ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 128 ชื่อเสียงยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว!
บทที่ 128 ชื่อเสียงยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว!
สุดท้ายแล้วเจ้าแมวตัวนี้ก็จำต้องลงเอยด้วยการกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของลู่เฉิน และแม้ว่ามันจะอยากต่อต้านมากเพียงใด มันก็ทำได้เพียงต้องอธิบายอย่างยอมรับชะตากรรม
ที่แท้เมื่อหลายแสนปีก่อน มันเคยปกครองแดนมาร ก่อนที่ต่อมาจะถูกผนึกโดยพวกมนุษย์ในอักขระยันต์หนาแน่นที่มีรูปทรงคล้ายภูเขา ก่อนที่ศิลาจารึกนั่นจะตกลงไปในรอยแยกแห่งห้วงเวลาด้วยสาเหตุบางประการ
จนกระทั่งเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน มันได้ตกลงสู่แดนวิญญาณแห่งนี้ จากนั้นกลุ่มคนไม่ทราบที่มาก็ผนึกศิลาจารึกไว้ใต้ดิน เพราะพวกเขาไม่อยากให้ผู้ฝึกวิถีมารคนใดได้ไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อศิลาจารึกตกลงไปที่แดนวิญญาณ เศษบางส่วนที่หลุดออกจากมันก็ถูกผู้ฝึกวิถีมารบางส่วนหลอมจนกลายเป็นป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์
และเพราะความโลภ ในที่สุดพวกผู้ฝึกวิถีมารเหล่านั้นก็สามารถค้นหาตำแหน่งศิลาจารึกนี้จนพบ ทว่าพวกเขายังไม่ทันได้เข้ามายึดครองจับจอง ก็เป็นลู่เฉินที่ลงมาตีตราจองเสียก่อน!
หลังจากได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ลู่เฉินก็กล่าวว่า “เจ้าโชคดีมาก คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่เป็นอันใดแม้จะตกลงไปในรอยแยกมิติเวลา!”
“เป็นเพราะศิลาจารึกนี่แข็งแกร่งยิ่ง” แมวตัวนั้นอธิบายด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
ลู่เฉินหัวเราะทันที “เช่นนั้นเจ้าจงอยู่นิ่ง ๆ ไว้ เดี๋ยวข้าจะปลดผนึกให้!”
”เจ้าสามารถปลดผนึกได้จริงหรือ?” แมวตัวนั้นยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่จิตวิญญาณของลู่เฉินได้ถอยออกไปแล้ว และในฉับพลันนั้น… ชายหนุ่มก็ได้ใช้เคล็ดทลายอักขระเพื่อปลดผนึกอักขระยันต์โดยรอบ!
เพียงไม่นาน ภูเขาลูกนี้ก็พลันถล่มลงมาเองโดยไม่ต้องทำอันใด
ตู้ม!
แมวตัวนั้นเป็นอิสระทันที มันทะยานออกมาจากแผ่นหิน ขณะที่จิตวิญญาณของลู่เฉินก็กลับเข้ามาในร่างของเขา
และในจังหวะนั้นเอง เจ้าแมวแสนกระตือรือร้นตัวนั้นก็ไม่รอช้า มันทะยานผ่านสุญญะจนเกิดเสียงดัง ‘สวบ’ ทิ้งไว้เพียงเงาจาง ๆ ของร่างที่หายวับไปต่อหน้าต่อตาลู่เฉิน!
ลู่เฉินที่เห็นพลันยิ้มอย่างขมขื่น “แมวมารมายา มันช่างรวดเร็วดังคาด!”
ทว่าลู่เฉินเองก็ทราบดีเช่นกันว่าเพราะแมวตัวนี้ถูกผนึกไว้นานเกินไป ความแข็งแกร่งของมันในยามนี้มากสุดก็อยู่ในขั้นก่อกำเนิดของมนุษย์เท่านั้น
และหากแบ่งตามลำดับของพวกอสูรมาร ก็อาจนับได้ว่ามันคืออสูรสวรรค์ระดับห้าดาว และอาจแข็งแกร่งได้มากกว่านี้!
