ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 329 บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงพลัง
บทที่ 329 บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงพลัง
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนเหล่านั้น หนานเหยาก็หัวเราะลั่น “ท่านอาจารย์ ดูสิ ผู้คนในแดนศักดิ์สิทธิ์แตกตื่นแล้ว!”
ลู่เฉินยิ้มพลางเอ่ยว่า “ในแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ นอกจากภูตเฒ่าทั้งสี่คนนั้นและกลุ่มยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิด ก็ไม่มีใครต่อสู้ได้แล้ว?”
“ใครว่าไม่มี!” เสียงอันน่าเกรงขามดังมาจากระยะไกล และยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดของแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างก็พากันตกใจ “บุตรศักดิ์สิทธิ์!”
“บุตรศักดิ์สิทธิ์ เขาออกจากการกักตัวแล้วหรือ!?”
“บุตรศักดิ์สิทธิ์ เขาแข็งแกร่งมาก!”
“ตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้อ่อนแอ!” บางคนนึกถึงพลังที่ชายหนุ่มมอบให้พวกเขาเมื่อครู่ ดังนั้นพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง
ทว่าลู่เฉินยังคงสงบ ในขณะที่หนานเหยารู้สึกหวาดกลัว “ท่านอาจารย์ บุตรศักดิ์สิทธิ์”
“บุตรศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างไร?”
“มีข่าวลือว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์มีรากวิญญาณที่ไม่ธรรมดา และพวกเขาล้วนเป็นเจ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต ดังนั้นความแข็งแกร่งของพวกเขาจึงไม่ธรรมดา” หนานเหยากล่าวด้วยความกังวล
ลู่เฉินไม่ได้จริงจังกับมัน แต่ในขณะนี้ตำหนักสีทองพลันลอยอยู่กลางอากาศ และในตำหนักนี้ก็มีคนผู้หนึ่งเดินออกมา
คนผู้นี้ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีทอง และในขณะเดียวกันผิวของเขาก็เป็นสีทองทั้งหมด ราวกับว่ามันถูกชุบด้วยทองคำอย่างไรอย่างนั้น
ไม่เพียงแค่นั้นคนผู้นี้ยังดูเด็กมาก และมีอายุราว ๆ ยี่สิบปีเศษเท่านั้น
ขณะนี้หนานกงมู่กำลังยืนอยู่ข้างบุคคลนี้
นอกจากนี้ยังมีภูตเฒ่าสี่ตนที่กำลังนั่งขัดสมาธิเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ไม่ไกลจากทางเข้าตำหนัก
หนานกงมู่พูดกับบุตรศักดิ์สิทธิ์อย่างฉุนเฉียวว่า “บุตรศักดิ์สิทธิ์ เจ้าต้องจัดการชายผู้นี้ให้ได้!”
บุตรศักดิ์สิทธิ์มองไปที่ลู่เฉินอย่างเย็นชา “พ่อหนุ่ม เจ้าช่างกล้าหาญนัก กล้าแย่งผู้หญิงไปจากข้าหรือ?”
“แย่งผู้หญิง?” ลู่เฉินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์กำลังคิดอันใด แต่บุตรศักดิ์สิทธิ์เอ่ยอย่างเย็นชา “แม้ว่านางจะเป็นคู่หมั้นของเจ้า แต่ตอนนี้นางเป็นผู้หญิงของข้า ดังนั้นเจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อชิงตัวนางหรือ?”
ผู้คนของแดนศักดิ์สิทธิ์มองหน้ากันด้วยความสับสน ส่วนหนานกงมู่ก็กลัวว่าการโกหกของตนจะถูกเปิดเผย ดังนั้นนางจึงรีบพูดกับบุตรศักดิ์สิทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ว่า “บุตรศักดิ์สิทธิ์ ชายผู้นี้จับข้าไม่ได้ เขาก็จะฆ่าข้า เจ้าต้องฆ่าเขา!”
หนานเหยาทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว นางพูดอย่างโกรธเคืองทันที “เจ้าผู้หญิงตัวเหม็น เห็นได้ชัดว่าเจ้ามุ่งเป้าไปที่ท่านอาจารย์ของข้า ท่านอาจารย์ของข้าถึงได้จะจัดการเจ้า!”
หนานกงมู่ปฏิเสธที่จะยอมรับ “ข้าอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็สบายดี เหตุใดข้าต้องพุ่งเป้าไปที่เขาด้วย”
บุตรศักดิ์สิทธิ์มองไปที่อีกฝ่าย “เจ้าได้ยินหรือไม่? นางไม่สนใจเจ้า!”
