ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 383 พบลักษณะบางอย่างของผู้ถูกชิงรากวิญญาณ
บทที่ 383 พบลักษณะบางอย่างของผู้ถูกชิงรากวิญญาณ
“โชคดีหรือ?” ลู่เฉินมองไปที่ชายชราด้วยรอยยิ้ม
ชายชราพยักหน้าและชี้ไปที่นกไม้ด้วยนิ้วมือขวา จากนั้นนกไม้ก็พลันกลายเป็นนกเพลิงตัวใหญ่ยักษ์
นกไฟตัวนี้ดูเหมือนนกยูง แต่มันล้อมรอบไปด้วยเปลวเพลิง กระทั่งดวงตายังเป็นสีแดงเลือดทำให้ดูดุร้ายยิ่งนัก
ชายหนุ่มมองไปที่นกตัวนั้นแล้วยกยิ้ม “เหตุใดเล่า? เจ้าต้องการใช้สิ่งที่วาดออกมานี้กับข้าหรือ?”
“เจ้ากลับไปทางเดิมได้แล้ว มิฉะนั้น ข้าจะไม่รับผิดชอบเรื่องต่อจากนี้” ชายชรามองไปที่เขาอย่างเงียบ ๆ
ชายหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้ม “ด้วยความสามารถของเจ้า สิ่งที่เจ้าวาดไร้ซึ่งจิตวิญญาณ!”
“ไร้ซึ่งจิตวิญญาณหรือ?” ชายชราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอันใด
“ดูให้ดี!” สิ้นคำนั้น เขาก็หยิบศิลาวิญญาณออกมาวางในมือ และแกะสลักอักขระยันต์สองสามตัวลงไปด้วยกระแสปราณ ก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อยแล้วโยนศิลาวิญญาณออกไป
ทันทีที่ศิลาวิญญาณสัมผัสกับนกเพลิง แสงสีเขียวก็แผ่ออกมาทันทีและห่อหุ้มมันไว้ และไอปราณที่อยู่บนนกก็ค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อย และในที่สุดก็กลายเป็นเศษไม้ตกลงสู่พื้นดิน
“เมื่อครู่เจ้าทำได้อย่างไร?” ชายชราเผยสีหน้าแปลกใจ
“เมื่อครู่ข้าใช้อักขระยันต์ และมันใช้ปราบสิ่งที่ถูกวาดออกมาโดยเฉพาะ”
“อักขระยันต์หรือ?”
“ใช่ อักขระทำลายภาพวาด ขอแค่เพียงเป็นสิ่งที่วาดออกมาโดยไม่มีจิตวิญญาณ มันก็จะถูกทำลายได้อย่างง่ายดาย!” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็หยิบศิลาวิญญาณออกมาอีกก้อนและวาดลงบนนั้น
ชายชราคนนั้นไม่เชื่อ เพราะไม่ว่าอย่างไรนกตัวนี้ก็คือความพยายามทั้งชีวิตของเขา ผู้ฝึกขั้นหลอมแก่นแท้จะมองมันออกได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงส่ายหัว “เจ้าหนุ่ม อย่าหลอกข้าเลย!”
“เจ้าดูให้ดี!” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็หยิบศิลาวิญญาณออกมา และแกะสลักลงไป
ทันใดนั้น ศิลาวิญญาณประมาณสิบก้อนก็ปรากฏอยู่ในมือของเขา และศิลาวิญญาณเหล่านี้มีอักขระทำลายภาพวาด
ชายชราไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอันใด แต่ในวินาทีต่อมา ดวงตาเล็ก ๆ ของเขาก็เบิกกว้าง
เห็นเพียงคนผู้นี้ขว้างศิลาวิญญาณไปที่ป่ารอบ ๆ ต่อหน้าเขา
ชั่วอึดใจต่อมา ภูเขา ป่าไม้ และบ้านไม้เหล่านั้นพลันหายไปทั้งหมดจากแรงระเบิด จากนั้นประตูหินก็เปิดออกต่อหน้าชายหนุ่ม
“เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นค่ายกลจิตรกรรมขั้นสูงในเมืองฮวาเทียน เจ้าทำลายมันได้อย่างไร!” ชายชราตกใจ
ลู่เฉินอธิบายว่า “สิ่งต่าง ๆ ในภาพวาดนั้นถูกวาดออกมาอย่างดีที่สุด แต่ตราบใดที่สิ่งที่วาดไม่มีจิตวิญญาณ อักขระยันต์ทำลายภาพวาดของข้าก็สามารถทำลายมันได้อย่างง่ายดาย”
ชายชราเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย และผู้เฒ่าบางคนที่ฝึกฝนอยู่ใกล้ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นทีละคน หลังจากรู้สึกว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างหายไปจากค่ายกลนี้
แต่ชายชราเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ในความมืดและถามชายชราคนนั้นว่า “ผู้เฒ่ามู่ เกิดอันใดขึ้น?”
