ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 314 ดื้อดึงไม่ยอมรับผิด! ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เกรงใจแล้ว!
บทที่ 314 ดื้อดึงไม่ยอมรับผิด! ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เกรงใจแล้ว!
สตรีคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเถียนอวิ๋นเมิ่งที่เปลี่ยนเป็นหนานกงมู่ นางกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ในขณะเดียวกันข้าง ๆ หนานกงมู่ก็มีสตรีอยู่สองสามคนกำลังยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเย็นชา
สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นคนจากตำหนักสตรีของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด แต่เนื่องจากความสัมพันธ์กับบุตรศักดิ์สิทธิ์ คนเหล่านี้จึงพยายาม ‘ประจบประแจง’ หนานกงมู่ และถือว่าหนานกงมู่เป็น ‘พี่หญิง’ ของพวกนาง
ดังนั้นเมื่อหนานกงมู่กำลังพูดอยู่นั้น ก็มีคนแนะนำว่า “พี่หญิงหนานกง อย่าพูดพล่ามไร้สาระกับนาง จัดการนางก่อน จากนั้นก็รอให้ท่านอาจารย์ของนางมา แล้วค่อยให้ท่านอาจารย์ของนางดู!”
“ถูกต้อง พี่หญิงหนานกง จัดการนางให้ดี และบอกให้ท่านอาจารย์ของนางรู้ว่าไม่ควรมาหาเรื่องท่าน!”
…
หนานกงมู่กลับยิ้มให้หนานเหยาที่เงียบไม่เปิดปาก “สาวน้อย เห็นหรือยัง? น้องสาวของข้าอยากให้ข้าสั่งสอนเจ้า!”
หนานเหยาพูดอย่างชั่วร้ายว่า “ท่านอาจารย์ของข้าจะไม่ไว้ชีวิตเจ้าแน่!”
“โอ้? จริงหรือ?” หนานกงมู่ยิ้มแปลก ๆ แล้วหยิบคัมภีร์ที่เปล่งแสงสีทองอร่ามออกมา
ทันทีที่เปิดคัมภีร์ อักขระสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนก็โจมตีไปที่หนานเหยา หนานเหยาที่เป็นผู้ฝึกตนวิถีภูตพลันกรีดร้องออกมาทันที เมื่อตัวนางปะทะเข้ากับอักขระสีทองแปลกประหลาดเหล่านี้
หนานกงมู่พูดพลางคลี่ยิ้ม “ข้ามีวิธีจัดการกับผู้ฝึกตนวิถีภูตอย่างเจ้ามากมาย!”
หนานเหยาเจ็บปวดจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น “ท่าน ท่านอาจารย์ของข้า จะไม่มีวันยกโทษให้เจ้า!”
“หากท่านอาจารย์ของเจ้ากล้ามาที่นี่ ข้าจะฆ่าเขา!” หนานกงมู่เย้ยหยัน จากนั้นก็เปิดคัมภีร์อีกครั้ง แสงสีทองพลันส่องลงมาที่หนานเหยา ส่งผลให้นางรู้สึกอึดอัดมากจนสิ้นสติไป
หนานกงมู่เก็บคัมภีร์และหัวเราะแปลก ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “นางตัวไร้ประโยชน์!”
“พี่หญิงหนานกง เราควรทำอย่างไรดี?” มีคนถามอย่างสงสัย และหนานกงมู่ก็ยิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วกล่าวว่า “ไป เอานางไปแขวนไว้บนยอดเขาที่โดดเด่นที่สุดของหุบเขาเมฆาเพลิง แล้วพวกเจ้าก็เฝ้าอยู่ใกล้ ๆ หากคนผู้นั้นปรากฏตัวก็จับเขาไว้!”
“เจ้าค่ะ!”
หลังจากที่สตรีเหล่านั้นตอบรับ พวกนางก็พาหนานเหยาออกจากที่นี่ ขณะที่หนานกงมู่เดินไปยังถนนเล็ก ๆ ด้านข้าง และในที่สุดก็มาถึงสถานที่ร้างไร้ผู้คน นางหยิบกระจกออกมา หลังจากส่งพลังเข้าไป ภาพก็ปรากฏขึ้นในกระจก
ภาพในกระจกนั้นเห็นเพียงว่ารอบด้านเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะจนไม่อาจมองเห็นผู้คนได้ แต่เสียงของนักบุญหญิงแห่งวังเหมันต์สงัดก็ดังขึ้น “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“วางใจ คราวนี้เขาต้องตายแน่” หนานกงมู่พูดอย่างมั่นใจ
“อย่าดูถูกเขา เขาไม่ธรรมดา” นักบุญหญิงผู้นี้พูดอย่างเย็นชา ในขณะที่หนานกงมู่พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้าต่อสู้กับเขามาหลายครั้ง และข้าก็รู้ฝีมือของเขาแล้ว!”