แต่ลู่เฉินกลับเย้ยหยัน “แล้วเจ้าคิดว่าข้าสนใจนางหรือ?”
“พ่อหนุ่ม ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะพูดอันใด แต่วันนี้เจ้าสร้างปัญหาในแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้าแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงมีทางเดียว! และยังเป็นทางตายอีกด้วย!” บุตรศักดิ์สิทธิ์ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
ลู่เฉินกลับฉีกยิ้ม “อันใดนะ? คิดว่าตนมีรากวิญญาณสามดาว แล้วจะร้ายกาจมากหรือ?”
ทุกคนอ้าปากค้างเมื่อได้ยินเช่นนี้
“รากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์!!”
“ทั้งยังสามดาว!”
“ที่แท้บุตรศักดิ์สิทธิ์ก็ทรงพลังมาก!”
“มีข่าวลือว่าคนที่มีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ทรงพลังมากกว่ารากวิญญาณสวรรค์ระดับเก้าดาวเป็นสิบเท่า ยิ่งไปกว่านั้น บุตรศักดิ์สิทธิ์มีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับสามดาว!”
…
หนานเหยาก็หวาดกลัวเช่นกัน นางรีบหันมองไปที่อาจารย์ของตนเอง “ท่านอาจารย์! นี่มัน…”
“รากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับเก้าดาว ข้าเห็นมามากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงรากวิญญาณระดับสามดาว” ลู่เฉินเอ่ยอย่างเหยียดหยาม แต่ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขา ถึงอย่างไรเสียในมหาทวีปจิ่วโหยวก็ไม่เคยมีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับเก้าดาวปรากฏตัวในช่วงไม่กี่พันปีที่ผ่านมา นับประสาอะไรกับคำว่าเห็นมามากแล้ว
แต่ผู้คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ยอมจำนนต่อลู่เฉิน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าถามอีกฝ่าย
หนานเหยามองไปที่ลู่เฉินด้วยความประหลาดใจและพูดว่า “ท่านอาจารย์ ท่านเคยเห็นมามากแล้วจริงหรือ?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?” ชายหนุ่มยิ้ม แต่หนานกงมู่เย้ยหยันว่า “ลู่เฉิน อย่าเสแสร้ง วันนี้คือวันตายของเจ้า!”
“เสแสร้ง? ข้าต้องทำด้วยหรือ?” ชายหนุ่มเพียงยิ้มไม่เอ่ยตอบ ทว่าหลังจากนั้นธงในมือของเขาก็โบกสะบัด
คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมีพลังเพิ่มขึ้นทีละคน
จากนั้นลู่เฉินก็ออกคำสั่ง “ไปจัดการคนที่อยู่ข้างบน!”
คนของแดนศักดิ์สิทธิ์มองหน้ากันแล้วก็ทะยานขึ้นไป ส่วนบุตรศักดิ์สิทธิ์ก็เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “รนหาที่ตาย!”
เห็นเพียงบุตรศักดิ์สิทธิ์คนนี้กระโจนออกมา มีแสงสีทองสว่างวาบบนร่างกายของเขา และในเวลาเดียวกัน กระบี่ลำแสงสีทองก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา ครั้นตวัดกระบี่ เงากระบี่อันทรงพลังก็พุ่งเข้าใส่ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน และร่างของคนเหล่านั้นก็แหลกออกเป็นชิ้น ๆ ทันที
หนานเหยาเบิกตากว้าง “นี่มัน…”
“พลังรุนแรงมาก!” ลู่เฉินพึมพำกับตัวเอง ส่วนหนานกงมู่ก็ตื่นเต้นมาก ซ้ำยังส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ตรงนั้น “บุตรศักดิ์สิทธิ์ทรงพลังมาก!”
“ผู้หญิงคนนี้น่ารำคาญจริง ๆ!” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็หยิบธนูเงามารออกมา จากนั้นคันธนูก็เริ่มสะสมพลัง
เมื่อเห็นธนูนั้น หนานกงมู่ก็ตะโกนบอกบุตรศักดิ์สิทธิ์ด้วยความตกใจ “บุตรศักดิ์สิทธิ์ เขากำลังจะโจมตีข้า!”
บุตรศักดิ์สิทธิ์ตะคอกออกมา “คิดจะแตะต้องผู้หญิงของข้าหรือ!?”
