ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 235 พระสนมผู้ทรงอำนาจ อู่เม่ย!
บทที่ 235 พระสนมผู้ทรงอำนาจ อู่เม่ย!
ว่านฉงหยางเอ่ยแทรกด้วยท่าทางประหลาดใจ “ในแดนทักษิณา ขนาดข้ายังมิกล้าเรียกตนเองว่าหมอเทวดา”
หนานลัวเอ่ยคำกับว่านฉงหยาง “เจ้าทำไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นทำไม่ได้”
ทันทีที่คำพูดเหล่านั้นเผยออกมา ว่านฉงหยางพลันเย้ยหยันทันที “อันใดนะ? ท่านผู้อาวุโสคิดว่าทักษะทางการแพทย์ของข้าแย่มากงั้นหรือ?”
“จะย่ำแย่หรือไม่ข้าไม่รู้ แต่เจ้ารักษาองค์จักรพรรดิไม่ได้!” หนานลัวจ้องมองว่านฉงหยาง และหนานเหยาก็ไม่ลืมที่จะกล่าวเสริมว่า “ถูกต้องแล้ว ทักษะทางการแพทย์ของเจ้าจะเทียบกับอาจารย์ของข้าได้อย่างไร”
“อาจารย์?” ว่านฉงหยางเริ่มสงสัยหลังจากได้ยินสิ่งนี้
หนานเหยาชี้ไปที่ลู่เฉิน “อาจารย์ของข้าเป็นเลิศทางการแพทย์!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ว่านฉงหยางก็หัวเราะออกมาทันที ในขณะที่เซวียจินรู้สึกงุนงงสงสัย อย่างไรลู่เฉินก็อยู่ขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่อาจเป็นไปได้ที่เขาจะมีความเกี่ยวข้องกับหมอเทวดา
เมื่อเห็นว่านฉงหยางหัวเราะอย่างประหลาด หนานเหยาก็ตะคอกใส่ “ข้าไม่ได้ล้อเจ้าเล่นหรอกนะ!”
“ข้าว่านะแม่นางน้อย หากผู้ใดก็สามารถเป็นหมอเทวดาได้ คำว่าหมอเทวดานี้ก็ไร้ค่าเกินไปแล้ว” ว่านฉงหยางหัวเราะ แต่หนานเหยากลับยังคงจ้องเขม็ง “ไม่เชื่อก็ช่างเถิด!”
หนานลัวมองไปที่เซวียจิน “รบกวนด้วย”
เซวียจินลังเล เพราะหมอเทวดาที่หนานลัวพูดถึงนั้นไม่น่าเชื่อถือ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รู้ว่าควรให้เข้าไปหรือไม่
ว่านฉงหยางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ผู้บัญชาการเซวีย หากเจ้าปล่อยปละให้คนอื่นเข้าไปรบกวนจักรพรรดิ ผลที่ตามมานั้น เจ้าจะต้องรับไว้เอง!”
เซวียจินพลันมีสีหน้าเคร่งขรึม
ทว่าหนานลัวได้เอ่ยสัญญาว่า “ข้าจะรับผลที่ตามมาเอง!”
เมื่อเห็นว่ามีคนรับผิดชอบ เซวียจินพลันถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วจึงเข้าไปในห้อง ในขณะที่ว่านฉงหยางมองไปที่หนานลัวด้วยรอยยิ้ม “ท่านเจ้ากรม ท่านอายุมากแล้ว ท่านยังต้องเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้อื่นขนาดนี้เลยหรือ?”
“สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการปกครองของราชวงศ์หนานโยวของข้า ข้าย่อมสนใจเรื่องนี้มากเป็นธรรมดา เพื่อไม่ให้ผู้ที่มีเจตนาร้ายบ่อนทำลาย” หนานลัวตอบด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ว่านฉงหยางเย้ยหยัน “โอ้? เช่นนั้นหรอกหรือ?”
