ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 335 ข่าวลือการโจมตีของมือสังหารทั้งเจ็ดของแดนทักษิณา
บทที่ 335 ข่าวลือการโจมตีของมือสังหารทั้งเจ็ดของแดนทักษิณา
ลู่เฉินจ้องมองไปยังรอยแตกครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา “ดูเหมือนว่า จะเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เชื่อมโยงกับมหาทวีปจิ่วโหยวนี้”
“เชื่อมโยงกับมหาทวีปจิ่วโหยว? เหมือนกับข้าเมื่อตอนนั้นน่ะหรือ?” แมวมารมายารู้สึกแปลกใจ
“ก็คล้ายเช่นนั้น”
แต่แล้วเขากลับพึมพำบางอย่างออกมา “ดูเหมือนว่า รอยแตกนี้จะมีมานานแล้ว เพียงแค่ปรากฏในสถานที่ที่แตกต่างกัน และยังเกิดในเวลาที่แตกต่างกัน”
“ตอนนี้ควรทำเช่นไร?” แมวมารมายาสงสัย
“เจ้ากลับไปก่อนเถิด” ลู่เฉินพูดจบ แมวมารมายาจึงกลับเข้าไปยังฝ่ามือขวาของลู่เฉิน ชายหนุ่มมองไปยังซากศพของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น พลันครุ่นคิดขึ้นมา “ดูเหมือนว่า วิญญาณของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ น่าจะถูกคนผู้นั้นนำไปด้วย”
ไม่เพียงเท่านั้น คนที่อยู่รอบ ๆ พวกนั้น แต่ละคนราวกับเสียสติไปและหลับใหลไปอีกครั้ง
ลู่เฉินรู้ดีว่าพวกเขาเป็นเสมือนครึ่งเป็นครึ่งตาย ไม่มีประโยชน์อันใดอีก ดังนั้นจึงหมุนตัวเพื่อเดินออกไปจากหอคอยเมฆาสงัดนี้
…
เมื่อเขาปรากฏตัวอีกครั้ง แดนศักดิ์สิทธิ์ก็ตกอยู่ในความโกลาหลแล้ว โดยเฉพาะหลังจากศิษย์ขั้นก่อกำเนิดเหล่านั้นที่ถูกลู่เฉินส่งออกไปทั้งหมด ที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียงผู้ที่มีขั้นพลังระดับต่ำเท่านั้น และคนเหล่านี้เมื่อเห็นแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นเช่นนี้แล้ว จึงได้แต่มองหาข้าวของมีค่าต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ
ช่วงเวลาหนึ่ง ที่แดนศักดิ์สิทธ์เมฆาสงัดมีความ ‘คึกคัก’ เป็นอย่างมาก ลู่เฉินไม่สนใจพวกเขา แต่มองไปยังกู่ฉินเพลิงโบราณ “ศาตราวุธวิญญาณของเจ้า แท้จริงแล้วอยู่ที่ใดกัน?”
ลู่เฉินมาที่นี่อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่เขาได้ไปในหลาย ๆ สถานที่ แม้แต่หอคอยเมฆาสงัดยังมีโอกาสได้ไปเพียงครั้งหนึ่ง แต่ยังหาศาสตราวุธวิญญาณนั้นไม่พบ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกกังวลใจเล็กน้อยว่าศาสตราวุธวิญญาณนี้จะถูกทำลายไปแล้วหรือไม่
แต่ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบเขาได้ แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดมากฝีมือพวกนั้น ก็ไม่รู้ถึงศาตราวุธวิญญาณนี้ แต่พวกเขาบอกลู่เฉินเรื่องสถานที่ที่พวกเขารู้ทั้งหมด ดังนั้นลู่เฉินจึงแทบพลิกแดนศักดิ์สิทธิ์นี้แต่ก็ยังหาศาสตราวุธนั้นไม่พบ
เขาทอดถอนใจออกมา “ดูเหมือนว่า จะทำได้เพียงออกไปมือเปล่าเสียแล้ว”
จากนั้นชายหนุ่มก็ปล่อยหนานเหยาออกมา และเดินทางกลับไปยังแดนทักษิณาด้วยกัน
…
เฮยเม่ยกลับไปถึงแดนทักษิณาเป็นคนแรก และได้พบกับพระสนม
เมื่อพระสนมอู่เห็นเฮยเม่ยกลับมานั้น ก็คิดว่าอีกฝ่ายได้จัดการลู่เฉินเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพระสนมอู่จึงเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น “เป็นเช่นไร? เจ้าหนุ่มผู้นั้นถูกจับแล้วใช่หรือไม่?”
