ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 325 ไม่อยากตาย ก็ต้องยอม!
บทที่ 325 ไม่อยากตาย ก็ต้องยอม!
หนานกงมู่ที่อยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ ดูกังวลใจยิ่งขึ้น “เกิดอันใดขึ้น!?”
“มีบางอย่างผิดปกติกับธงของคนผู้นั้น” เฮยเม่ยเริ่มสงสัย ขณะที่หนานกงมู่พูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ธงนั้นคือธงบัญชาวิญญาณทั้งสิบแปด!”
“ธงบัญชาวิญญาณ?” เฮยเม่ยงุนงง หนานกงมู่จึงอธิบายที่มาของธง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเฮยเม่ยก็ดูย่ำแย่ “หากเป็นเช่นนี้ หมายความว่าเขาถือครองธง 18 ผืน และเขาใช้ธงนี้เพื่อจัดการกับทุกคน!”
“ธงนี้มีผลต่อการเคลื่อนย้ายวิญญาณ จะใช้จัดการกับทุกคนได้อย่างไร?” หนานกงมู่งงงวย ส่วนเฮยเม่ยก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก “ข้าเห็นมันในตำราโบราณบางเล่มเท่านั้น แต่ข้าไม่เคยเห็นในชีวิตจริง!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนานกงมู่ก็พลันโมโห นางจึงสั่งคนเหล่านั้นว่า “ถอย! ถอยไปที่ทางเข้าของผู้อาวุโสทั้งสี่!”
ถอย?
เมื่อทุกคนได้ยินคำสั่ง พวกเขาก็จำต้องถอย ทว่าจู่ ๆ ก็ราวกับถูกตรึงไว้กลางอากาศ ไม่สามารถขยับไปไหนได้ พวกเขาทำได้เพียงลอยวนอยู่กับที่เท่านั้น
“นี่..นี่มันเกิดอันใดขึ้น!” บางคนตกใจกลัว ในขณะที่บางคนกังวลใจขึ้นมา “ข้า ข้าบินหนีไปไม่ได้!”
“ข้าก็ไปไม่ได้เหมือนกัน!”
ทันใดนั้น ทุกคนต่างก็หวาดกลัว พลางส่งเสียงถามว่าเกิดอันใดขึ้น ส่วนฉินเฟยหยางรวมถึงอัจฉริยะเหล่านั้นต่างก็หวาดกลัวเช่นกัน
เมื่อเห็นฉากนี้ หนานกงมู่ก็โกรธจัด “น่าตายนัก!”
เฮยเม่ยตกใจขึ้นมา “น่ากลัวจริง ๆ!”
ส่วนหนานเหยานั้นเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น “มันสุดยอดมากจริง ๆ!”
ในเวลานี้ เสียงของลู่เฉินดังก้องต่อหน้าผู้คนกว่าห้าพันคน “ใครไม่อยากตาย ก็ยอมจำนนต่อข้าเดี๋ยวนี้! มิฉะนั้น ตาย!”
ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มวางแผนที่จะปล่อยให้พวกเขาหลบหนี แต่เมื่อมองดูตอนนี้ หากมีพลังเช่นนี้ และหากใช้มันให้เป็นประโยชน์ มันก็สามารถส่งผลกระทบได้เช่นกัน อีกทั้งคนเหล่านี้ยังไม่สามารถหลบหนีไปได้ พวกเขาถูกผูกมัดด้วยธงนี้อย่างแน่นหนา
ดังนั้นหลายคนจึงเริ่มประนีประนอมทันทีและร้องขอความเมตตาจากลู่เฉิน ในขณะที่หนานกงมู่สาปแช่งว่า “ขอร้องอันใด หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
แต่ทุกคนต้องการเอาชีวิตรอด ไม่ใช่การดิ้นรน
เริ่มจากหลายร้อยคน หลายพันคน จนสุดท้ายทุกคนก็ยอมจำนน
ทว่าหลังจากที่พวกเขายอมจำนน ลู่เฉินยังคงตั้งวางค่ายกลวิญญาณโลหิตไว้ที่เดิม จากนั้นให้คนเหล่านี้หยดเลือดทีละคน และคนเหล่านี้ก็กลายเป็นคนของชายหนุ่มโดยสมบูรณ์
หนานกงมู่ที่อยู่บน ‘หอสังเกตการณ์’ ถึงกับหน้าซีดเผือด “แดนศักดิ์สิทธิ์ จบสิ้นแล้ว!”