หลังจากทั้งสองจ้องหน้ากัน ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง และเป็นเซวียจินที่เดินออกมา “ท่านเจ้ากรม ฝ่าบาทตรัสว่าให้พวกท่านเข้าไปข้างในได้”
หนานลัวถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นจึงเดินนำเข้าไปในห้องโถง ส่วนว่านฉงหยางเองก็เดินตามไปด้วย
เมื่อเดินเข้าไปในห้องก็เห็นคนผู้หนึ่งนอนอยู่บนพระแท่นบรรทม และพระแท่นบรรทมนี้ก็มีม่านกึ่งโปร่งแสงกั้นอยู่รอบ ๆ
เมื่อเห็นบุคคลนี้ หนานลัวพลันกล่าวด้วยความเคารพว่า “ฝ่าบาท”
หนานเหยามองอย่างสงสัย อีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนที่ป่วยระยะสุดท้าย อีกทั้งยังมีรอยคล้ำรอบดวงตาและจุดแดงทั่วร่างกาย หน้าผากของเขานั้นบางครั้งก็ส่องแสงสีแดงและบางครั้งก็ส่องสีทอง
“ไม่ต้องเกรงใจ!” จักรพรรดิมองทุกคนด้วยใบหน้าซีดเซียว แล้วจึงขยับริมฝีปากที่แห้งแตก
ว่านฉงหยางก้าวไปข้างหน้าและพูดว่า “ฝ่าบาท พระองค์ไม่ควรที่จะตรัสวาจา หรือถูกรบกวนยามนี้ กระหม่อมคิดว่า…”
“ผู้อาวุโสบอกว่ามีหมอเทวดา ข้าอยากลองดูเสียหน่อย” จักรพรรดิซึ่งยังคงเชื่อหนานลัวเอ่ยปาก แต่ว่านฉงหยางค้านว่า “ฝ่าบาท หากผู้ใดก็สามารถเป็นหมอเทวดาได้ เช่นนั้นอาการประชวรของพระองค์ก็คงไม่ยาวนานเช่นนี้”
“ลองดูกันก่อนแล้วค่อยพูดทีหลัง” จักรพรรดิตรัส
ว่านฉงหยางลังเลอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “ลองดูย่อมได้ แต่ขอให้ฝ่าบาททำสัญญาเป็นตาย หากอีกฝ่ายดูแลพระองค์ไม่ได้ ก็ประทานความตายให้เขา เพื่อไม่ให้ใครก็ตามมาสร้างปัญหาอีก”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมา หนานเหยาก็รู้ว่าว่านฉงหยางต้องการให้ลู่เฉินตาย นางจึงพูดด้วยความโกรธทันทีว่า “เช่นนั้นไยเจ้าไม่ลองตายดูเล่า?”
“ข้าช่วยจักรพรรดิจากความเจ็บปวด ข้าเป็นผู้ยื้อชีวิตขององค์จักรพรรดิมาได้นานเพียงนี้!” ว่านฉงหยางกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“ทำได้แค่นี้? เจ้ายังกล้าภาคภูมิใจอีกหรือ?” หนานเหยากล่าวดูถูก
“แม่นาง เจ้าคิดว่าการต่ออายุของจักรพรรดินั้นเป็นเรื่องง่ายดายหรือ”
“มันง่ายสำหรับอาจาย์ข้า!” หนานเหยาเชื่อมั่นในทักษะทางการแพทย์ของลู่เฉินอย่างมาก ในขณะที่แววตาของว่านฉงหยางเผยประกายเย็นชา กระทั่งมีเสียงดังมาจากนอกห้องโถง “พระสนมอู่เสด็จ!”
สตรีนางหนึ่งพลันเดินเข้ามาจากข้างนอก สตรีผู้นี้สวยหยาดเยิ้มราวกับสาวงามล่มเมืองในวัยยี่สิบกว่าปี บนตัวของนางสวมอาภรณ์ยาวสีดำดุจปีกอีกาโดยมีคนถือชายผ้าลากยาวหลายคน ยิ่งไปกว่านั้น บนผมของนางยังประดับด้วยไข่มุกสีดำขนาดเล็กนับไม่ถ้วน ทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกว่านางไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
เมื่อว่านฉงหยางเห็นนาง เขาก็ก้าวไปข้างหน้าทันทีและพูดด้วยความเคารพว่า “พระสนมอู่!”
แม้แต่หนานลัวเห็นนางก็ยังสุภาพขึ้นมา “พระสนมอู่ ท่านมาแล้ว?”
อู่เม่ยเป็นพระสนมที่มีอำนาจมากที่สุดในวัง และหนานลัวเองก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติทันทีที่เขาเห็นนาง ทว่าเขายังคงบอกสถานการณ์แก่หนานเหยาและลู่เฉิน เพื่อต้องการให้ทั้งสองเตรียมพร้อม
ในเวลานั้นเอง อู่เม่ยมองไปที่ลู่เฉินและหนานเหยา ก่อนจะสาวเท้าไปข้างหน้าม่านโปร่งและเอ่ยปากอย่าง ‘เป็นห่วง’ จักรพรรดิว่า “ฝ่าบาท ข้าบอกให้ท่านพักผ่อนมากกว่านี้ แต่ท่านก็ไม่ฟัง…”
น้ำเสียงนี้แฝงเสน่ห์อันเย้ายวนไว้อยู่
ไม่ต้องพูดถึงจักรพรรดิ แม้แต่ผู้มีอำนาจหลายคนก็พบว่าเป็นการยากที่จะต้านทานน้ำเสียงเช่นนี้ ในขณะที่ลู่เฉินนั้นแอบยิ้มอยู่ในใจ ‘น่าสนใจ!’
