ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 44 ซู่เป่าสอนให้รู้สำนึก
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 44 ซู่เป่าสอนให้รู้สำนึก
บทที่ 44 ซู่เป่าสอนให้รู้สำนึก
ซู่เป่าเม้มริมฝีปากพลางจ้องมองเสวี่ยเอ๋อร์ แม้ว่าเสวี่ยเอ๋อร์ไม่ได้มีใบหน้าเหมือนแม่เลี้ยง แต่ท่าทางที่แสดงออกมาในตอนนี้ ซู่เป่ากลับคุ้นเคยดี…
แม่เลี้ยงของเธอชอบทำกริยาเช่นนี้ แลเวคุณพ่อก็จะหันมาดุด่าเธอ ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด!
“หนูไม่ได้ผลักพี่นะ พี่ล้มลงไปเองต่างหาก” ซู่เป่าจึงโพล่งออกไปตามตรง
เสวี่ยเอ๋อร์กัดริมฝีปากพลางเช็ดน้ำตาด้วยท่าทางน่าเวทนาจนรอบดวงตาแดงก่ำ ก่อนเอ่ยเสียงสั่น
“อื้อ… ซู่เป่าไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ เป็นความผิดของเสวี่ยเอ๋อร์เอง…”
ซู่เป่าเม้มปากแน่น หากเป็นเด็กคนอื่นก็คงจะงงงวยจนทำอะไรไม่ถูก แต่ซู่เป่ากลับผ่านเรื่องพรรค์นี้มานับครั้งไม่ถ้วน…
“คุณยายคะ ซู่เป่าไม่ได้ผลักพี่เขาจริง ๆ ค่ะ เมื่อกี้หนูทานเนื้อย่างเสร็จแล้วกำลังจะลุกขึ้น พี่เสวี่ยเอ๋อร์ก็ล้มลงไปเองทันทีเลย” เธอเงยมองคุณยายซูพลางเอ่ยยืนยันความบริสุทธิ์
คุณนายซูผู้เฒ่าโอบอุ้มซู่เป่าขึ้นมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่เป็นไรจ้ะ ยายเชื่อว่าซู่เป่าไม่ได้ผลักใคร บางทีคนอื่นอาจจะแยกไม่ออกระหว่างความไม่ระมัดระวังกับความจงใจก็เป็นได้!” เธอปรายสายตามองเสวี่ยเอ๋อร์อย่างมีนัยสำคัญ
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจ
“เด็ก ๆ ก็ชอบเล่นหยอกล้อกันแบบนี้แหละค่ะ เป็นความผิดของดิฉันเองที่ไม่ได้ระวังให้ดี…” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยขึ้นอย่างเก้อเขิน
เธอพยายามอ้างว่าเป็นเพียงเรื่องเล่นสนุกของเด็กเพื่อหวังให้เรื่องจบลงง่าย ๆ แต่มีหรือคนตระกูลซูจะยอมอ่อนข้อให้
“แล้วอย่างไร? คุณกำลังจะสื่ออะไรกันแน่? อยากให้ซู่เป่าบ้านเราขอโทษลูกสาวคุณอย่างนั้นหรือ?”
คุณนายซูผู้เฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ
“หรือคุณอยากให้พวกเราเข้าใจผิดในตัวซู่เป่า มองว่าแกเป็นเด็กนิสัยเสีย เพื่อที่จะได้เชิดชูว่าเสวี่ยเอ๋อร์เป็นเด็กดี? ช่างเขลาและหลงตัวเองเสียจริงที่คิดอะไรตื้น ๆ แบบนี้!” หญิงชราตำหนิออกมาอย่างไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย!
ใบหน้าของแม่เสวี่ยเอ๋อร์เดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดงสลับกันไปมา เรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ สมาชิกคนอื่นในตระกูลซูต่างพากันเสริมทัพขึ้นมาทันที
ซูอีเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คนที่เคยใส่ร้ายซู่เป่าแบบนี้ ตอนนี้ยังนอนเสวยสุขอยู่ในคุกเลยน่ะสิ”
“ลูกไม่อาจดีได้หากขาดการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่ หากยามนี้ไม่ดัดนิสัยให้ดี เติบใหญ่ไปจะเหลือดีอะไร!” คุณตาซูขมวดคิ้วเคร่งขรึม
ซูอี้เชินสำทับเสียงเรียบ “พวกคุณคิดอะไรอยู่ถึงได้มาเล่นลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้…ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ?”
ตระกูลซูมีคนมากถึงเพียงนี้ แค่รุมประณามคนละคำก็แทบจะทำให้คนจมกองน้ำลายตายได้แล้ว แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รู้สึกอับอายจนหูแดงก่ำ
คนตระกูลซูช่างรุกรานกันเกินไปแล้ว!