“เขารู้จักค่ายกล ดังนั้นอย่าอยู่ในที่ที่มีค่ายกลจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น…” นักบุญหญิงดูเหมือนจะนึกอันใดบ้างอย่างได้อย่างไรอย่างนั้น
“ข้าได้ถอนค่ายกลรอบ ๆ แล้ว และตอนนี้มีเพียงอสูรปีศาจที่หิวโหยและอยากกินเนื้อฝูงหนึ่ง” หนานกงมู่กล่าวด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
“เยี่ยม ดีมาก!”
“เมื่อถึงเวลา อย่าลืมสิ่งที่สัญญากับข้า!” หนานกงมู่หัวเราะราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างได้ ส่วนนักบุญหญิงผู้นั้นก็หัวเราะและพูดว่า “ได้ ตราบใดที่เจ้าแก้ปัญหาได้ ข้าก็จะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ!”
“ตกลง!” หนานกงมู่เก็บกระจกหลังจากเอ่ยจบ จากนั้นก็พูดอย่างเย็นชา “ลู่เฉินเอ๋ย ลู่เฉิน ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่ข้าที่ต้องการชีวิตเจ้า!”
จากนั้นหนานกงมู่ก็ฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย และออกไปจากที่นั่นทันที
…
ชายหนุ่มมาถึงหุบเขาเมฆาเพลิงด้วยความเร็วที่เร็วที่สุดก็เป็นยามบ่ายแล้ว
เห็นเพียงหุบเขาเมฆาเพลิงแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยหมอกสีแดงเพลิง และในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นคาวเลือดมากมายในม่านหมอก แต่ลู่เฉินไม่สนใจ เขากลับเข้าไปในหมอกสีแดงเพลิงและเริ่มค้นหาสิ่งที่เรียกว่า ‘ถ้ำบนภูเขา’
หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อ เมื่อลู่เฉินได้ยินเสียงบางอย่าง เขาก็เดินไปตามเสียงนั้น และในที่สุดก็เห็นยอดเขา ขณะเดียวกันก็มีก้อนหินยักษ์อยู่บนยอดเขานี้ ซึ่งตรงนี้เองที่มีคนถูกมัดไว้กับก้อนหิน
และคนผู้นี้ก็คือหนานเหยา!
รอบ ๆ หนานเหยาในยามนี้มีสตรีมากมายกำลังกระโดดไปมา และในบางครั้งพวกนางก็จะเฆี่ยนหนานเหยาด้วยแส้ ทำให้ตัวของหนานเหยาอาบไปด้วยเลือด
เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่เฉินจะทนได้อย่างไร เขาหยิบก็ธนูเงามารออกมาแล้วโจมตีสตรีคนหนึ่ง ทันใดนั้นสตรีเหล่านั้นก็สัมผัสได้ว่าลูกศรกำลังพุ่งเข้ามา พลันมีคนร้องตะโกนขึ้นว่า “มีคน!”
คนที่ตกเป็นเป้าหมายคิดจะหลบหลีก แต่กลับสายเกินไปจึงถูกโจมตี
จากนั้นก็ร่วงตกลงมาจากยอดเขา
สตรีคนอื่น ๆ ก็ทยอยกันหลบหลีกและเตรียมป้องกันลู่เฉิน
จากนั้นสตรีคนหนึ่งก็นำอักขระยันต์สายหนึ่งออกมาและบรรจุพลังเข้าไป เสียงบางอย่างดังมาจากอักขระยันต์สายนั้น
ครู่ต่อมา ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏตัวขึ้นรอบด้าน
คนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด หานลั่วสุ่ยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
หานลั่วสุ่ยมีสีหน้าดูไม่ได้ เพราะเขาไม่คาดคิดว่าลู่เฉินจะมาที่นี่จริง ๆ ขณะที่หนานเหยาตกใจกลัว นางจึงรีบตะโกนบอกลู่เฉินว่า “ท่านอาจารย์! รีบหนีไป!”
