ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 372 ขู่ให้กลัวจนเผ่นแน่บไป
บทที่ 372 ขู่ให้กลัวจนเผ่นแน่บไป
“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะอยากลองวิธีตายแบบเดียวกับคนก่อนหน้านี้!”
ทันทีที่ลู่เฉินเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา ทุกคนก็พลันถอยหนีด้วยความหวาดกลัว ส่วนผู้นำกลุ่มนั้นก็ซ่อนตัวอยู่ข้างหลังถูฉี “ศิษย์พี่ถู ระวังเจ้าหนุ่มนี้ด้วย”
“เป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ ไม่รู้ว่าพวกเจ้ากลัวอันใดกัน!” ถูฉีมองค้อนใส่
“ศิษย์พี่ถู ท่านไม่รู้อันใด เจ้าหนุ่มนี่เพิ่งฆ่าคนของเราในหมู่บ้านไปโดยไม่มีใครล่วงรู้”
ทว่าถูฉีไม่เชื่อและยังข่มขู่ลู่เฉินว่า “เจ้าหนุ่ม ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะใช้ศาสตราวุธหรือวิธีใด ถ้าเจ้าไม่อยากตาย เจ้าก็ตอบคำถามของข้ามาซะดี ๆ!”
ลู่เฉินหัวเราะเยาะ จากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “กุ่ยเจี๋ย ไปปรนนิบัติเขาให้ดี!”
หลังจากที่ทุกคนเห็นชายหนุ่มคุยกับ ‘ความว่างเปล่า’ อีกครั้ง พวกเขาก็ตกใจ ทว่าผู้นำกลับร้อนใจเสียเอง “ศิษย์พี่ถูมาแล้ว เขา…เขาสำแดงพลังแล้ว!”
ถูฉีมองเขม่นคนเหล่านี้
ยามนี้เอง กุ่ยเจี๋ยพลันทะยานไปหาถูฉีคนนั้น แต่ถูฉีสัมผัสได้ถึงบางอย่างจึงถลึงตามองมา “ที่แท้ก็เลี้ยงภูตไว้!”
เลี้ยงภูต?
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง เมื่อถูฉีแบมือออก เสื้อคลุมของเขาก็เปล่งแสงสีทอง จากนั้นแสงสีทองก็ดูเหมือนจะห่อหุ้มบางอย่างเอาไว้ ก่อนจะปรากฏเงาสีดำขึ้นมา
เมื่อทุกคนเห็นเงาร่างสีดำประหลาดในแสงสีทองนั้นก็ถึงกับตกใจ
“ดูสิ เขาเลี้ยงจริงด้วย!”
“ที่แท้เจ้านี่ก็เป็นคนเลี้ยงภูต!”
“ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงฆ่าคนได้อย่างไร้ร่องรอย!”
….
ฟาเทียนเองก็ตกใจเช่นกัน แต่ลู่เฉินไม่คาดคิดว่าถูฉีผู้นี้จะฝึกคาถาบางอย่างที่สามารถยับยั้งภูตผีได้ เขาหัวเราะพลางเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะค้นพบมัน”
“แน่นอน ข้าได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาวิญญาณมามากมาย และหนึ่งในนั้นเรียกว่าเคล็ดวิชาวิญญาณทองคำ ซึ่งสามารถเสกเกราะป้องกันทองคำขึ้นมากักร่างวิญญาณได้!” ถูฉีกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
คนที่อยู่ข้าง ๆ พูดอย่างตื่นเต้นว่า “ศิษย์พี่ถู ท่านสุดยอดไปเลย”
ผู้คนในสำนักพยัคฆ์สวรรค์ต่างก็พากันประจบ
ฟาเทียนเริ่มกังวลเล็กน้อย แต่ถูฉีจ้องมองลู่เฉินเขม็ง “เป็นอย่างไรบ้าง? ยามนี้เจ้าตอบคำถามของข้าได้แล้วสินะ!”
“เจ้าคงไม่คิดว่าเจ้าจะขังเขาไว้ได้จริง ๆ หรอกนะ?”
“ไร้สาระ เกราะป้องกันวิญญาณทองคำของข้ากักผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดและวิญญาณภูตอันใดพวกนั้นได้อย่างไม่มีปัญหา” ถูฉีผู้นั้นกล่าวอย่างมั่นใจ
ลู่เฉินหยิบกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา และทุกคนก็สงสัยว่าชายหนุ่มนำกู่ฉินออกมาทำอันใด
ถูฉียิ่งสับสน “เจ้าหนุ่ม เจ้าจะทำอันใด?”
“เจ้าฝึกเคล็ดวิชาวิญญาณจริง ๆ แล้วเจ้ารู้จักเคล็ดวิชาวิญญาณที่สามารถทำให้ภูตผีพวกนั้นแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่!” ลู่เฉินแสยะยิ้มชั่วร้าย
ถูฉีหัวเราะเมื่อได้ยินสิ่งนี้ “แน่นอน แต่เงื่อนไขแรกคือวิญญาณของเจ้าต้องแข็งแกร่งกว่า อาศัยเจ้าตอนนี้? เป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น เจ้าจะทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร?”
ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าในจังหวะที่ลู่เฉินบรรเลงกู่ฉินนั้น ลำแสงโลหิตที่เปล่งแสงสว่างวาบก็ออกมาจากร่างของกุ่ยเจี๋ย จากนั้นเงาร่างของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้น ทำลายเกราะป้องกันวิญญาณทองคำที่ปกคลุมไว้จนแตกละเอียดและพุ่งเข้าหาถูฉี
ถูฉีตกใจจนปล่อยเกราะป้องกันลำแสงสีทองมาห่อหุ้มตนเองไว้เพื่อต้านทานกุ่ยเจี๋ย
ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปาก “เจ้าต้านทานได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะทำได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนพวกนั้นก็วิ่งหนีด้วยความตกใจ แต่ผู้นำกลุ่มที่อยู่ใกล้ลู่เฉินมากที่สุดถูกกุ่ยเจี๋ยพุ่งเข้าใส่ร่าง ทำให้ชายคนนั้นกรีดร้องขอความช่วยเหลือทันที “ศิษย์พี่ถู ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย! ”
ถูฉีรีบหยิบเม็ดยาเปล่งแสงสีทองออกมาและยัดเข้าไปในร่างกายของอีกฝ่าย ส่วนกุ่ยเจี๋ยก็กรีดร้องแล้วออกมาจากร่างกายของบุคคลนั้น และกลับไปอยู่ข้างกายของลู่เฉิน
เพราะกุ่ยเจี๋ยผู้นี้เร้นกายอยู่ ฟาเทียนจึงไม่อาจมองเห็นได้ แต่เขาสัมผัสได้ว่าสิ่งนี้อยู่ข้าง ๆ เขา เขาจึงมองไปรอบ ๆ
ส่วนผู้นำกลุ่มก็ฉี่ราดด้วยความตกใจ “ศิษย์พี่ถู ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย!”
“หากมีเม็ดยานั้น ผู้ชายคนนี้จะไม่สามารถเข้าร่างของเจ้าได้ชั่วขณะหนึ่ง” ถูฉีปลอบใจ
“ขอบพระคุณศิษย์พี่ถู” ชายคนนั้นตื่นเต้นมาก
“ยืนห่าง ๆ ข้าจะจัดการเจ้านี่” ถูฉีจับชายคนนั้นแล้วโยนไปข้าง ๆ ขณะที่ลู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าคิดว่าเขาจะไม่เป็นไรหลังจากกินเม็ดยานั้นไปหรือ?”
“แน่นอน!” ถูฉีดูมั่นใจ
คนคนนั้นถึงกับตะโกนมาแต่ไกลว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าตายแน่!”
ลู่เฉินเย้ยหยัน ก่อนจะใช้เคล็ดวิชาเถาวัลย์ธรณีรัดคนผู้นั้นไว้ ทำให้คนผู้นั้นตกใจกลัวและพูดอย่างกังวลว่า “ศิษย์พี่ถู รีบช่วยข้าเร็วเข้า!”
ผู้คนที่จับตามองอยู่ไกล ๆ เริ่มพูดคุยกัน “ศิษย์พี่หลี่จะเป็นอันใดหรือไม่?”
“มีศิษย์พี่ถูอยู่ไม่ใช่หรือ?”
“ถูกต้อง ศิษย์พี่ถูไม่กลัวภูตของอีกฝ่าย และยังมีเคล็ดวิชาวิญญาณอันทรงพลังอีกด้วย” มีคนเห็นด้วย และคนอื่น ๆ ก็เผยสีหน้าคาดหวังออกมา
ถู่ฉีสร้างลำแสงสีทองบนร่างของเขา จากนั้นแสงสีทองก็กลายเป็นใบมีดบินกระทบกับเถาวัลย์ที่พื้นดินเหล่านั้น และตัดเถาวัลย์ที่พื้นดินออกทันที
ชายคนนั้นถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังจากเป็นอิสระ “ขอบคุณศิษย์พี่ถู”
ถูฉีกลัวว่าลู่เฉินจะโจมตีอีกครั้ง เขาจึงโบกมือ แสงสีทองพลันห่อหุ้มร่างกายของลู่เฉินไว้ จากนั้นแสงสีทองนั้นก็กลายเป็นตาข่ายกักขังอีกฝ่ายไว้กับที่
ฟาเทียนตกตะลึงและคิดจะไปช่วย แต่แสงสีทองนั้นก็บินไปหาฟาเทียน
ฟาเทียนกล่าวอย่างกระวนกระวายว่า “ผู้อาวุโส!”
