ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 64 ไปเรียนกับพี่ชาย
บทที่ 64 ไปเรียนกับพี่ชาย
ซู่เป่ายืนเกาะขอบประตูรอคอยอย่างอดทน ทันใดนั้น บานประตูกลับถูกผลักเปิดออกเสียงดัง ร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมารวดเร็วปานลมกรด ในสภาพเผยให้เห็นบั้นท้ายขาว ๆ แวบหนึ่ง…
ซู่เป่าตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของซูเหอเวิ่นซีดเผือดเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เด็กน้อยก็รีบวิ่งตามไปหมายเพื่อเข้าไปปลอบ
ทว่าการวิ่งไล่กวดกันครั้งนี้ กลับทำให้ซูเหอเวิ่นที่ไม่กล้าแม้แต่จะหันหลังกลับมามอง ยิ่งขวัญเสียหนักกว่าเก่าจนแทบวิญญาณสลาย เขาโจนทะยานไปทางห้องหนังสือพลางแผดเสียงตะโกนลั่นบ้าน “พ่อ! พ่อครับ! ช่วยด้วย!”
ท่านซูและคุณย่าซูที่ได้ยินเสียงเอะอะต่างรีบออกมาดูด้วยความตกใจ “เกิดอะไรขึ้นลูก!”
ภาพบนระเบียงชั้นสองยามนี้คือเด็กน้อยสองคนกำลังวิ่งสู้ฟัดกันสุดชีวิต คนหนึ่งหนี อีกคนไล่…
แต่ซูเหอเวิ่นกลับหนีไม่พ้นเงื้อมมือของน้องสาวเสียที
ซูอีเฉินเพิ่งก้าวพ้นห้องหนังสือออกมา ก็ต้องชะงักกึกเมื่อเห็นลูกชายคนรองหอบหิ้วกางเกงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน โดยมีซู่เป่าวิ่งสับเท้าตามหลังมาติด ๆ
“เกิดอะไรขึ้น?” เขาเอื้อมมือไปรับร่างของซูเหอเวิ่นซึ่งกำลังพุ่งเข้ามากอดเอวเขาไว้แน่นราวกับที่พึ่งสุดท้าย
ทันทีที่ลูกชายประชิดตัว กลิ่นหอมหวนบาดจมูกชนิดหนึ่งก็ลอยมาปะทะเข้าอย่างจัง
นี่มัน… เข้าห้องน้ำแล้วยังไม่ได้เช็ดก้นงั้นเหรอ?
“มีผี… มีผีครับพ่อ!” ซูเหอเวิ่นละล่ำละลักบอกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“พี่ชายคะ… ไม่มีผีสักหน่อย!” ซู่เป่าวิ่งมาหยุดตรงหน้าพลางหอบหายใจแฮก ๆ
ซู่เป่าเป็นคนนะ ไม่ใช่ผี! ทำไมพี่ชายถึงวิ่งหนีราวกับเห็นผีแบบนั้นล่ะ?
เด็กน้อยหันกลับไปมองรอบตัวด้วยความฉงน ที่จริงแล้ว หลี่เหมยยังคงลอยอยู่ด้านหลัง โดยปกติแล้วคนธรรมดาไม่อาจมองเห็นดวงวิญญาณได้
ผีสาวลอยวนอยู่ข้างหลังซูเหอเวิ่น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยไม่ต่างกัน “แปลกจริง เจ้านี่มองเห็นฉันได้ยังไง? ตอนนี้ล่ะ… ยังมองเห็นอยู่ไหม?”