แต่ชายหนุ่มไม่ได้พูดอันใด
จากนั้นอสูรปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนก็บินออกมา อสูรปีศาจเหล่านี้หมุนวนโคจรอยู่กลางอากาศ แต่ละตัวมีท่าทางดุร้าย
นอกจากนี้ ยังมีอีกฝูงใหญ่ที่วิ่งอยู่บนพื้น ดังนั้นบริเวณรอบ ๆ นี้จึงเต็มไปด้วยอสูรปีศาจ และทุกตัวก็มีน้ำลายไหลย้อยราวกับว่าหิวโหยมากอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งนี้ทำให้หนานเหยาตกใจกลัว
ยามนี้พลันมีแสงสีขาวจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า และแสงสีขาวนี้ก็มีร่างโปร่งแสงร่างหนึ่งซึ่งเป็นร่างของหนานกงมู่
เห็นเพียงร่างโปร่งแสงร่างของหนานกงมู่ยิ้มให้ลู่เฉินแล้วกล่าวว่า “ลู่เฉิน เราพบกันอีกแล้ว!”
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะอยากตายจริง ๆ!” ชายหนุ่มจ้องไปที่หนานกงมู่
ในขณะที่หนานกงมู่เยาะเย้ยว่า “ข้าว่านะ ลู่เฉิน เจ้าคงเข้าใจผิดแล้ว?”
“เข้าใจผิด?”
“มองไปรอบ ๆ สิ เจ้าคิดว่าเจ้าที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานจะหลบหนีได้หรือ?”
“ข้ามาเพื่อช่วยคน ไม่ได้มาเพื่อหนี” ลู่เฉินจ้องเขม็งไปที่หนานกงมู่ ส่วนหนานกงมู่ก็หัวเราะร่า สตรีพวกนั้นก็ยิ่งหัวเราะดังขึ้น บางคนพูดขึ้นมาว่า “พ่อหนุ่ม แค่เจ้าคนเดียว? กล้าสู้กับพวกเราหรือ?”
ลู่เฉินหยิบคันธนูออกมาทันทีและเล็งไปที่ผู้พูด แต่สตรีคนนั้นพลันตกใจกลัวและรีบหนีไปไกลกว่าเดิม
“ผู้ใดอยากลองธนูของข้าก็เข้ามาสิ” ลู่เฉินเอ่ยยั่วยุ
หนานกงมู่หุบยิ้มก่อนจะพูดว่า “ลู่เฉิน ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้าอ่อนแอแค่ไหน!”
“เป็นเพราะเจ้าไม่รู้ว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหนต่างหาก!” ชายหนุ่มพูดด้วยท่าทีสบาย ๆ ทำให้หลายคนในแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดด่าทอ และบางคนก็ดูหมิ่นเขาว่า “เจ้ากล้าดีอย่างไร!? เป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน!”
“รนหาที่ตายแล้ว!”
“คอยดูว่าอีกเดี๋ยวเขาจะถูกสัตว์ประหลาดเหล่านี้ฉีกเป็นชิ้น ๆ!”
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกัน หนานกงมู่ก็เอ่ยเย้ยหยันว่า “ลู่เฉิน ข้าคิดว่าเจ้าควรยอมจำนนต่อข้าเดี๋ยวนี้ เพื่อที่ข้าจะได้พิจารณาว่าจะปล่อยเจ้าและลูกศิษย์ของเจ้าไปดีหรือไม่ มิฉะนั้นข้าจะลงมือกับลูกศิษย์ของเจ้าก่อน แล้วค่อยให้เจ้าสัมผัสว่าการถูกโจมตีโดยกลุ่มอสูรปีศาจนั้นเป็นอย่างไร!”
“ผู้ใดก็ตามที่กล้าแตะต้องนาง ข้าจะให้ผู้นั้นได้ลิ้มรสธนูของข้า” ลู่เฉินพูดอย่างใจเย็น
แต่หนานกงมู่กลับหัวเราะอย่างแปลกประหลาด “เจ้าช่างดื้อดึงยิ่งนัก ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เจ้าดูว่าลูกศิษย์ของเจ้าจะถูกฝูงวิหคสังหารอย่างไร!”
หลังจากพูดจบ นางก็ให้ผู้ที่ควบคุมกลุ่มอสูรปีศาจวิหคโจมตีหนานเหยาทันที!