ลู่เฉินกลับหัวเราะและพูดว่า “กลอุบายแบบนี้ไม่มีค่าอันใดหรอก!”
พูดจบเขาก็ใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อกลืนกิน ‘ตาข่าย’ นี้ แต่ถูฉีกลับหัวเราะเยาะ “การดักจับเจ้าเป็นแค่ก้าวแรก ขั้นต่อไปคือให้เจ้าลองใช้เคล็ดวิชาวิญญาณของข้า!”
ในเวลานี้ใบไม้สีทองพลันปรากฏขึ้นในมือของถูฉี
เมื่อถู่ฉีผู้นี้โบกแผ่นทองคำบนมือ มันก็ส่งเสียงประหลาดออกมา และเสียงนี้ก็สามารถโจมตีจิตวิญญาณได้
นี่เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาวิญญาณที่ง่ายที่สุดด้วยการใช้เสียง
เมื่อเสียงที่ทรงพลังและเสียดแทงมาถึงร่างของลู่เฉิน คนถูกกระทำกลับหัวเราะอย่างชั่วร้าย และร่างกายยังสั่นเทาอย่างง่ายดาย ‘แห’ บนร่างกายของเขาก็พลันแตกเป็นเสี่ยง ๆ
เมื่อเห็นฉากนี้ ถูฉีก็ตกใจ
ฟาเทียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก และพึมพำกับตัวเองว่า “ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ!”
ถู่ฉีตกตะลึงไปครู่หนึ่ง “เจ้าทำลายตาข่ายของข้าได้อย่างไร?”
“ข้าไม่เพียงทำลายตาข่ายของเจ้าได้เท่านั้น แต่ยังดักจับเจ้าได้ด้วย!” ครั้นเอ่ยจบ เถาวัลย์ก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นและพันเข้ากับถูฉีอย่างรวดเร็ว
ถู่ฉีตกใจกลัว เขารีบกลืนเม็ดยาลงไป ความแข็งแกร่งของร่างกายของเขาจึงเพิ่มสูงขึ้น จากนั้นก็ทำลายเถาวัลย์ให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ และกระโดดพุ่งขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนจะลอยไปที่นั่นพลางจ้องมองลู่เฉินเขม็ง “เจ้าเป็นใครกันแน่!”
ลู่เฉินไม่สนใจ แต่กลับมองไปรอบ ๆ เพราะเขารู้ว่าป่าอาทิตย์อัสดงเป็นสถานที่ที่พิเศษที่สุด นั่นคือสามารถบินได้ในระดับความสูงต่ำ ๆ เท่านั้นไม่สามารถบินสูงได้
ดังนั้นลู่เฉินจึงหยิบธนูเงามารออกมาและเริ่มสะสมพลัง
เมื่อเห็นว่าเงาลูกธนูเริ่มแข็งแกร่งขึ้น
ถูฉีคนนี้ก็หวาดกลัว ดังนั้นเขาจึงกระโดดขึ้นไปคว้าคนจากสำนักพยัคฆ์สวรรค์และจากไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนอื่น ๆ จากสำนักพยัคฆ์สวรรค์ก็ทยอยกันตกใจจนเผ่นแน่บไป
ฟาเทียนพุ่งไปข้างหน้าเพื่อประจบอีกฝ่าย “ผู้อาวุโส ท่านแข็งแกร่งกว่ายามที่อยู่ที่ลานวิญญาณเสียอีก!”
ลู่เฉินไม่ได้โอ้อวด เพียงแค่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ”
ทว่าหลังที่คนเหล่านั้นหนีไป พวกเขาก็รวมตัวกันบนเนินเขา และถูฉีก็จ้องมองไปยังคนที่เขาพากลับมา “ศิษย์น้องหลี่ ผู้ชายคนนั้นคือใคร?”
ศิษย์น้องหลี่ดูสับสน “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน!”
ถูฉีมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันใด
“ศิษย์พี่ถู ยามนี้เราควรทำอย่างไรดี?” ศิษย์น้องหลี่ถาม
“ไปหาพวกปีศาจเฒ่า พวกเขาต้องมีวิธีจัดการกับเจ้าหนุ่มนั่นแน่”
“ศิษย์พี่ถู ท่านหมายถึงตัวประหลาดเฒ่านั่นหรือ?”
“ใช่ เขานั่นแหละ”
“แต่อาจารย์บอกพวกเราว่าอย่าเข้าใกล้ตัวประหลาดเฒ่านั้นมากเกินไป ไม่อย่างนั้นพวกเราจะตายอย่างไรก็ไม่รู้” ศิษย์น้องหลี่มีสีหน้ากังวล
“พวกเราแลกเปลี่ยนกับเขาได้ อีกอย่างตัวประหลาดเฒ่าตนนี้ก็ไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา” หลังจากถูฉีพูดจบก็จากไป และคนอื่น ๆ ก็รีบตามไปด้วยทันที