“พระสนมอู่ ข้าแค่อยากจะลองดูว่ามีวิธีอื่นที่จะรักษาข้าหรือไม่” จักรพรรดิยิ้มอย่างขมขื่น ขณะที่อู่เม่ยมองลู่เฉินและหนานเหยา “ด้วยการพึ่งหญิงสาวกับชายหนุ่มขั้นสร้างรากฐานงั้นหรือ?”
“ผู้อาวุโสบอกว่าพ่อหนุ่มคนนี้เป็นหมอเทวดา ดังนั้นข้าจึงอยากให้เขาลองดู” จักรพรรดิตอบ ทว่าว่านฉงหยางกลับเปิดปากกล่าวว่า “พระสนมอู่ จักรพรรดิทรงประชวรอย่างหนัก หากให้คนรักษามั่วซั่วอาจสววรคตได้ทุกเมื่อ”
อู่เม่ยพยักหน้าและพูดว่า “ข้าก็คิดว่าที่หมอหลวงว่านพูดมานั้นถูก!”
แต่หนานลัวกล่าวว่า “พระสนมอู่ ทักษะทางการแพทย์ของชายหนุ่มผู้นี้แข็งแกร่งมาก และเขามีโอกาสอย่างมากที่จะรักษาจักรพรรดิได้”
“ผู้อาวุโส หากมีอันใดผิดพลาด เจ้าสามารถแบกรับได้หรือไม่?” เสียงของอู่เม่ยดังขึ้นทันที ในขณะที่หนานลัวมีท่าทางหนักใจ ส่วนหนานเหยานั้นหาได้สนใจเรื่องนี้มากนัก “อาจารย์ของข้าทำได้แน่นอน!”
“อาจารย์ของเจ้า?” อู่เม่ยมองหนานเหยาอย่างแปลก ๆ หนานเหยาจึงชี้ไปที่ลู่เฉิน “ไม่ผิด เขาคืออาจารย์ของข้า มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าอะไรก็ล้วนรักษาได้!”
อู่เม่ยหัวเราะทันทีที่ได้ยิน “ไม่ว่าอะไรก็ล้วนรักษาได้? อวดดีถึงเพียงนี้เชียว? หรือเจ้าเป็นสายลับของแดนศัตรูส่งมา ต้องการฆ่าจักรพรรดิของเรา คิดหรือว่าจะให้พวกเจ้าคว้าโอกาสไปได้!”
“เจ้าใส่ร้ายป้ายสี!” หนานเหยาได้ยินเช่นนั้นก็โกรธขึ้นมา ทว่าอู่เม่ยกลับเผยรอยยิ้มเย็นชา “ข้าพูดความจริง!”
“เจ้า!” หนานเหยาโมโหแล้ว
ในเวลานี้เอง ว่านฉงหยางเอ่ยปากขึ้นมาว่า “พระสนมอู่ ความจริงแล้วข้ามีวิธีการหนึ่ง ข้าสามารถทดสอบว่าทักษะทางการแพทย์ของเขานั้นอัศจรรย์จริงหรือไม่!”
“โอ้? หมอหลวงว่าน บอกข้าที!” อู่เม่ยเริ่มสงสัย และจักรพรรดิก็อยากรู้ว่ามีวิธีใด ส่วนหนานลัวและหนานเหยารู้ว่าเขาต้องมีความคิดชั่วร้ายบางอย่างแน่
แน่นอนว่าว่านฉงหยางหยิบเม็ดยาออกมา และเม็ดยานี้ยังสามารถมองเห็นแมลงตัวเล็ก ๆ บินอยู่รอบ ๆ มันด้วย
ทุกคนที่เห็นสิ่งนี้พลันสงสัยว่ามันคืออะไร ส่วนว่านฉงหยางนั้นยิ้มออกมา “นี่เรียกว่าเม็ดยาหมื่นแมลง เป็นยาพิษระดับสวรรค์เก้าดาว ตราบใดที่คนที่มีระดับการฝึกฝนต่ำกว่าขั้นก่อกำเนิด หลังจากถูกวางยาก็จะไร้หนทางแก้!”
หนานลัวพลันขมวดคิ้วราวกับล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำสิ่งใด “ว่าอย่างไรนะ? เจ้าต้องการให้เขาแก้พิษ?”
“ถูกต้อง ให้เขารับไปและแก้พิษเอง หากเขาสามารถแก้พิษได้ ก็จะพิสูจน์ได้ว่าเขามีคุณสมบัติในการรักษาจักรพรรดิ มิฉะนั้น เขาจักตายเพราะยาพิษนี้!” ว่านฉงหยางผู้นี้ยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ส่วนหนานลัวนั้นมีสีหน้ามืดมนยิ่งนัก ในขณะที่หนานเหยาพูดอย่างโกรธเคืองว่า “หากเจ้าต้องการฆ่าอาจารย์ของข้าก็พูดมา!”
“ทำไมเล่า? ไม่กล้าหรือ?” ว่านฉงหยางหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์