เมื่อทะยานร่างกลับมา เจ้าแมวที่ลอยตัวอยู่ก็พลันก้มมองลู่เฉิน มันใช้สายตาจ้องเขม็งมองชายหนุ่ม ปากก็กล่าวว่า “เป็นอย่างไร? ข้าร้ายกาจสินะ!”
”ก็พอได้!”
“ก็พอได้? เจ้านี่มันตาต่ำจริง ๆ!” เจ้าแมวที่ได้ฟังเช่นนั้นรู้สึกหงุดหงิดใจ เพราะครั้งหนึ่งมันเคยปกครองแดนมาร แต่ตอนนี้มันกลับถูกมนุษย์ตัวจ้อยดูแคลน!
”เอาล่ะ ๆ เจ้าจงบอกมาว่าเจ้ามีความสามารถอะไรบ้าง” ลู่เฉินจ้องเขม็งไปที่แมวตัวนั้น
และเพื่อให้ลู่เฉินเคารพตัวมัน เจ้าแมวจึงยืดอก ก่อนจะกล่าวอย่างภูมิใจว่า “ข้ามีความสามารถมากมายนัก…!”
ทว่ายังไม่ทันพูดจบ ลู่เฉินกลับกล่าวแทรกขึ้นมาเสียก่อน “ข้าหมายถึงพลังความสามารถที่เจ้ามี ณ ตอนนี้ ส่วนพวกความสามารถที่เคยมีเมื่อครั้งอดีตนั้นไม่จำเป็น เพราะถึงพูดไปมันก็ไร้ประโยชน์ใดในยามนี้”
ประโยคของชายหนุ่มคล้ายน้ำเย็นสาดเข้าหน้า ทำให้เจ้าแมวพองขนขึ้นมาอย่างไม่พอใจ ก่อนที่ตัวของมันจะเหี่ยวแฟบลงคล้ายลูกหนังถูกปล่อยลม มันพูดเสียงแผ่วเบาราวกระซิบว่า “ความสามารถของข้าคือความเร็ว! ข้าเร็วเสียจนแม้แต่เงาก็ไล่ตามไม่ทัน!”
”แล้วอันใดอีก?”
”รวดเร็ว เร็วจนสามารถทำร้ายผู้คนโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว!”
”เอาเฉพาะเจาะจงกว่านี้หน่อย!”
เจ้าแมวยื่นกรงเล็บของมันออกมา เผยให้เห็นกรงเล็บแหลมคม ก่อนที่อุ้งมือมังคุดของมันจะตะปบไปทางก้อนหิน สร้างรอยร้าวลึกในหินก้อนนั้นอย่างง่ายดายคล้ายกับว่ามันเป็นเพียงเต้าหู้นิ่ม ๆ เท่านั้น
”ใช่ได้!” ลู่เฉินกล่าวชม ก่อนที่เจ้าแมวจะพูดต่ออย่างภาคภูมิใจว่า “มีอีกอย่างที่ทรงพลังที่สุด”
”คือ? ”
”ข้ากลืนไอมารได้ และข้าก็พ่นไอมารออกมาได้ด้วย!” แมวตัวนี้อ้าปากขณะพูด ก่อนที่ไอมารซึ่งเหลืออยู่รอบด้านจะถูกมัน ‘กลืน’ ลงไปในคราวเดียว
จากนั้นครู่ต่อมา แมวตัวนี้ก็ทำท่าถ่มน้ำลาย ทำให้ไอมารเข้มข้นสีม่วงแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณอีกครั้ง
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ลู่เฉินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ใช้ได้ ต่อจากนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าสัตว์ประหลาดกลืนพ่น!”
“ไม่เอา ชื่อนี้มันหยาบคายเกินไป!” เจ้าแมวโมโห
“แล้วเจ้ามีชื่อหรือไม่?”
“มี ข้าคืออสูรมารอันดับหนึ่ง ราชาแห่งหมู่มาร และจ้าวแห่งแดนมาร!”