เฮยเม่ยมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เขา…”
“เขาอันใดกัน?” พระสนมอู่พูดด้วยความกังใจ ส่วนองค์ชายเจ็ดพูดเร่งเร้าขึ้นมาเช่นกันว่า “รีบพูดมาเสีย!”
เฮยเม่ยจึงตอบกลับด้วยความลำบากใจ “เขาทำลายแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดแล้ว!”
“ทำลายแล้ว? หมายความเช่นไร!?” พระสนมอู่คิดว่าตนอาจจะฟังผิดเพี้ยนไป และองค์ชายเจ็ดยังคงไม่เชื่อ “จะเป็นไปได้อย่างไร!? แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด ถูกผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานทำลาย?”
เฮยเม่ยเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา และเมื่อพระสนมอู่ได้ยินว่าลู่เฉินใช้หลายวิธีการ ร่างทั้งร่างพลันสั่นสะท้านและพยายามที่จะนั่งลง “เป็นไปได้อย่างไร เขา… เหตุใดจึงทำลายที่นั่นได้!”
“ตอนนี้แดนศักดิ์สิทธิ์นั้น นอกจากเหล่าผู้ที่มีขั้นพลังระดับต่ำ และภูตเฒ่าทั้งสี่ที่ได้รับบาดเจ็บ คาดว่าคงไม่มีผู้ใดแล้ว” เฮยเม่ยพูดด้วยความหดหู่
พระสนมอู่ร้อนใจขึ้นมา “ท่านพ่อ! ต้องติดต่อท่านพ่อข้า!”
“ยอดฝีมือผู้แปลงเซียนต่างก็อยู่ในแดนลับ พวกเขาไม่สามารถออกมาได้ง่าย ๆ” เฮยเม่ยตอบกลับ แต่พระสนมอู่ยังคงกังวลใจ “แดนศักดิ์สิทธิ์เป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าคิดว่าพวกเขาจะไม่กลับมาหรือ?”
เฮยเม่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมา “ข้าคิดว่าข่าวคราวนี้น่าจะส่งไปถึงพวกเขาที่นั่น แต่พวกเขาเพียงแค่ไม่ปรากฏตัวออกมา”
พระสนมอู่พยักหน้าพลางเอ่ยว่า “แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดจะต้องไม่จบลงเช่นนี้!”
เฮยเม่ยยังสงสัยว่าคนของแดนศักดิ์สิทธิ์นี้จะเป็นอย่างเช่นที่พระสนมอู่พูดมาหรือไม่
และขณะนั้นเอง เสียงระฆังในแขนเสื้อคลุมของพระสนมอู่ส่งเสียงดังขึ้นมา นางจึงรีบนำออกมาทันที
สิ่งนี้คือระฆังเล็กสีขาว ด้านบนมีอักขระยันต์อยู่มากมาย และขณะนั้นภายในระฆังก็มีน้ำเสียงที่ดูเคร่งขรึมดังออกมาพอดี “เสี่ยวซี เกิดเรื่องใดขึ้น?”
เฮยเม่ยรู้ว่านี่คือท่านพ่อของพระสนมอู่ที่เอ่ยชื่อเล่นของอีกฝ่ายออกมา ดังนั้นนางจึงไม่พูดอันใด เพียงแค่มองดูอย่างเงียบ ๆ
พระสนมอู่กังวลใจขึ้นมา “ท่านพ่อ ท่าน…รู้ทุกอย่างแล้ว?”
“รู้แล้ว ภูตเฒ่าทั้งสี่ต่างก็รายงานเจ้าศักดิ์สิทธิ์แล้ว ตอนนี้เจ้าศักดิ์สิทธิ์ให้ข้ามาสอบถาม ว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องใดขึ้น! และเจ้าหนุ่มผู้นั้น แท้จริงแล้วคือใครกัน?” ท่านพ่อของพระสนมอู่ถามด้วยความร้อนใจ
พระสนมอู่จึงค่อย ๆ เอ่ยออกมา ส่วนองค์ชายเจ็ดก็พูดอย่างกังวลใจว่า “ท่านปู่ ท่านต้องช่วยจัดการเจ้าสารเลวนั่นแทนข้า!”
“ไม่ต้องรอให้พวกเจ้าพูด แดนศักดิ์สิทธิ์ของเราก็ต้องจัดการเจ้าหนุ่มที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำที่กล้ามาหยามแดนศักดิ์สิทธิ์ของเราเป็นแน่!” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความโมโห พระสนมอู่จึงพูดด้วยความตื่นเต้น “ท่านพ่อ พวกท่านจะกลับมาหรือ?”
“พวกข้าไม่กลับไป แต่พวกข้าได้ส่งคนบางส่วนไปแล้ว พวกเขาจะไปจัดการเจ้าหนุ่มนั่น” น้ำเสียงนี้ดูเย็นชาขึ้นมา
“ท่านพ่อ ผู้ใดกัน?”