เธอพยายามยื่นหน้าเข้าไปใกล้ซูเหอเวิ่น กลับพบว่าสายตาของเด็กชายนั้นมองเหม่อไปด้านหลังอย่างว่างเปล่า
“ตรงนี้มองไม่เห็นแฮะ…” ผีสาวพึมพำ
จี้ฉางลอยตัวอยู่เงียบ ๆ เริ่มหรี่ตาลงครุ่นคิด เรื่องราวดูทวีความซับซ้อนขึ้นทุกที
เริ่มจากซู่เป่าที่เห็นนิมิตวิญญาณหญิงชราในความฝัน ตามด้วยซูเหอเวิ่น อยู่ ๆ ก็มองเห็นผีสาวขึ้นมาดื้อ ๆ จี้ฉางก้มลงมองกระหม่อมเล็กของซู่เป่าด้วยสายตาอ่านไม่ออก
“ไม่มีผีหรอก นั่นซู่เป่าไง” ทางด้านซูอีเฉิน เขาตบไหล่เล็ก ๆ ของลูกชายเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
ซูเหอเวิ่นค่อย ๆ หันกลับมาด้วยใบหน้าแข็งทื่อ เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคือซู่เป่าจริง ๆ ก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง ด้านหลังน้องสาวมีคุณปู่คุณย่าที่เพิ่งตามออกมา และซูเหอเหวินที่แอบชะโงกหน้าออกมาจากห้องของตน
ลมอ่อน ๆ พัดผ่านระเบียง ซูเหอเวิ่นพลันรู้สึกเย็นวาบที่บั้นท้ายอย่างบอกไม่ถูก
“พี่ชายคะ… ทำไมพี่ถึงวิ่งออกมาโดยไม่ใส่กางเกงล่ะ?” ซู่เป่ารีบยกมือน้อยปิดตาแน่น พลางถามด้วยความสงสัย
ซูเหอเวิ่นหน้าแดงซ่าน รีบดึงกางเกงขึ้นมาสวมทันที ความรู้สึกเหนอะหนะกลับทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งร่าง ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยอับอายขายหน้าต่อหน้าใครขนาดนี้มาก่อนเลย!
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย ซูเหอเวิ่นก็อยากจะกลับไปอาบน้ำเสียเดี๋ยวนี้ แต่พอนึกถึงภาพติดตาเมื่อครู่เขาก็เกิดอาการขาสั่นขึ้นมาทันที
“ผมเห็นจริง ๆ นะครับ… ผีผู้หญิง หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมาก ๆ” เขากัดฟันพูดเสียงพร่า
หลี่เหมยที่กำลังจะเอ่ยปากถึงกับหน้าเจื่อน ความรู้สึกถูกโจมตีอย่างรุนแรงระดับแสนแต้มทำเอาเธอแทบสลาย
นี่ฉันน่าเกลียดขนาดนั้นเลยเชียวรึ!?
เธอเริ่มสงสัยในความสวยงามของตัวเองยามเป็นผีขึ้นมาทันที
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” จี้ฉางลอยเข้าไปถาม
“ไม่รู้สิ พอเข้าไปก็เห็นเขากำลังนั่งทำธุระอยู่ พอเขาเงยหน้าขึ้นมาเราก็สบตากันเข้าพอดี” ผีสาวส่ายหน้าหวืด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำเอาคนในตระกูลซูงุนงงไปตาม ๆ กัน
“เหอเวิ่น ไปอาบน้ำล้างตัวก่อนไป” ซูอีเฉินตัดบทด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ซูเหอเวิ่นตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป… เขาไม่กล้าเดินเข้าห้องน้ำคนเดียวในยามนี้
“พี่ชายคะ พี่กลัวเหรอ? ถ้าน้องชายพี่กลัวล่ะก็…” ซู่เป่าเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ใคร… ใครกลัวกัน! ไม่มี๊!” เธอยังพูดไม่ทันจบ ซูเหอเวิ่นก็ฮึดฮัดส่งเสียงชิในลำคอ กัดฟันโพล่งออกมา
พูดจบเขาก็ฝืนใจเดินกะเผลกกลับห้องไปอย่างทุลักทุเล ซูอีเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางสั่งการ “ซู่เป่า กลับห้องกับคุณยายก่อนนะ”
ก่อนที่เขาจะสาวเท้าตามเข้าไปส่งลูกชายถึงในห้อง
จี้ฉางเลิกคิ้วขึ้นสูง แววตาฉายรัศมีที่ไม่อาจคาดเดา ซูเหอเวิ่นมองเห็นหลี่เหมยได้อย่างไรกัน?
“หลี่เหมย เข้าไปดูสถานการณ์ข้างในอีกรอบ” เขาหันไปสั่งวิญญาณสาวทันที
“ท่านอาจารย์ ห้ามทำเรื่องไม่ดีนะคะ!” ซู่เป่าถลึงตามองจี้ฉางอย่างรู้ทัน
แค่ให้ไปสืบเรื่องลี้ลับเฉย ๆ เจ้าเด็กนี่คิดไปถึงไหนกัน!
ซู่เป่ามองตามเงาหลังของซูเหอเวิ่นที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินจากไป ก่อนก้มลงสำรวจมือน้อย ๆ ของตนเองด้วยความฉงน
เมื่อกี้เธอไม่ได้ทำอะไรผิดขั้นตอนนี่นา?