เธอยอมรับว่าเสวี่ยเอ๋อร์อาจจะอยากแสดงตัว และต้องการให้ผู้อื่นชื่นชมจนเผลอทำเรื่องไม่เหมาะสมลงไปบ้าง ทว่าเสวี่ยเอ๋อร์ยังเด็กนัก อีกทั้งเจตนาเริ่มแรกก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร การที่คนบ้านซูมารุมกินโต๊ะเช่นนี้มันก็ไม่ถูกต้องเหมือนกัน!
แม่เสวี่ยเอ๋อร์ฝืนยิ้มแห้ง ๆ “ต้องขอประทานโทษคุณนายซูผู้เฒ่า และท่านประธานซูด้วยค่ะ…ทุกคนโปรดใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ”
ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างก็น้ำตาไหลพราก เธอสะอื้นไห้พลางเอ่ยว่า
“ฮือ… หนูผิดเองค่ะ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นความผิดของหนูทั้งนั้น คุณย่าซูโปรดอย่าโกรธเลยนะคะ”
เธอสะอื้นฮักโดยไม่กล้าร้องไห้เสียงดัง แสดงกิริยามารยาทด้วยการขอโทษ
ภาพที่เห็นดูน่าเวทนาจนทำให้คนทั่วไปคงไม่อยากตำหนิเธออีกต่อไป แต่ทุกคนในตระกูลซูกลับยิ่งรู้สึกขัดใจหนักกว่าเดิม!
ไอ้คำว่า ‘ไม่ว่าอย่างไร’ มันหมายความว่าอะไร?
มันคือการขอโทษไปส่ง ๆ แต่ก็ยังโยนขี้ให้ซู่เป่าอยู่ดีไม่ใช่หรือ?!
จังหวะนั้นเอง ซู่เป่าจู่ ๆ ก็ถือถ้วยน้ำแกงเย็นถ้วยหนึ่ง เดินเตาะแตะอย่างระมัดระวังเข้าไปหาเสวี่ยเอ๋อร์
สมาชิกตระกูลซูต่างมีสีหน้าซับซ้อน พวกเขาคิดว่าซู่เป่าจิตใจดีจนถึงขั้นอยากเข้าไปขอคืนดีกับเสวี่ยเอ๋อร์
แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์เห็นทางออกพลันรีบเอ่ยปาก
“เอ่อ คุณหนูซู่เป่าไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นหรอกค่ะ…”
“ไม่เป็นไรหรอกนะ น้องซู่เป่า…” เสวี่ยเอ๋อร์เองก็รีบเช็ดน้ำตาพลางปั้นยิ้มกว้าง ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง
ชามเครื่องดื่มสมุนไพรเย็นในมือน้อย ๆ ของซู่เป่าก็คว่ำลงบนตัวเสวี่ยเอ๋อร์อย่างจัง!
เชือกแดงบนข้อมือของเด็กน้อยทอประกายวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว น้ำสมุนไพรเย็นฉ่ำกระเซ็นสาดใส่วงหน้าของเสวี่ยเอ๋อร์จนชุ่มโชก…
คำพูดของเสวี่ยเอ๋อร์ชะงักค้างอยู่เพียงเท่านั้น!
“แบบนี้แหละค่ะที่เรียกว่าซู่เป่าจงใจทำ! ส่วนที่พี่ทำเมื่อกี้เขาเรียกว่าไม่ได้ตั้งใจ” ซู่เป่าเอ่ยอธิบายอย่างเป็นลำดับขั้นตอน “นี่คือความแตกต่างระหว่าง ‘ความจงใจ’ กับ ‘ความไม่ระมัดระวัง’ พี่แยกออกหรือยังคะ?”
ที่แท้เมื่อครู่ ซู่เป่าจดจำคำพูดของคุณนายซูผู้เฒ่าไว้ทุกลำดับประโยค เธอจึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นเด่นชัดด้วยตัวเองสักหน่อย
อาจารย์จี้ฉางมักพร่ำสอนเสมอว่า การลงมือปฏิบัติจริงย่อมทำให้คนจดจำได้แม่นยำกว่าการท่องจำทฤษฎี!
เสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับยืนงงงวยทำอะไรไม่ถูก!
ตอนที่เธอแกล้งสาดน้ำใส่ตัวเองเมื่อครู่ น้ำเพียงแค่เปียกชายกระโปรงนิดเดียวเท่านั้น ยามนี้เสื้อตรงหน้าอกของเธอเปียกโชกจนแนบเนื้อ ไม่เคยมีใครกล้าป่าเถื่อนกับเธอถึงเพียงนี้มาก่อน!