”ข้าพูดถึงชื่อ ไม่ได้พูดถึงฉายา!” ลู่เฉินส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่แมวตัวนั้นก็พลันถามอย่างตกตะลึงว่า “นามพวกนี้ไม่ใช่ชื่องั้นหรือ?”
”ข้าว่าชื่อสัตว์ประหลาดกลืนพ่นที่ข้าตั้งยังดีกว่าเสียอีก!” ลู่เฉินขี้เกียจจะใช้ชื่อยาว ๆ ของมัน
แต่แมวตัวนี้กลับโมโห มันตั้งท่ากำลังจะโต้เถียงกับลู่เฉิน ทว่า…
ชายหนุ่มกลับหยิบศิลาจารึกออกมาและสั่งว่า “เจ้าจงไปซ่อนข้างในเสีย!”
“ไม่ ข้าไม่อยากเข้าไป!”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็คิดจะติดตามข้าอย่างเปิดเผยหรือ?” ลู่เฉินหยอกเย้า แต่แมวตัวนั้นกลับพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ถูกต้อง!”
”หยุดพูดไร้สาระ! เข้าไปเร็ว!”
ให้ตายอย่างไรแมวตัวนี้ก็ไม่ยอม ทว่ามันไม่กล้าขัดคำสั่งของลู่เฉิน มันจึง ‘เลือก’ จะกลายเป็นเงาเลือนรางประดับอยู่บนแขนเสื้อของลู่เฉิน ทำให้แขนเสื้อข้างขวาของชายหนุ่มมีลายแมวสีม่วงตัวหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
“เป็นอย่างไรบ้าง เช่นนี้ได้หรือไม่?” เจ้าแมวพูดอย่างไม่ค่อยจะยินยอม
”ก็ได้ เอาเช่นนี้ไปก่อน” ลู่เฉินส่ายหัวอย่างจนปัญญา เขาเก็บศิลาจารึกแล้วกระโดดออกจากหลุมเล็ก ๆ
ที่ด้านบนหลุม ทูตมารตนนั้นคิดว่าลู่เฉินคงกลายเป็นมารไปแล้ว แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มกระโดดขึ้นมา เขาก็ต้องตกตะลึง “เจ้า!”
“ทูตมาร ข้าได้สิ่งที่เจ้าต้องการแล้ว! ถ้าเจ้าอยากได้ก็แค่มาหาข้า!!!” จบประโยคของลู่เฉิน ทูตมารก็พลันเอ่ยอย่างโมโหว่า “เจ้า… ฝากไว้ก่อนเถิด!”
ครู่ต่อมาทูตมารก็หายตัวไป
ส่วนลู่เฉิน เขาหันมองไปที่หลี่ว์ซือซึ่งกำลังรออยู่แล้วจึงฉีกยิ้ม “ไปกันเถอะ!”
หลี่ว์ซือเดินตามไปอย่างว่าง่าย ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัย “ไอมารหายไปที่ใดแล้ว?”
”เพราะแหล่งกำเนิดของไอมารไม่อยู่แล้ว ส่วนไอมารที่อยู่รอบ ๆ ก็ถูกดูดซับไป ดังนั้นมันจึงหายไปหมด” คำพูดของลู่เฉินทำให้หลี่ว์ซืองงงวย “แหล่งกำเนิด?”
ทว่าลู่เฉินไม่ได้อธิบายอันใด เพียงเดินต่อไปตามทาง
หลังจากเดินออกจากสุสานนี้ไปได้ครู่หนึ่งก็เห็นว่าต้นไม้แห้งรอบ ๆ เริ่มแตกหน่อ และปราณโดยรอบก็ค่อย ๆ ฟื้นตัว
หลี่ว์ซือที่เห็นพลันรู้สึกอัศจรรย์ใจ
ทว่าลู่เฉินไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เขาสงบจิตใจและพาหลี่ว์ซือเดินทางไปยังเขตที่หนึ่ง
ภายในโรงเตี๊ยม ลู่เฉินได้พบโจวกังอีกครั้ง
เมื่อโจวกังเห็นลู่เฉิน เขาก็แสดงท่าทางแปลก ๆ “ข้าว่าแล้ว! …ผู้อาวุโส ท่านทำได้อย่างไร?”
