ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 46 แผนการของปลาซิวปลาสร้อย
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 46 แผนการของปลาซิวปลาสร้อย
บทที่ 46 แผนการของปลาซิวปลาสร้อย
“พวกเราต้องรีบติดต่อคนของตระกูลซือเดี๋ยวนี้เลยค่ะ บอกพวกเขาว่าพวกเราเป็นคนพบตัวคุณชายน้อยแล้ว!” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รีบเสนอขึ้นทันที
“คุณโง่หรือเปล่า! คิดจะไปแย่งความชอบตัดหน้าตระกูลซูหรืออย่างไร?” พ่อของเสวี่ยเอ๋อร์สวนกลับทันควัน
ในเมื่อคนตระกูลซูเป็นผู้พบเห็น และช่วยชีวิตเด็กคนนั้นไว้ หากพวกเขาสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปอ้างผลงาน ย่อมเท่ากับมองว่าทั้งตระกูลซู และตระกูลซือเป็นคนโง่ที่หลอกได้ง่าย ๆ
“แล้วจะให้ทำอย่างไรดีล่ะคะ?” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ถามอย่างร้อนรน
ตระกูลซือและตระกูลซูต่างเป็นสองในสามขั้วอำนาจใหญ่แห่งเมืองหลวง ทั้งสองตระกูลมีรากฐานมั่นคงแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับตระกูลหลานของพวกเขาแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับปลาซิวปลาสร้อยท่ามกลางฝูงฉลามยักษ์…
ยามนี้โอกาสในการประจบสอพลอมาวางอยู่ตรงเบื้องหน้า หากปล่อยให้หลุดมือไปเฉย ๆ คงน่าเสียดายแย่
“คิดออกแล้ว!” พ่อของเสวี่ยเอ๋อร์ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมา
ช่วงที่ตระกูลซือกำลังระดมกำลังตามหาตัวคุณชายน้อย มีหมายเลขโทรศัพท์สายตรงแจ้งเบาะแสถูกเผยแพร่ออกมาวงกว้าง
“ฮัลโหล… เรียนสายคุณซือใช่ไหมครับ?” พ่อของเสวี่ยเอ๋อร์รีบกดโทรออกด้วยท่าทางกระวนกระวาย
“ผมหลานเจี้ยนอวี่ครับ… ครับ ๆ เป็นอย่างนี้ครับ พอดีคุณหนูน้อยตระกูลซูออกไปวิ่งเล่น แล้วบังเอิญพบตัวคุณชายน้อยเข้า ท่านประธานซูเลยกำชับให้ผมรีบโทรมาแจ้งข่าวแก่พวกคุณโดยด่วนครับ…”
เมื่อวางสายลง แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ก็เอ่ยชมด้วยความเลื่อมใส
“ว้าว คุณเก่งจังเลยค่ะ! พูดแบบนี้เท่ากับได้เอาใจทั้งสองตระกูลในคราวเดียวเลยนะ!”
พ่อของเสวี่ยเอ๋อร์ยืดอกอย่างภาคภูมิใจในไหวพริบของตนเอง ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ กลับรู้สึกว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการสังเกตเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของผู้ใหญ่…
**
ภายในเต็นท์พักของตระกูลซู
ซูอี้เชินจัดการเช็ดใบหน้า และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็กชายตัวน้อย จนในที่สุด ก็มองเห็นเค้าโครงของเด็กคนนั้นได้อย่างถนัดตา
เขามีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ก่อนจูงมือซูอีเฉินเดินเลี่ยงออกไปสนทนากันภายนอก
ทิ้งให้ซู่เป่าที่กำลังโน้มตัวอยู่ข้างเตียงลม จ้องมองเด็กชายตัวน้อยซึ่งนอนนิ่งสนิทอยู่ด้วยความสงสัย
ยามนี้ จี้ฉางกำลังตั้งอกตั้งใจถ่ายทอดวิชาเรียกขวัญให้แก่ซู่เป่าตัวน้อย
“ดวงจิตเป็นหยาง เจตภูตเป็นหยิน มนุษย์เรามีดวงจิตสำคัญสามดวง ได้แก่ จิตสวรรค์ จิตปฐพี และจิตมนุษย์ จิตสวรรค์หรือดวงชะตาหลักนั้นสถิตอยู่ในกาย ส่วนอีกสองดวงมักล่องลอยเชื่อมโยงกับภายนอก จึงมีโอกาสหลุดลอยสูญหายได้ง่ายกว่าปกติ” เขาหยุดนิ่งแล้วปรายสายตามองร่างนั้นด้วยความเวทนา
“เด็กคนนี้เหมือนเพิ่งก้าวเท้าข้ามธรณีประตูนรกมาหมาด ๆ ยามนี้ดวงจิตดวงหนึ่งหลุดลอยหายไปอยู่ที่ใดก็มิอาจทราบได้” จี้ฉางกวักมือเรียกเจ้าตัวเล็กให้เข้ามาใกล้พลางสำทับเสียงเข้ม “มานี่อาจารย์จะสอนถึงวิธีเรียกขวัญดึงวิญญาณกลับคืนร่าง”
ซู่เป่าเงยมองอาจารย์ ทว่าเธอกลับให้ความสนใจในแง่มุมอื่นแทน
“อาจารย์คะ ในเมื่อมันหายง่ายขนาดนั้น ทำไมเราไม่หาเชือกมาผูกดวงจิตอีกสองดวงไว้กับตัวให้แน่น ๆ ล่ะคะ?”
