์บานหนึ่งซึ่งมีความสูงเสียดเมฆ เมื่อออกแรงผลักเข้าไป ด้านในกลับเป็นโถงกว้างโอ่อ่า ซูจื่อซีก้าวเดินเข้าไปด้วยความรู้สึกล่องลอยไร้สติ…
ขนาบสองข้างของโถงใหญ่คือสิบแม่ทัพยมโลก
นำทัพโดยเทพหัววัวหน้าม้า และยมทูตขาวดำ รูปลักษณ์พวกเขาดูดุดันน่าขวัญผวา ดวงตาคู่นั้นคล้ายมีชีวิตและกำลังจ้องเขม็งมายังเขาไม่วางตา
ซูจื่อซีสั่นสะท้านด้วยความกลัวพลางรีบจ้ำอ้าวลึกเข้าไป รูปปั้นถัดมาคือแม่ทัพราชาผี รูปลักษณ์คล้ายยักษ์ผมแดงแยกเขี้ยวดุร้าย ในมือถือกระดิ่งปราบมาร
เด็กชายแปลกใจเหลือเกิน เหตุใดตนจึงจดจำรายละเอียดเหล่านี้ได้แม่นยำนัก เขาเร่งฝีเท้าวิ่งลึกเข้าไปอีกคล้ายสัมผัสได้ว่าทันทีที่ย่างกรายผ่านประตูบานนี้มาแล้ว เขาก็ไม่อาจหันหลังกลับไปได้อีกเลย
เบื้องหลังจอมทัพปีศาจ คือรูปปั้นเทพเจ้ากลางวันและเทพเจ้ากลางคืน ตำนานเล่าว่าทั้งสองมักเร่ร่อนในโลกมนุษย์เพื่อตรวจสอบความดีความชั่วของผู้คน
ชาวบ้านเชื่อว่าพวกเขาทั้งสองเป็นเทพอาถรรพ์ หากใครกล้าล่วงเกิน ชื่อย่อมถูกบันทึกลงในบัญชีดำ…
ถัดไปคือ หางเสือดาว ปากนก เหงือกปลา และแมลงต่อ ซึ่งตามความเชื่อพื้นบ้านล้วนเป็นผู้เก็บวิญญาณเช่นเดียวกับยมทูตขาวดำ
แตกต่างกันคือ ยมทูตขาวดำและหัววัวหน้าม้ามีหน้าที่เก็บดวงวิญญาณมนุษย์โดยเฉพาะ ส่วนหางเสือดาวเก็บวิญญาณสัตว์บก ปากนกเก็บวิญญาณสัตว์ปีก เหงือกปลาเก็บวิญญาณสัตว์น้ำ และแมลงต่อเก็บวิญญาณแมลง…
ซูจื่อซีวิ่งไปตามเส้นทางยาวเหยียด พบเห็นล้วนเป็นรูปปั้นซึ่งขยับเขยื้อนไม่ได้ ทว่าดวงตาทุกคู่กลับจ้องมองมายังเขา ราวกับสิ่งมีชีวิตมีเลือดเนื้อจริง ๆ
ซูจื่อซีเดินเข้ามาถึงจุดลึกสุด เห็นป้ายแขวนโดดเด่นอยู่บนที่สูง…ตำหนักยมราช
ซูจื่อซีตะลึงงัน
‘ตำหนักยมราชงั้นหรือ?’
‘บ้าเอ๊ย… นี่เขาตายแล้วจริง ๆ ใช่ไหม?!’
บัลลังก์ของท่านยมราชนั้นใหญ่โตมหึมา สูงเทียมอาคารหนึ่งชั้น ดูน่าเกรงขามข่มขวัญผู้พบเห็น ทว่าเบื้องบนกลับว่างเปล่าไร้ผู้ปกครอง
ซูจื่อซีกำลังงุนงง ทันใดนั้นเขาก็เหลือบเห็นร่างเล็ก ๆ นั่งอยู่บนบัลลังก์ยักษ์นั้น ร่างนั้นเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาพอดี
เด็กชายเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ “ซู่เป่า?!”
เขารีบพุ่งตัวออกไปพลางตะโกนสุดเสียง “ซู่เป่า!”