เฮยเม่ยรู้ว่าแม้ว่าภูตเฒ่าทั้งสี่จะทำลายเขาได้ แต่คนห้าพันคนก็จะไม่อาจกลับไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์นั้นว่างเปล่า
ด้วยเหตุนี้แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดย่อมอ่อนแอลงมาก
ดังนั้นหลังจากสีหน้าของเฮยเม่ยถึงกับบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด นางก็มองไปที่หนานกงมู่ “ถ้าชายผู้นี้ไม่เดินหน้าต่อไป แดนศักดิ์สิทธิ์ก็จะสูญเสียอย่างหนักในครั้งนี้!”
“ไป เขาต้องเข้าไป!” หนานกงมู่คิดอย่างหนักเพราะหวังที่จะสังหารลู่เฉิน แต่ตอนนี้อีกฝ่ายยังไร้รอยขีดข่วน ซึ่งทำให้นางหัวเสียอย่างมากและเริ่มยั่วยุอีกฝ่าย
“ลู่เฉิน เจ้าไม่อยากฆ่าข้าหรือ เช่นนั้นเจ้าก็มานี่สิ ข้าจะรอเจ้าที่แดนศักดิ์สิทธิ์!” หลังจากพูดจบหนานกงมู่ก็ก่นด่าลู่เฉินด้วยถ้อยคำสารพัด ส่วนชายหนุ่มนั้นเพียงมองไปรอบ ๆ และยิ้มออกมา “ไม่เลว เสียงของเจ้ายังดังมาถึงที่นี่!”
“แน่นอน!” หนานกงมู่เย้ยหยัน แต่เขาตอบกลับเพียงว่า “มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่เสียงจะกระจายมาถึงที่นี่ และนั่นคือมีค่ายกลรอบตัวที่เชื่อมโยงกับเจ้า!”
“ถูกต้อง มันอยู่ข้างหน้า แต่มีภูตเฒ่าทั้งสี่คอยคุ้มกัน ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถสัมผัสค่ายกลนั้นได้” หนานกงมู่พูดอย่างภาคภูมิใจ ส่วนลู่เฉินก็ทำได้เพียงยิ้ม “ไม่รีบร้อน รอให้ข้าจัดการกำจัดภูตเฒ่าทั้งสี่นั้น แล้วจัดการกับเจ้า!”
เมื่อได้ยินว่าเขากำลังจะจัดการกับภูตเฒ่าทั้งสี่ ทุกคนก็พากันตกใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยอมจำนน พวกเขารู้สึกว่าลู่เฉินไม่น่าเชื่อถือ แต่พวกเขาไม่กล้าถามอีกฝ่าย เพราะอย่างไรเสียตอนนี้ลู่เฉินก็เป็น ‘เจ้านาย’ ของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่มองหน้ากันไปมา
ชายหนุ่มมองดูเวลาแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ”
“อาจารย์ ไม่เสริมแกร่งอสูรปีศาจเหล่านี้แล้วหรือ?”
“ตอนนี้ พลังของข้าสามารถไปถึงขั้นที่ 20 เท่านั้น ถ้าต้องการไปขั้นที่สูงขึ้น ข้าต้องพัฒนาการฝึกฝนของข้า” ลู่เฉินอธิบาย และหนานเหยาก็ถามต่อไปว่า “แล้วอสูรปีศาจเหล่านี้ มีวิธีที่จะจัดการกับภูตเฒ่าทั้งสี่ตนนั้นได้หรือไม่”
“ย่อมได้” ลู่เฉินยิ้มอย่างมั่นใจ จากนั้นก็นำทุกคนผ่านกองหินไปด้วยกัน
เมื่อเห็นผู้คนในแดนศักดิ์สิทธิ์หันไปช่วยเขา สีหน้าของหนานกงมู่ก็พลันย่ำแย่ ส่วนเฮยเม่ยก็ถอนหายใจ “การต่อสู้ในวันนี้ ถูกกำหนดให้แพร่กระจายไปทั่วแดนทักษิณา!”
“ตราบใดที่เขาตาย! ไม่ว่าจะเสียสิ่งใดไปก็ล้วนคุ้มค่า!” หนานกงมู่กล่าวอย่างเย็นชา
เฮยเม่ยไม่พูด และได้แต่รอดูต่อไป
หลังจากเดินไปได้ระยะหนึ่ง กระแสน้ำวนสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันก็มีพลังปราณที่ทรงพลังสามสาย และพลังปราณที่ดูอ่อนแออีกหนึ่งสายที่ริบหรี่อยู่ตรงนั้น
หลังจากสัมผัสได้ เขาก็พึมพำกับตัวเองว่า “พลังปราณที่แผ่วเบานี้… เหตุใดมันถึงได้รู้สึกแปลกชอบกล!”
ทุกคนไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังคิดอันใด แต่ชายหนุ่มยืนอยู่ที่ปากทางของกระแสน้ำวน สายตาจับจ้องมองเข้าไปข้างในแล้วยิ้มออกมา “พวกเจ้า ใครจะมาก่อนกัน?”
“เรากำลังรอเจ้าอยู่!” เสียงของภูตเฒ่าสวีดังมาจากข้างใน ในขณะที่ลู่เฉินเอ่ยออกมาว่า “เช่นนั้นก็ออกมา”
“เราจะไม่ออกไป แต่เจ้า ถ้ากล้าก็เข้ามา!” ภูตเฒ่าสวีพูดด้วยรอยยิ้ม และภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นก็ยั่วยุอยู่ที่นั่น “เจ้าหนุ่ม ข้าอยู่ที่นี่แล้ว และข้าได้เตรียมค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวไว้ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะกล้ามาหรือไม่!”
และเสียงของผู้เฒ่าซากศพก็พูดด้วยเสียงแหบพร่า “ข้าเองก็มีศพอยู่ด้วย เอามาเล่นกับเจ้าเสียหน่อย!”
แต่คนสุดท้ายไม่ได้พูดอันใด
หนานเหยารู้สึกกลัวเล็กน้อยและมองไปที่ลู่เฉิน “อาจารย์ ที่นี่อันตรายเกินไป ข้าคิดว่า…”
ชายหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ช่างเถิด แต่ก่อนเข้าไป ข้าต้องไปหาหุ่นดินโคลนมาเล่นกับพวกมันสักหน่อย!”
หุ่นดินโคลน?
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ขณะที่หนานกงมู่เยาะเย้ยจากบน ‘หอสังเกตการณ์’ “เจ้าหนุ่ม เจ้ากล้ามากไม่ใช่หรือ ทำไมไม่กล้าเข้าไปตอนนี้เล่า?”
“ข้าไม่รีบร้อน!” หลังจากพูดจบ เขาก็สร้างรูปปั้นหุ่นดินโคลนทีละตัว จากนั้นหุ่นดินโคลนก็เข้าสู่กระแสน้ำวน
ทุกคนสงสัยเกี่ยวกับการใช้หุ่นดินโคลนนี้
เห็นเพียงลู่เฉินนั่งลง และหลังจากที่หุ่นดินโคลนเหล่านี้เข้าไปในกระแสน้ำวน พวกเขาก็มองเห็นโถงทางเดินยาวเหยียด และทั้งสองด้านของทางเดินนั้นมีรูปปั้นหินสี่ตัว และรูปปั้นหินเหล่านั้นเป็นที่ที่คนเหล่านั้นซ่อนตัวอยู่
ในหมู่พวกเขา ด้านหน้าเป็นของภูตเฒ่าสวีตนนั้น
ภูตเฒ่าสวีจ้องไปที่ตุ๊กตาดินนี้แล้วเอ่ยว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าให้หุ่นเหล่านี้เข้ามา หมายความว่าอย่างไร?”
ไม่เพียงแต่ภูตเฒ่าสวีเท่านั้น ภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นที่อยู่ข้างหลังก็เยาะเย้ยเขาเช่นกัน “ทำไมเล่า? กลัวแล้วหรือ”
ไม่ใช่ว่าลู่เฉินไม่กล้า เพียงแค่เขาตั้งใจที่จะศึกษาค่ายกลโดยรอบ เพราะที่นี่มีค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์ 5 ดาว ถ้าตัวของเขาเข้าไปโดยไม่รู้แน่ชัด เกรงว่าเขาจะถูกฆ่าโดยผู้ฝึกขั้นแปลงเซียนเหล่านี้ ก่อนที่เขาจะได้ลงมือ..
ดังนั้นหุ่นดินของลู่เฉินจึงเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ และภูตเฒ่าสวีก็เอ่ยอย่างสงสัยว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้ากำลังทำอันใด?”
หุ่นดินโคลนไม่สนใจอีกฝ่ายและเดินต่อไป
หลังจากเข้าใจค่ายกลอย่างละเอียดแล้ว หุ่นเหล่านี้ก็ร่วงหล่นลงมาทีละก้อน
รูปปั้นหินของภูตเฒ่าทั้งสี่ต่างก็สงสัยว่าลู่เฉินคนนี้ต้องการจะทำอันใด ในขณะที่หนานกงมู่ยังคงยั่วยุชายหนุ่มอยู่ใน ‘หอสังเกตการณ์’ “เจ้าหนุ่ม ถ้าเจ้าไม่กล้า ก็ไสหัวออกไปจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสียเถิด!”