“เอาไว้เจ้าโตกว่านี้ก็จะเข้าใจเองนั่นแหละ” จี้ฉางถึงกับสำลักน้ำลายพลางโบกมือปัด
เขาเกรงว่าหากปล่อยให้ซู่เป่าซักไซ้ต่อ คงมีคำถามอีกเป็นหมื่นข้อตามมาแน่ จึงรีบตัดบทเข้าเนื้อหาทันที
“การเรียกวิญญาณต้องจดจำคาถาให้แม่นยำ นอกจากนี้ยังต้องจุดธูปหนึ่งดอก ตั้งกระถางไฟ แล้วโยนเสื้อผ้าของเจ้าของวิญญาณลงในไฟก่อนจะเริ่มบริกรรมคาถา”
“ยามนี้จงตั้งใจฟังและท่องตามอาจารย์ โย่วเปี้ยนลี่เกอเสี้ยวอูกุย โย่วนาฮุงต้าเก่ย์อุ่ย ซาเป้ยหนิงซาอู๋จี ตี้ตี้ลาซื่อลาซื่อ ซาเป้ยหนิงซาอู๋จี…”
จี้ฉางร่ายยาวจนจบในรวดเดียว ก่อนหันมาถามลูกศิษย์ตัวน้อย
“จำได้หรือยัง?”
“จำได้ขึ้นใจเลยค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้าอย่างมั่นใจ
จี้ฉางลอบชื่นชมในใจ สมแล้วที่เป็นเด็กน้อยผู้มีพรสวรรค์เหนือธรรมชาติ…
“ไหนเจ้าลองท่องให้อาจารย์ฟังดูสักรอบซิ” เขาสำทับ “คาถาเรียกวิญญาณนี้จำยากเอาเรื่องเชียวล่ะ…”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเริ่มร่าย “เต่าน้อยอยู่ทางขวา มีพุงโตแค่นี้ ซาเป่ยหนิงฆ่าไก่ดำ น้องชายขี้ ขี้แล้ว ซาเป่ยหนิงฆ่าไก่ดำ…”
จำไม่ยากเลยสักนิดนี่นา!
การออกเสียงอาจคล้ายกันจนน่าตกใจ แต่กลับตีความออกมาเป็นเรื่องราวพรรค์นี้ได้อย่างไรกัน!
ครั้นคิดได้เช่นนั้น จี้ฉางพลันสัมผัสได้ถึงกระแสอากาศรอบกายที่เริ่มหมุนวนอย่างแผ่วเบา…
คาถาเรียกวิญญาณฉบับเพี้ยนของซู่เป่าเริ่มส่งผลกระทบต่อโลกวิญญาณเข้าให้จริง ๆ เสียแล้ว
จี้ฉางถึงกับมุมปากกระตุกด้วยความอ่อนใจ
“ซาเป่ยหนิงเป็นใครกันคะ?ทำไมต้องฆ่าไก่ดำด้วย? แล้วทำไมพี่ชายถึงต้องถ่ายอุจจาระตั้งสองครั้งล่ะคะ?”
ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่นพลางถามต่อด้วยความข้องใจ
ด้านข้าง คุณนายซูผู้เฒ่าแว่วเสียงซู่เป่าพึมพำร้องเพลงแปลก ๆ เกี่ยวกับ ซาเป่ยหนิงฆ่าไก่ดำ
แววตาของนางแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ซู่เป่ามักพูดคุยกับอากาศธาตุบ่อยครั้ง หรือไม่ก็พูดกับเจ้านกแก้วเสี่ยวอู่ บางครั้งยังเอ่ยถึง ‘อาจารย์’ ขึ้นมาดื้อ ๆ…
คุณนายซูรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก
“ซู่เป่าทำอะไรอยู่ลูก?” เธอยิ้มอย่างสุขุมพลางเอ่ยถามนุ่มนวล ซู่เป่าเงยมองพลางตอบว่า
“หนูกำลังช่วยพี่ชายอยู่ค่ะ!” คุณนายซูชะงักกึก ความกังวลในใจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
“ซู่เป่า บอกยายได้ไหม…หลานกำลังคุยอยู่กับใคร?”
เด็กที่เคยถูกทารุณกรรมอย่างโหดร้ายแต่เยาว์วัย มักจะสร้างตัวตนในจินตนาการขึ้นมาเพื่อปกป้องตนเอง หรือเห็นเพื่อนในจินตนาการ ซึ่งนับว่าเป็นอาการทางจิตที่น่าเป็นห่วง…
“หนูกำลังคุยกับท่านอาจารย์อยู่ค่ะ!” ซู่เป่ากลับพยักหน้าพลางตอบอย่างซื่อตรง จี้ฉางรีบเตือนเสียงหลง
“เอ่อ… ซู่เป่า อาจารย์บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าห้ามพูดเรื่องของอาจารย์ให้คนอื่นฟัง…”
ซู่เป่ามีท่าทางเคร่งขรึมขึ้นมาทันที “แต่คุณยายไม่ใช่คนอื่นนี่นา…”
เมื่อเห็นซู่เป่าเริ่มต้นพูดคนเดียวอีกครั้ง หัวใจของคุณนายซูก็ดิ่งวูบลงสู่ก้นเหวในทันใด
ซู่เป่าที่น่าสงสารของยาย… หรือว่าจะเจ็บป่วยทางจิตไปจริงๆ เสียแล้ว?
“ซู่เป่าที่รัก ยามนี้หลานมีทั้งคุณยาย คุณตา และมีพวกลุง ๆ คอยดูแล… ซู่เป่าปลอดภัยแล้วนะลูก…”
คุณนายซูรู้สึกปวดใจและกังวลยิ่งนัก ช่วงก่อนหน้านี้แม้จะพาซู่เป่าไปตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทว่ากลับหลงลืมเรื่องการตรวจสุขภาพจิตไปเสียสนิท เห็นทีอีกสักพักเธอคงต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้สามี และลูกชายทุกคนทราบโดยด่วน!
คุณนายซูไม่เพียงแค่ปลอบโยนเท่านั้น ยังยืนกรานที่จะพาซู่เป่าปลีกตัวออกมาจากตรงนั้น
เธอระแวงว่าซู่เป่าอาจเห็นเด็กชายที่มีเลือดเปรอะเปื้อนเต็มนวลหน้า จนไปสะกิดปมความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต และทำให้อาการทางจิตกำเริบขึ้นมา ซู่เป่าพยายามดิ้นขัดขืน
“เอ๋? คุณยายคะ รอเดี๋ยวก่อน ซู่เป่ายังช่วยพี่ชายไม่เสร็จเลย!” แววตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความฉงน
เหตุใดจู่ ๆ คุณยายถึงได้ดูร้อนรนแบบนี้กันนะ
“ซู่เป่าไม่ต้องกังวลไปลูก ดูนั่นสิ คุณหมอกับคุณตำรวจกำลังมากันแล้ว” คุณนายซูรีบเอ่ยตัดบท
ซู่เป่าเงยมองตามปลายนิ้วคุณยาย จึงเห็นแสงไฟวับวาบจากรถหลายคันที่กำลังแล่นตรงมาจากระยะไกล และยังมีรถยนต์สีดำขลับอีกสองสามคันขับตามมาเป็นขบวน
นั่นคือคนจากตระกูลซือ
สมาชิกตระกูลซือแต่ละคนต่างมีท่าทางกระวนกระวายใจยิ่งนัก ส่วนพ่อแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์มายืนดักรอริมถนนอยู่ก่อนแล้วก็รีบกุลีกุจอเข้าไปชี้ทาง “อยู่ทางโน้นครับ! อยู่ทางโน้น!”