อืม… น่าจะไม่มีนะ แน่นอนว่าไม่มีสิ!
ภายในห้องพัก
ซูเหอเวิ่นรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก เมื่อเห็นบิดาอยู่เคียงข้าง หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายจนสะอาด และเดินออกมา ก็ไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ อีกเลย
ยามนี้ซูอีเฉินกำลังกวาดสายตาดูสมุดคณิตศาสตร์บนโต๊ะทำงานของลูกชาย เมื่อเห็นอีกคนเดินออกมาจึงเอ่ยถามเรียบ ๆ “เมื่อกี้… เห็นจริง ๆ เหรอ?”
“บางที… ผมอาจจะตาฝาดไปเองครับ” ซูเหอเวิ่นเม้มปากแน่น ก่อนตอบอ้อมแอ้ม
ซูอีเฉินทำท่าจะเอ่ยบางอย่าง แต่คล้ายนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนใจพูดเพียงว่า “จำไว้นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องปกป้องน้องสาวให้ดีที่สุด”
“แต่น้องบอกว่าพรุ่งนี้จะไปโรงเรียนกับผมครับ” ซูเหอเวิ่นรายงาน
ปลายนิ้วของซูอีเฉินชะงักไปเล็กน้อย เขากลับตอบออกมาโดยไร้ความลังเล “งั้นก็พาเธอไปสิ”
“พ่อครับ…” ซูเหอเวิ่นแย้ง “พ่อไม่กลัวตามใจเธอจนเป็นเหมือนหานหานเหรอ…”
“ไม่หรอก” ซูอีเฉินลุกขึ้นยืนพร้อมกับตัดบทสั้น ๆ
ซูเหอเวิ่นทำปากเบ้ ไม่แสดงความเห็นใด ๆ ต่อ
น้องสาวคนนี้… ช่างน่ารำคาญที่สุดจริง ๆ!
อีกด้านหนึ่ง
ซูอีเฉินกลับเข้าไปในห้องทำงานก่อนกดโทรศัพท์สั่งการทันที
“แจ้งโรงเรียนนานาชาติอู่เซียง ให้ส่งชุดนักเรียนและกระเป๋าส่งมาหนึ่งชุด”
“แล้วก็…เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนให้เข้มงวดขึ้นด้วย”
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซู่เป่าตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวหิ้วกระเป๋าใบเก่ง เด็กน้อยสวมชุดนักเรียนชั้นประถมที่ถูกสั่งตัดแบบเร่งด่วน แม้จะเป็นไซส์เล็กสุดแล้ว แต่เมื่ออยู่บนร่างนุ่มนิ่มของซู่เป่ามันก็ยังดูหลวมโคร่งไปนิด
กระโปรงตัวจิ๋วรัดสูงขึ้นมาถึงเอว ส่วนหมวกใบเล็กก็ปีกกว้างจนเกือบปิดบังใบหน้ามิด เด็กน้อยพยายามแหงนหน้ามองทุกคนจากใต้ขอบหมวกอย่างยากลำบาก
คุณตาซูเอื้อมมือช่วยจัดขอบหมวกให้เข้าที่พร้อมกำชับ “ถึงโรงเรียนแล้วต้องระวังตัวนะลูก”
“ฉันไปด้วยดีไหมนะ เด็กตัวแค่นี้ ไปโรงเรียนโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแลได้อย่างไรกัน” คุณยายซูยังคงกังวลใจ บ่นพึมพำไม่หยุด
ซูจื่อซียืนล้วงกระเป๋ากางเกงรอให้คนขับรถไปส่งที่โรงเรียนอนุบาล เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็แค่นหัวเราะ “พวกเราก็ไปกันเองได้ทุกคน ทำไมน้องสาวจะทำไม่ได้ล่ะครับ?” เขาสะบัดหน้าขึ้นรถไปทันทีโดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ
น้องสาวนี่แหละ ที่ถูกตามใจมาตลอด ตอนเขาอายุเท่านี้ แม่ก็อุ้มน้องแล้ว
ส่วนเขาล่ะ? แม่แค่โยนโทรศัพท์ให้เขาเครื่องเดียว แล้วปล่อยให้เล่นเองตามลำพัง
อยากนอนกับแม่ แม่ก็บอกว่าผู้ชายต้องเข้มแข็ง กลางคืนตื่นมากลัว แม่ก็ให้ฝึกความกล้าด้วยตัวเอง
ตอนนั้นบ้านซูไม่มีใคร
ลุงใหญ่รับพี่ชายสองคนกลับมา แล้วก็ยุ่งกับงานของตัวเอง พวกเขาก็เติบโตมาแบบนี้ทั้งนั้น
ซูจื่อซีมองภาพซู่เป่าที่กำลังถูกห้อมล้อมราวกับเป็นดาวเด่นผ่านกระจกรถ แล้วแค่นเสียงหึในลำคอ แม้แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่ลึก ๆ กลับมีความอิจฉาซ่อนอยู่…
มีเพียงตอนที่ไม่มีใครเห็น เขาถึงจะยอมเผยความอิจฉาออกมาเล็กน้อย
ทันใดนั้น ซู่เป่าที่อยู่ข้างนอกกลับหันขวับมามองทางนี้พอดี
ซูจื่อซีรีบเบือนสายตาหนีทันควันแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแสร้งเล่นเกมกลบเกลื่อน
“อยากให้ลุงไปเป็นเพื่อนไหม?” ซูอีเฉินอุ้มซู่เป่าขึ้นรถรับส่งนักเรียนก่อนถาม
“ไม่ต้องค่ะไม่ต้อง! ซู่เป่าทำได้!” ซู่เป่าโบกมือหยอย ๆ
“อ้อ… คุณลุงคะ วันนี้อย่าลืมพาซู่เป่าไปเดินห้างนะคะ!”