หลังจากพูดจบ บุตรศักดิ์สิทธิ์ก็เงื้อมือกำลังจะตวัดกระบี่เข้ามา ทว่ากระบี่กลับหลุดออกจากมือบุตรศักดิ์สิทธิ์และหล่นกระแทกลงพื้นโดยตรง ในขณะที่คนอื่น ๆ ของแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ถือโอกาสนี้โจมตีอีกฝ่าย
แต่เกราะป้องกันลำแสงสีทองของบุตรศักดิ์สิทธิ์นั้นทรงพลังมาก
แม้ว่าคนเหล่านั้นจะแข็งแกร่งขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่สามารถบดขยี้บุตรศักดิ์สิทธิ์ได้ ในทางกลับกันบุตรศักดิ์สิทธิ์กางมือออก และเงากระบี่ก็แปลงจากไอวิญญาณสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้าใส่ลู่เฉิน
พลังนี้นับว่ายิ่งใหญ่มาก!
ลู่เฉินยิ้มแปลก ๆ และเปิด ‘กระจกนภาวิญญาณ’ เมื่อเงากระบี่กระทบกระจก เงากระบี่ก็กระเด็นออกไปทีละชิ้น ทำให้เกราะป้องกันสีทองของบุตรศักดิ์สิทธิ์แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
สิ่งนี้ทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ถลึงตา “มันคืออันใด!”
หนานกงมู่ตะโกนว่า “กระจกนภาวิญญาณ!”
“อันใดนะ!?” บุตรศักดิ์สิทธิ์หน้าเปลี่ยนสีในพลัน ก่อนจะรีบกลับไปที่ตำหนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังดึงหนานกงมู่เข้าไปในตำหนักแล้วปิดประตู
คนของแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถทำลายการป้องกันของตำหนักได้ ดังนั้นทุกคนจึงได้แต่มองไปที่ลู่เฉินและรอให้เขาจัดการ
“ไม่รีบ! ลงมาเถิด!” ลู่เฉินปล่อยให้คนเหล่านี้ลงมา ขณะที่ตนเองเริ่มวางค่ายกล
ทุกคนต่างสงสัยว่าเขากำลังจะทำอันใด หนานเหยาเองก็สับสนเช่นกัน
ส่วนทางด้านตำหนักที่อยู่กลางอากาศ ยามนี้บุตรศักดิ์สิทธิ์กำลังจ้องภาพบนฝาผนัง
เห็นเพียงภาพนี้เป็นภาพที่ลู่เฉินอยู่ด้านนอก
“เขากำลังทำอันใด?” บุตรศักดิ์สิทธิ์มีสีหน้าเคร่งขรึม ส่วนภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นมองปราดเดียวก็มองออก “เขากำลังวางค่ายกล!”
เมื่อได้ยินคำว่าค่ายกล หนานกงมู่ก็พูดอย่างหดหู่ว่า “เจ้านี่ กำลังจะวางค่ายกลในแดนศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
บุตรศักดิ์สิทธิ์กัดฟันด้วยความโกรธ “ชายคนนี้มีกระจกกระจกนภาวิญญาณ ไม่อย่างนั้นข้าคงฆ่าเขาไปนานแล้ว!”
ภูตเฒ่าสวีก็จนปัญญา “ถ้าเราสี่คนไม่ประมาท คงฆ่าเขาไปได้นานแล้ว!”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง แต่ภูตเฒ่าไป๋กลับหลับตาแน่น “ติดต่อคนที่นั่นเถิด มิฉะนั้นแดนศักดิ์สิทธิ์คงรักษาไม่ได้แล้ว!”
บุตรศักดิ์สิทธิ์มีสีหน้าดูไม่ได้ “ท่านอาจารย์บอกว่าอย่าติดต่อกับคนจากจากแดนลับ เพราะพวกเขายังต้องแข่งขันกับคนของแดนศักดิ์สิทธิ์อีกสองแห่ง”
“แต่ตอนนี้ตระกูลใกล้จะสูญสิ้นแล้ว การแข่งขันกับที่นั่นจะมีประโยชน์หรือ?” ภูตเฒ่าไป๋พูดอย่างหมดหนทาง
และเพื่อที่จะสังหารลู่เฉิน หนานกงมู่จึงมองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์ “ข้าคิดว่าสิ่งที่ภูตเฒ่าไป๋พูดมานั้นมีเหตุผล ติดต่อเจ้าศักดิ์สิทธิ์เถิด ให้พวกเขากลับมาสังหารเจ้าหนุ่มนี่!”