ทั้งคู่ต่างปั้นสีหน้าให้ดูรนราน ราวกับว่าตนเองมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือครั้งนี้ด้วย
ทว่าน่าแปลกที่คนตระกูลซือกลับไม่แม้แต่จะปรายหางตามองพวกเขาทั้งสองคน แต่กลับเร่งเครื่องตรงไปยังเต็นท์ของตระกูลซูทันที
พ่อและแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ยืนเก้อด้วยอาการประหม่า ดูเหมือนเริ่มรู้สึกอับอายอยู่ไม่น้อย
“นี่… ทำไมพวกเขาถึงไม่สนใจเราเลยล่ะคะ…” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์พึมพำเสียงค่อย
พ่อของเสวี่ยเอ๋อร์แก้เก้อ “คงเป็นเพราะพวกเขารีบร้อนน่ะ ไม่เป็นไรหรอก หลังจากนี้เราค่อยหาเหตุผลเข้าไปเยี่ยมคุณชายน้อยตระกูลซือที่บ้านเขาก็ได้”
“ยามนี้คนตระกูลซูรวมตัวกันอยู่ที่นั่น พวกเราไม่ควรเข้าไปเสนอตัวตอนนี้ เดี๋ยวแผนการจะแตกเสียก่อน”
สองสามีภรรยากระซิบกระซาบกัน ก่อนเดินคอตกกลับไปยังที่พักของตนเอง
อีกฝั่ง
ชายผู้มีบุคลิกเย็นชาและดวงหน้าเคร่งขรึมเดินตรงมายังเต็นท์ของตระกูลซู
ซู่เป่าจ้องมองกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ท่านอาจารย์คะ ทำไมพวกเขาทุกคนถึงมีแสงสีเหลืองล้อมรอบตัวด้วยล่ะคะ?” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่ว
โดยเฉพาะชายวัยกลางคนที่เดินนำอยู่หัวแถว แสงนั่นสว่างจ้าจนแทบทำให้ดวงตาคู่โตของเธอพร่ามัวไปหมด
“นี่คือรัศมีของผู้มีบุญบารมีติดตัว คนที่เป็นขุนนางตงฉินผู้ทำคุณงามความดีต่อแผ่นดิน หรือสร้างคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ย่อมมีแสงทองคุ้มครองกาย และเมื่อสิ้นอายุขัย พวกเขาก็จะบรรลุบุญกุศลอย่างสมบูรณ์” จี้ฉางอธิบายอย่างใจเย็น ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจพลางถามต่อ
“แล้วทำไมภายใต้แสงทองนั่น ถึงมีไอมรณะแฝงอยู่ด้วยล่ะคะ?”
หลังจากเรียนรู้วิชามาได้ระยะหนึ่ง ซู่เป่าเริ่มรู้จักจำแนกไอมรณะได้แม่นยำขึ้น เช่นเดียวกับป้าสะใภ้รองที่เคยเปื้อนเลือดมนุษย์จึงมีไอมรณะติดตัว
ทว่าคุณลุงตรงหน้ากลับมีทั้งรัศมีเจิดจ้า และไอมรณะล่องลอยอยู่พร้อมกัน ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาดนัก
“นั่นเพราะเขาเองก็เคยปลิดชีวิตคนมาเช่นกัน ทว่าคนที่เขาฆ่านั้นล้วนเป็นคนชั่ว” จี้ฉางเอ่ยต่อ
ด้วยเหตุนี้ไอมรณะที่แปดเปื้อนมาจึงไม่อาจกล้ำกรายเข้าสู่ตัวได้ เพราะถูกแสงแห่งบุญกุศลปิดกั้นไว้ภายนอก
ซู่เป่ากระจ่างแจ้งในทันที
เข้าใจแล้วค่ะ!
ความหมายก็คือคุณลุงคนนี้เป็นคนดีมาก และเป็นพวกที่ชอบจัดการคนนิสัยเสียสินะ
ในขณะนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็เดินมาถึงจุดที่พวกเธอยืนอยู่
ซือเยี่ยมีสีหน้าเย็นชาเคร่งครัด ปกติแล้วเด็กทั่วไปมักจะหวาดกลัวจนร้องไห้จ้า เมื่อเห็นดวงหน้าดุดันของเขา ทว่าเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้ากลับไม่เพียงไม่ร้องไห้ แต่ยังฉีกยิ้มกว้างให้เขาอย่างร่าเริง
“สวัสดีค่ะคุณลุง!” ซู่เป่าทักทายเสียงใส
ซือเยี่ยชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย
เด็กหญิงตัวเล็กคนนี้…