“น้องสาว! ช่วยพี่ด้วย!”
ทว่าซู่เป่ากลับเพียงยกมือขึ้นส่งสัญญาณ เพียงเท่านั้นร่างของเขาก็ถูกตรึงนิ่ง ไม่อาจก้าวล่วงไปข้างหน้าได้อีกแม้เพียงครึ่งก้าว เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ดูทรงอำนาจ “รีบกลับไปซะ! คุณมาทำอะไรที่นี่?”
สิ้นคำเธอก็สะบัดมือเบา ๆ เด็กชายจึงรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวและลอยละลิ่วขึ้นไปบนอากาศ
จังหวะนั้นเอง ซู่เป่ากลับหยิบของบางสิ่งขึ้นมาแล้วขว้างใส่หน้าเขาเต็มแรง
“อ้อ… แล้วก็อย่าลืมเอาสมองของคุณกลับไปด้วยล่ะ!”
“???” ร่างซูจื่อซีลอยละลิ่วเคว้งคว้างไปไกล…
ทันใดนั้นกลับรู้สึกเหมือนมีใครบางคนตบหน้าเขาเข้าอย่างจัง แปะ! แปะ! แปะ!
“พี่ชาย! พี่ชายคะ!”
“ตื่นเถอะค่ะพี่ หนูอยู่นี่แล้ว!”
ซูจื่อซีสะดุ้งสุดตัวและลืมตาขึ้นทันที!
เสียงอึกทึกของโลกมนุษย์หลั่งไหลกลับเข้าสู่ประสาทสัมผัสของเขาในทันที ทั้งเสียงญาติผู้ป่วยเดินขวักไขว่ตรงโถงทางเดิน เสียงสัญญาณแผ่วเบาจากเคาน์เตอร์พยาบาล และเสียงเด็กร้องไห้กระจองอแงลอยมาจากห้องพักสักแห่ง…
“ฉัน… ยังไม่ตายเหรอเนี่ย?” ซูจื่อซีสัมผัสได้เพียงความเจ็บแปลบบนใบหน้า เด็กชายขยับมุมปากโดยไม่รู้ตัวพลางสูดลมหายใจเข้าลึก
ซู่เป่ามองพี่ชายด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าซีกหนึ่งของเขาขึ้นรอยแดง เธอเอ่ยเสียงเบา “พี่ชายคะ มีซู่เป่าอยู่ทั้งคน พี่น่ะตายไม่ได้แน่นอน!”
ซูจื่อซีกวาดตามองรอบกาย พบว่าตนเองกลับมาอยู่ในห้องพักผู้ป่วยแล้ว แสงรำไรนอกหน้าต่างเริ่มมืดสลัวจนแยกไม่ออกว่าเป็นรุ่งเช้าหรือยามเย็น
“แล้ว… สมองของฉันยังอยู่ไหม?”
ซู่เป่าเอื้อมมือไปลูบศีรษะเขาเบา ๆ “อยู่สิคะ พี่ชายไม่รู้สึกเหรอ?” สัมผัสจากมือน้อย ๆ ทั้งนุ่มและอุ่นของซู่เป่า ทำให้ซูจื่อซีรู้สึกว่าหนังศีรษะเริ่มกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง
“รู้สึกแล้ว… ยังอยู่ ยังอยู่ครบ” เขาตอบเสียงอ่อนแรง
“วางใจเถอะค่ะ หัวยังกลมดิ๊กอยู่เลย” ซู่เป่าปลอบโยนด้วยท่าทีจริงจัง
“ไม่แบนใช่ไหม?” ซูจื่อซีถามกลับโดยสัญชาตญาณ
“ไม่แบนเลยค่ะ กลมมาก กลมสุด ๆ กลมจริง ๆ นะคะ” น้องสาวยืนยันหนักแน่น
“ดีแล้ว…”
ทุกคนที่ยืนล้อมรอบได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ต่างพากันใบ้กิน ทว่ากลับอดขำในความไร้เดียงสานี้ไม่ได้
“พี่จื่อซีถ้าสมองไม่อยู่ นายคงไม่ได้นอนบนเตียงนี่หรอก ป่านนี้ต้องไปนอนอยู่ในหลุมศพแล้ว!” ซูเหอเวิ่นพูดแหย่ขึ้นมา