“เจ็ดมือสังหารแห่งแดนทักษิณา”
“ว่าอย่างไรนะ? เจ็ดมือสังหาร?” พระสนมอู่ดีใจขึ้นมา
“อีกไม่นานเจ็ดมือสังหารนี้จะติดต่อไปยังพวกเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น พวกเจ้าจงเล่าเรื่องทุกอย่างโดยละเอียดให้พวกเขาทราบ จากนั้นจงใช้ความสัมพันธ์ในราชวงศ์หนานโยวของพวกเจ้าตามหาเจ้าหนุ่มผู้นั้น เรื่องอื่นจงมอบให้พวกเขาจัดการก็พอ!”
พระสนมอู่พูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “เจ้าค่ะ ท่านพ่อ!”
จากนั้นเสียงนั้นจึงหายไป เฮยเม่ยจึงตกตะลึงขึ้นมา “เจ็ดมือสังหารแห่งแดนทักษิณา?”
“ใช่ เจ็ดมือสังหารแห่งแดนทักษิณา ถึงแม้จะเป็นเพียงขั้นแปลงเซียนระดับต้น แต่พวกเขามีฝือด้านลอบสังหาร ดังนั้นความสามารถของพวกเขาค่อนข้างพิเศษ และเมื่อร่วมมือกันขึ้นมา การจะจัดการปรมาจารย์ขั้นแปลงเซียนคนหนึ่งนั้น นับว่าไม่ใช่ปัญหา!” พระสนมอู่พูดด้วยความมั่นใจ
เฮยเม่ยถอนหายใจพลางเอ่ยออกมา “เช่นนั้นก็ดี”
“ไปรอที่เดิม คอยดูว่าจะมีคนติดต่อเจ้าหรือไม่” เมื่อพระสนมอู่พูดจบ จึงส่งเฮยเม่ยออกไป เฮยเม่ยขานรับและออกไปจากที่นี่ทันที
องค์ชายเจ็บกลับรู้สึกไม่ยินดีนัก “ท่านแม่ ท่านคิดว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้แท้จริงแล้วคือใครกัน? เหตุใดจึงทำลายแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ได้?”
“จะไปสนใจเขาทำไม เพียงแค่มีเจ็ดมือสังหารนี้ เขาจบเห่แน่” พระสนมอู่พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แต่องค์ชายเจ็ดยังกังวลใจเล็กน้อย “ท่านแม่ ครั้งนี้จะไหวจริงหรือ?”
“วางใจเถิด เจ็ดมือสังหารแห่งแดนทักษิณา เคยสังหารปรมาจารย์ขั้นแปลงเซียนกลุ่มใหญ่มาแล้ว และพวกเขาไม่สามารถลงมาจากภูเขาได้ง่าย ๆ แต่เมื่อลงมาแล้วก็คงไม่กลับไปมือเปล่าเช่นกัน!”
องค์ชายเจ็ดจึงวางใจขึ้นมา “เช่นนั้นก็ดี”
แววตาของพระสนมอู่ฉายชัดถึงความเย็นชา
…
ลู่เฉินและหนานเหยาไม่รู้ว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ส่งเจ็ดมือสังหารแห่งแดนทักษิณาออกมาแล้ว ขณะนั้นพวกเขายังคงเดินทางไปยังแดนทักษิณาและกำลังจะถึงในวันรุ่งขึ้น
แต่เมื่อเข้าเมืองมา กลับมีผู้คนจ้องมองมายังลู่เฉินและหนานเหยา
หนานเหยาพลันรู้สึกแปลกใจ “เจ้าคนพวกนี้ เป็นผู้ใดส่งมากัน?”
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา” พูดจบ เขาก็ส่งหนานเหยากลับไปยังจวนหนานลัว และเมื่อหนานลัวเห็นทั้งสองคนกลับมาก็ถอนหายใจคลายกังวลออกมา จากนั้นจึงหันไปพูดกับลู่เฉิน “องค์จักรพรรดิอยากพบพวกเจ้า”
“พบพวกข้า?” ลู่เฉินไม่รู้ว่าองค์จักรพรรดิผู้นี้คิดจะทำสิ่งใด
“เรื่องที่พวกเจ้าก่อความวุ่นวายที่แดนศักดิ์สิทธิ์ องค์จักรพรรดิรู้เรื่องแล้ว ดังนั้นองค์จักรพรรดิจึงอยากพบพวกเจ้า และบอกข่าวแก่พวกเจ้าเรื่องหนึ่ง!” หนานลัวตอบกลับ หนานเหยาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ข่าวคราวใดกัน?”