”อันใดคือทำได้อย่างไร?”
”ว่ากันว่าท่านได้ปลดปล่อยผู้คนทั้งหมดจากกลุ่มกองกำลังทั้งสิบ และตอนนี้ผู้คนมากมายก็พากันบูชาสรรเสริญว่าท่านเป็นวีรบุรุษ” ทันทีที่โจวกังพูดจบ ผู้คนมากมายก็ล้อมเข้ามา
คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนของกลุ่มกองกำลังทั้งสิบ และเมื่อพวกเขาเห็นลู่เฉิน คนทั้งหมดก็พากันกล่าวคำขอบคุณและมอบของขวัญให้ชายหนุ่ม
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มงุนงงเล็กน้อย เพราะเขาไม่คาดคิดว่าตนเองจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เพียงเพราะสิ่งที่ทำลงไป
บางคนถึงกับถามว่าลูเฉินมาจากสำนักใด ส่วนบางคนอยากกราบคารวะลู่เฉินเป็นอาจารย์
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ลู่เฉินก็รู้สึกว่านี่เป็นเวลาที่จะชักจูงผู้คนเข้าสำนักเก้าสุขสงบ ดังนั้นเขาจึงมองไปที่ทุกคนด้วยรอยยิ้ม “ข้ามาจากสำนักเก้าสุขสงบ ถ้าเจ้าต้องการเรียนรู้เคล็ดวิชาต่าง ๆ ที่ข้ามี เจ้าสามารถไปที่สำนักเก้าสุขสงบได้หลังจากที่เจ้าออกไปแล้ว”
“สำนักเก้าสุขสงบ…” ทุกคนต่างตกใจ
“อันใด เจ้าไม่เชื่อหรือ?” ลู่เฉินมองไปที่คนเหล่านี้แล้วหัวเราะ
แน่นอนว่าทุกคนย่อมไม่เชื่อ และบางคนถึงกับกระซิบว่า “ผู้อาวุโส สำนักเก้าสุขสงบตกต่ำไปนานแล้ว ท่านไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร?”
”ถูกต้อง สำนักเก้าสุขสงบได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว…”
แต่ลู่เฉินกลับมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม “มันเคยเป็นอดีตไปแล้ว ทว่าตอนนี้เมื่อมีข้าอยู่ สำนักเก้าสุขสงบก็จะกลับมาแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง!! ถ้าเจ้าอยากจะกราบคารวะข้าเป็นอาจารย์หรือเรียนรู้ทักษะของข้าจริง ๆ เช่นนั้นเจ้าก็สามารถไปที่สำนักเก้าสุขสงบได้ อีกเดี๋ยวข้าจะไปจะสั่งสอนที่สำนักเก้าสุขสงบด้วยตัวเอง!”
คำพูดเหล่านี้ทำให้ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนสนใจขึ้นมา พวกเขาจึงทยอยกันบอกว่าพอออกไปแล้วจะไปที่สำนักเก้าสุขสงบ
ไม่เพียงแค่นั้น คำพูดของลู่เฉินได้แพร่กระจายไปทั่วแดนวิญญาณ ทำให้ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างไปที่สำนักเก้าสุขสงบ
โจวกังที่เห็นภาพทั้งหมดนี้เพียงพูดอย่างอิจฉาว่า “ผู้อาวุโส ถ้าท่านทำเช่นนี้ คาดว่าสำนักเก้าสุขสงบคงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย!”
ลู่เฉินเคยสัญญากับสหายไว้ว่าเขาจะช่วยสำนักเก้าสุขสงบจนถึงที่สุด ดังนั้นเมื่อมีโอกาสแล้วเขาย่อมไม่พลาด!
”ช่วงนี้มีรายชื่อใหม่บ้างหรือไม่?” ชายหนุ่มหันไปถามคนข้าง ๆ
”มี!” โจวกังหยิบรายชื่อใหม่ออกมาและมอบให้ลู่เฉิน