“เธอทำแบบนี้ได้ยังไงกัน!” เสวี่ยเอ๋อร์แผดเสียงด้วยความโมโห
“หนูกำลังสอนพี่อยู่นี่ไงคะ!” ซู่เป่าถือชามว่างเปล่าไว้ในมือพลางกะพริบตาปริบ ๆ
สมาชิกตระกูลซูต่างพากันอึ้งไปตาม ๆ กัน เด็กน้อยตัวอวบอัดมีท่าทางจริงจัง ดวงตาคู่โตใสกระจ่างราวกระจกเงา เธอกำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายให้พี่สาวเข้าใจอย่างถี่ถ้วนว่าสิ่งใดคือ ความตั้งใจและสิ่งใดคือความบังเอิญ
ทุกคนต่างตกตะลึง แม้ว่าการกระทำนี้จะ… แต่ต้องยอมรับว่าซู่เป่าทำได้ยอดเยี่ยมและเจ็บแสบยิ่งนัก!
คุณนายซูระบายยิ้มออกมาบนวงหน้าด้วยความพึงใจ เด็ก ๆ ก็แบบนี้แหละ อยากทำอะไรก็ควรได้ทำ
ต้องรู้จักปลดปล่อยและเป็นอิสระ! หลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลซู ควรมีเขี้ยวเล็บและเด็ดขาดเช่นนี้แหละถึงจะถูก!
แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รีบกุลีกุจอเช็ดน้ำสมุนไพรออกจากหน้าและกระโปรงให้ลูกสาว เสวี่ยเอ๋อร์ที่คราวนี้เสียขวัญจริง ๆ จึงแผดเสียงร้องไห้ออกมาลั่นป่า!
เธอร้องไห้ไปพลางตำหนิไปพลาง “เธอทำแบบนี้ได้ยังไง! ต่อให้จะสอนฉัน เธอก็ไม่ควรทำรุนแรงแบบนี้… ฮือ ๆ ๆ!”
ซู่เป่าเห็นว่าคราวนี้อีกฝ่ายร้องไห้โยเยดูน่าสงสารจริง ๆ ไม่ใช่การเสแสร้งเหมือนก่อนหน้านี้
“ขอโทษค่ะ!” เธอจึงเอ่ยสั้น ๆ อย่างมีมารยาท ลึก ๆ ในใจ เด็กน้อยยังคงมั่นใจว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรผิด
เธอเชื่อว่าในอนาคต พี่เสวี่ยเอ๋อร์คนนี้ย่อมแยกแยะได้อย่างแจ่มแจ้งแน่นอนว่าอะไรคือความจงใจ และอะไรคือเหตุบังเอิญ
การที่ซู่เป่าชิงขอโทษก่อนเช่นนี้ ยิ่งทำให้แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์น้ำท่วมปาก จะตำหนิก็ตำหนิไม่ออก
เธอรู้สึกหงุดหงิดจนอกแทบระเบิด แต่ยังต้องฝืนยิ้มค้างไว้พลางลูบหลังปลอบลูกสาว
“ไม่เป็นไร ๆ จ้ะ เด็ก ๆ ก็แบบนี้แหละ วันนี้ทะเลาะกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับมาเป็นเพื่อนรักกันเหมือนเดิม ใช่ไหมจ๊ะซู่เป่า?”
“ไม่ค่ะ พรุ่งนี้หนูก็ไม่อยากเป็นเพื่อนกับพี่เขาอยู่ดี” ซู่เป่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับซื่อ ๆ
แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ยิ้มค้างอย่างแข็งทื่อ ก่อนหันไปทางคุณนายซู
“ขอประทานโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ งั้นดิฉันขอตัวพาเสวี่ยเอ๋อร์ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”
แล้วเธอก็รีบพาเสวี่ยเอ๋อร์เดินจ้ำอ้าวออกไปจากตรงนั้นอย่างเร่งรีบ ยามมานั้นช่างดูสง่างาม ทว่ายามกลับยามนี้กลับดูหมดสภาพสิ้นดี
เสวี่ยเอ๋อร์กำหมัดแน่น เธอผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่ใครกลับต้องมาเสียหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยน้ำมือของซู่เป่า ความเกลียดชังที่มีต่อเด็กน้อยจึงยิ่งสุมรุมอยู่ในอกมากขึ้นเรื่อย ๆ…
ซู่เป่ามองตามแผ่นหลังของสองแม่ลูกไป แล้วหันมาหาคุณยาย เธอเอ่ยเสียงเบา
“คุณยายคะ หนูไม่อยากเป็นเพื่อนกับพี่เสวี่ยเอ๋อร์จริง ๆ ค่ะ”
เด็กน้อยร่างกลมไม่แน่ใจว่าการทำแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ และจะสร้างความลำบากให้คุณยายหรือเปล่า
คุณนายซูผู้เฒ่ากุมมือน้อยของซู่เป่าไว้แน่นพลางเอ่ยให้กำลังใจ
“หากไม่อยากเป็นเพื่อนกับเขาก็ไม่ต้องเป็นลูก พวกเราไม่จำเป็นต้องฝืนทำตามใจคนอื่นเพื่อให้ใครพอใจ วันนี้ซู่เป่าทำได้ดีมากจ้ะ!”