เด็กน้อยเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานเผลอหลับจนลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท เธอต้องไปซื้อเข็มเงินมาช่วยรักษาคุณยายนะ!
“ได้สิ เดี๋ยวลุงไปรับตอนเที่ยงนะ” ซูอีเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เขาส่งตัวซู่เป่าให้ซูเหอเหวินและซูเหอเวิ่นดูแลต่อ พี่ชายคนโตอย่างซูเหอเหวินก้าวขึ้นรถไปก่อนเป็นคนแรก ส่วนซูเหอเวิ่นจำต้องจูงมือน้อย ๆ ของซู่เป่าพลางทำหน้าเย็นชาใส่
“นี่… ฉันเตือนไว้ก่อนนะ พอถึงโรงเรียนแล้วห้ามร้องไห้เด็ดขาด!” เขาหันมาขู่สำทับ “ไม่งั้นฉันจะไม่สนใจเธอเลย!”
“เข้าใจแล้วค่ะพี่ชาย” ซู่เป่าพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
ซูเหอเวิ่นตั้งท่าจะขู่อีกสองสามประโยค พอเห็นใบหน้ากลมป้อมจิ้มลิ้มของน้องสาว คำพูดเหล่านั้นก็พลันติดอยู่ลำคอ เขาทำหน้าเคร่งเครียดก่อนจูงเธอขึ้นรถไป
ทันทีที่ซูเหอเวิ่นพาน้องสาวขึ้นรถ เพื่อนนักเรียนต่างพากันร้องทักด้วยความประหลาดใจ
“เฮ้ ซูเหอเวิ่น! ทำไมนายถึงหิ้วหางเล็ก ๆ มาด้วยล่ะเนี่ย!”
“ฮ่า ๆ ตัวเปี๊ยกแค่นี้ ไปโรงเรียนเป็นกับเขาด้วยเหรอ?”
เด็ก ๆ บนรถรับส่งโรงเรียนนานาชาติอู่เซียงต่างชะโงกหน้ามามองซู่เป่าที่ตัวเล็กจ้อยด้วยความสนใจ
เบาะนั่งแถวหลังสุด มีเด็กชายคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ ท่าทางของเขาแตกต่างจากเด็กคนอื่นอย่างสิ้นเชิง เขานั่งหลังตรงเป๊ะราวกับทหารตัวน้อยราวกับผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ใบหน้ายังดูเด็กกลับแฝงไว้ด้วยความแน่วแน่เกินวัย
“ไฮ! พี่ชายคนเก่ง!” ซู่เป่าเหลือบไปเห็นเขาเข้าพอดี เธอจึงฉีกยิ้มกว้างทักทายทันที
เด็กชายผู้นิ่งขรึมถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ร่างที่เคยนั่งตัวตรงราวกับบรรทัดเหล็กพลันแข็งทื่อขึ้นมา เขารีบหลบสายตาสดใสราวกับดวงดาวของซู่เป่า ก่อนยกมือขึ้นมาลูบจมูกตัวเองเบา ๆ
จะทำยังไงดี… วันนี้เขาไม่ได้พกลูกอมติดตัวมาเสียด้วยสิ!