“พูดจาเลอะเทอะ ไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย!” คุณยายซูทำหน้าดุก่อนตำหนิหลานชาย
“ถุย ถุย ถุย!” ซู่เป่ารีบสวนกลับทันควัน
ทุกครั้งที่คุณยายตำหนิเรื่องอัปมงคล หญิงชรามักร่ายคำปัดเป่าอย่าง “ถุย ถุย ถุย!” ตามหลังเสมอ
แน่นอนว่าหนนี้ซู่เป่าก็ประสานเสียง “ถุย ถุย ถุย!” ออกมาพร้อมกันพอดิบพอดี
บรรยากาศหนักอึ้งในห้องถึงกับสลายไป ทุกคนหัวเราะออกมาด้วยความโล่งอกกันถ้วนหน้า
ซูจื่อซีกวาดตามองรอบกาย พบว่าคนในครอบครัวมากันครบถ้วน ทั้งพ่อของเขา ลุงใหญ่ ซูอีเฉิน, อาสามผู้สุภาพเรียบร้อย, อาสี่ผู้สง่างาม, อาห้าผู้มีอารมณ์ดั่งมังกรพ่นไฟ, อาเล็กผู้แสนอบอุ่น และอาเขยของเขาด้วย ห้องผู้ป่วยขนาดเล็กดูคับแคบลงถนัดตาเมื่อถูกอัดแน่นไปด้วยชายหนุ่มตระกูลซู
มู่กุยฝานยืนพิงกรอบประตูแล้วเอ่ยแซว “ได้ข่าวว่าเลือดนองสมองไปตั้งครึ่งกิโล เก่งไม่เบานี่เรา”
ซูอี้เชินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุขุม “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ เป็นเพราะก้อนเลือดกดทับอยู่นานเกินไป พอเอาออกทีเดียวเลือดเลยพุ่งออกมาเยอะน่ะ”
ซูเยว่เฟยเพิ่งบินกลับจากต่างประเทศและบึ่งมาโรงพยาบาลทันทีที่เครื่องแตะรันเวย์ เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พักผ่อนให้เต็มที่นะ เรื่องโรงเรียนอาลาหยุดให้เรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวรอเปิดเทอมก็พอ”
“ในเมื่อปลอดภัยดีแล้ว ฉันต้องขอตัวกลับไปกองถ่ายก่อนนะ” ซูโล่วก้มมองนาฬิกา
“หลานรักของอา อยากกินอะไรบอกมา! คืนนี้จะฆ่าวัวเลี้ยงฉลองให้เดี๋ยวนี้เลย!” ซูอิงเอ๋อร์โวยวายประกาศลั่น
หานหานผู้ร่าเริงที่สุดเพราะไม่ต้องทำการบ้าน รีบขานรับเป็นคนแรก “วัวย่างทั้งตัวค่ะ! หนูขอวัวย่างทั้งตัวเลยนะคะ!”
ขณะนั้นเอง ซูเหอเวิ่นก็เดินถือสมุดการบ้านสองเล่มเข้ามาใกล้พลางเลิกคิ้วถาม “ได้ยินว่านายทิ้งการบ้านส่วนที่ยังไม่ได้ทำไว้ให้หานหานถึงสองเล่มเลยเหรอ?”
เสียงเฮของหานหานพลันเงียบกริบลงในพริบตา
“……”
หลังเฉียดผ่านประตูมรณะมาได้ครั้งหนึ่ง จู่ ๆ เขาก็สัมผัสถึงมวลไออุ่นหลั่งไหลซึมลึกสู่ขั้วหัวใจ ร่างกายอันเคยหนาวเหน็บพลันอบอุ่นขึ้นมาประหลาดล้ำ
“ผมฝันว่ามีคนบังคับให้เขียนชื่อ… ผมเอาแต่นั่งเขียนซ้ำไปซ้ำมา พอถึงขีดสุดท้ายกลับทำไม่สำเร็จสักที” เด็กชายพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
‘จริง ๆ แล้ว เขาก็หวาดกลัวเหลือเกิน… กลัวจนจับใจ…’