ดวงตาคู่สวยของซู่เป่าสดใสขึ้นทันที เธอดีใจมากจนโผเข้ากอดคุณยายพลางจูบแก้มฟอดใหญ่
“ขอบคุณคุณยายมากค่ะ!” เสียงใส ๆ แสนน่ารักของเด็กน้อยดังก้อง
คุณนายซูรู้สึกอบอุ่นซาบซึ้งใจ เธอทอดสายตามองเด็กน้อยตรงเบื้องหน้าด้วยความรักที่มากล้น จนไม่รู้จะพรรณนาอย่างไร
“ไปกันเถอะ ยายจะพาหนูไปเก็บผลไม้!” หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับเด็ก ๆ
สมาชิกคนอื่นในตระกูลซูเมื่อเห็นภาพนี้ต่างก็โล่งใจไปตาม ๆ กัน
นับตั้งแต่ซูจิ่นอวี้หายตัวไป คุณนายซูผู้เฒ่าก็เอาแต่โศกเศร้าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ความร่าเริงเหือดหายจนร่างกายเกือบทรุดโทรม
ทว่าหลังจากซู่เป่าก้าวเข้ามาในบ้านได้ไม่นาน นวลหน้าของเธอก็กลับมามีสีเลือดฝาดและดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นผู้ใหญ่และเด็กน้อยกำลังรื่นเริง ทุกคนจึงไม่อยากเข้าไปรบกวนช่วงเวลาแสนพิเศษนั้น
ซู่เป่าเดินตามแรงเข็นรถของคุณยายมุ่งไปยังชายป่าพลางถามอย่างสงสัย
“คุณยายคะ ราสเบอร์รีคืออะไรเหรอคะ?”
“เป็นผลไม้ป่าน่ะจ้ะ ตอนยายยังเด็กอยู่ที่ชนบท ยายมักจะไปเก็บมาทานเป็นประจำ รสชาติหวานฉ่ำมากเลยนะ” คุณนายซูระบายยิ้มให้หลานรัก
ทันทีที่ซู่เป่าได้ยินคำว่า หวานฉ่ำ ดวงตาทั้งสองของเด็กน้อยก็เป็นประกายวาววับ
“เร็วค่ะคุณยาย เร็วเข้า!”
เจ้าตัวน้อยดึงมือเธอไว้ ก่อนรู้สึกว่าการดึงมือนั้นเดินลำบาก เธอจึงวิ่งอ้อมไปด้านหลังเพื่อช่วยเข็นรถเข็นแทน คุณนายซูอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
ช่างน่าเสียดายที่ขาทั้งสองข้างของยายลุกขึ้นยืนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นการได้วิ่งเล่นบนทุ่งหญ้ากับซู่เป่าคงดีไม่น้อย…
ไม่นานนัก ซู่เป่าก็เข็นคุณยายมาถึงริมชายป่า
“คุณยายคะ ราสเบอร์รีหลบอยู่ตรงไหนเหรอคะ?” ซู่เป่าสอดส่องสายตามองไปทั่วทุกทิศทาง
คุณนายซูผู้เฒ่าชี้ไปยังพุ่มไม้หนาตาด้านหน้า
“ราสเบอร์รีมักจะแอบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้พวกนี้แหละจ้ะ พวกเราลองหาดูกันเถอะ!”
ทันใดนั้น เสี่ยวอู่ที่บินฉวัดเฉวียนอยู่เบื้องหน้าก็โผลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วมุดเข้าไปในอ้อมกอดของซู่เป่าจนตัวสั่น!
“ผีเด็กมาแล้ว! ผีเด็กมาแล้ว!”
นกแก้วแผดเสียงร้อง พลางกระพือปีกอย่างตื่นตระหนก
ยามนี้ดวงตะวันคล้อยต่ำจนแตะยอดเขา แสงแดดที่เคยอบอุ่นมลายหายไป ทุ่งหญ้าริมทะเลสาบถูกปกคลุมด้วยอุณหภูมิที่ลดฮวบ กลายเป็นความยะเยือก ชวนให้ขนลุกซู่…
คุณนายซูผู้เฒ่าไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ ภายในใจกลับผุดความกังวลสายหนึ่งขึ้นมาโดยไม่อาจยับยั้งได้