ผู้เฒ่ามู่จึงเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้
ทุกคนผงะไปและพากันพูดถึงลู่เฉินอยู่ในความมืด
ชายหนุ่มมองไปที่ผู้เฒ่ามู่แล้วถามว่า “ไม่ทราบว่าตอนนี้ข้ามีคุณสมบัติที่จะผ่านไปได้หรือไม่?”
“มี แต่เจ้าต้องบอกข้าว่าเจ้าชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใดและมาจากที่ใด” ผู้เฒ่ามู่จ้องไปที่เขา
“ข้าชื่อลู่เฉินจากสำนักเก้าสุขสงบ”
“สำนักเก้าสุขสงบ…” ผู้เฒ่ามู่รู้สึกประหลาดใจ
ในขณะที่คนอื่น ๆ เอ่ยขึ้นว่า “สำนักเก้าสุขสงบผู้นี้ มีผู้มีพลังเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน”
ทว่าไม่มีใครรู้ ผู้เฒ่ามู่ทำได้เพียงพยักหน้าและพูดตอบว่า “ไปได้”
ลู่เฉินเดินมุ่งตรงไปโดยไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากสิ่งรอบข้าง
บรรดาผู้เฒ่าที่อยู่ตรงนั้นพากันศึกษาค่ายกลจิตรกรรมที่ถูกทำลายไป ส่วนผู้เฒ่ามู่ก็พูดพลางถอนหายใจว่า “หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นชายหนุ่มประหลาดเช่นนี้”
…
ลู่เฉินเปิดประตูหินและก้าวเท้าเข้าไปในประตู
เดิมทีภายในนี้มีทางเดินที่มืดมิด แต่หลังจากเดินไปได้สิบก้าว เขาก็มาถึง ‘ห้องตำรา’ ที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ
เห็นเพียงม้วนหนังสือไม้จำนวนมากบนชั้นและมีฝุ่นเกาะอยู่หนาแน่น เห็นได้ชัดว่ามีไม่กี่คนที่มาที่นี่
ครั้นลู่เฉินเดินผ่านไป เมื่อเขากวาดสายตาผ่าน ๆ ก็พบว่าหน้าชั้นหนังสือมีปีสลักอยู่ ตัวอย่างเช่น จากหนึ่งพันปีที่แล้วถึงหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว จากหมื่นปีที่แล้วถึงสองหมื่นปีที่แล้ว จากสองหมื่นปีที่แล้วถึงสามหมื่นปีที่แล้ว…
จำแนกแบ่งระยะเวลาแต่ละหมื่นปี
ลู่เฉินอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนึ่งหมื่นปีแรกก่อน และพบว่าสิ่งที่บันทึกไว้ในนั้น ‘ละเอียด’ มาก เช่น ผู้นำสำนักที่มีลูกนอกสมรส หรือจำนวนผู้หญิงที่เขาเลี้ยงดูก็มีบันทึกอยู่เช่นกัน
“เมืองฮวาเทียนนี่น่าเบื่อชะมัด” เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าคนเหล่านี้บันทึกเรื่องเหล่านี้ไปเพื่อสิ่งใด
แต่ลู่เฉินก็ต้องอ่านเพื่อค้นหาสิ่งที่เขาต้องการอย่างเช่นเรื่องผู้ที่ถูกชิงรากวิญญาณ
เมื่อเดินผ่านชั้นหนังสือไปทีละชั้น เขาก็อ่านหนังสือไปหลายพันเล่ม และหนังสือหลายพันเล่มเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า ศิษย์บางคนของสำนักในป่าอาทิตย์อัสดงถูกชิงรากวิญญาณไป
ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่ตัวตนของผู้ที่ถูกชิงรากวิญญาณไป รวมไปถึงประเภทของรากวิญญาณก็ล้วนถูกบันทึกไว้โดยละเอียด
ดังนั้นลู่เฉินจึงบันทึกมันมา จากนั้นจึงวิเคราะห์และพบว่าในป่าอาทิตย์อัสดง ผู้ที่ถูกชิงรากวิญญาณไปล้วนมีลักษณะอย่างหนึ่ง นั่นคือพวกเขาเป็น ‘ผู้ชาย’ และทุกคนก็ยังคงเด็ก
แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือ พวกเขาจะต้องการรากวิญญาณที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้ไปทำไม
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินสงสัย “มีอันใดพิเศษเกี่ยวกับรากวิญญาณไร้ประโยชน์เหล่านั้นงั้นหรือ”
ทว่าในข้อมูลเหล่านี้ เขาไม่สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ ได้อีก
แต่หลังจากที่ลู่เฉินตรวจสอบอีกครั้ง เขาก็พบสิ่งหนึ่งนั่นคือผู้ที่ถูกชิงรากวิญญาณไปสามารถมีชีวิตอยู่ได้ และแม้ว่าฐานการฝึกบำเพ็ญของเขาจะไม่พัฒนาหรือถ้าไม่มีอุบัติเหตุ เขาก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานตามธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น ในผู้ฝึกขั้นสร้างรากฐาน สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายร้อยปี แต่ผู้ที่ถูกชิงรากวิญญาณไปสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นพันปี
เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่เฉินจึงตัดสินใจสนทนากับคนอื่น ๆ
เขาแยกแยะข้อมูลของคนที่เพิ่งถูกชิงรากวิญญาณไป และพบว่าที่สำนักแมลงวิญญาณนั้นมีสองคน
“ข้าจะไปสำนักแมลงวิญญาณพอดี” หลังจากตัดสินใจได้แล้ว ลู่เฉินก็วางสิ่งเหล่านั้นและออกจากที่นี่
หลังจากที่ผู้เฒ่าเหล่านั้นมองเขาในความมืด พวกเขาก็เข้าไปในถ้ำทีละคน และพบว่าลู่เฉินได้สัมผัสกับตำราทุกเล่ม
เดิมทีเพียงต้องการดูว่าอีกฝ่ายมาที่นี่เพราะเหตุใด แต่ตอนนี้กลับหาคำตอบไม่ได้ ทุกคนจึงมองไปที่ผู้เฒ่ามู่
“ผู้เฒ่ามู่ เจ้าคิดว่าเจ้าเด็กนี่พยายามมาที่นี่เพื่อสิ่งใด?”
“ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เราเก็บไว้ที่นี่เป็นสิ่งแปลก ๆ เกี่ยวกับป่าอาทิตย์อัสดง เขามาที่นี่เพราะเรื่องแปลก ๆ เหล่านั้นหรือ” ผู้เฒ่ามู่เอ่ยอย่างสงสัย
แต่ทุกคนก็ยังไม่เข้าใจ
มีคนเสนอว่า “ผู้เฒ่ามู่ ทำไมเจ้าไม่แอบตามเขาไปดูว่าเขาจะทำอันใดเล่า”
“ถูกต้องแล้ว ผู้เฒ่ามู่ ด้วยความสามารถของเจ้า การแอบตามผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ไม่ใช่ปัญหา!”
แต่ผู้เฒ่ามู่ขมวดคิ้ว “ความสามารถในการมองทะลุภาพวาดของเขานั้นแข็งแกร่งเกินไป ข้าเกรงว่าเขาจะรู้ตัว”
“อย่ากังวล ด้วยความสามารถของเจ้า ตราบใดที่เจ้าซ่อนตัวห่างออกไปหนึ่งร้อยก้าว แม้ว่าเขาจะอยู่ในขั้นแปลงเซียน เขาก็ไม่สามารถหาเจ้าเจอได้”
“ถูกต้อง!”
ท่ามกลางคำแนะนำของทุกคน ผู้เฒ่ามู่จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกจากที่นี่ไป
…
ส่วนที่ชั้นสองของหออักษร ผู้อาวุโสเหล่านั้นยังคงสงสัยว่าลู่เฉินจะรอดชีวิตออกมาได้หรือไม่ ฮวากูเทียนขมวดคิ้วหลังจากมองดูเวลา “เข้าไปได้หนึ่งชั่วยามแล้ว!”
ฟาเทียนพูดอย่างกระวนกระวาย “ท่านเจ้าเมืองฮวา ผู้อาวุโสจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“กล่าวได้ยาก เพราะด้วยความสามารถของข้า ข้าเองก็ยังไม่กล้าเข้าไปข้างใน” ฮวากูเทียนพูดอย่างหมดหนทาง
“ข้าควรทำอย่างไรดี” ฟาเทียนตื่นตระหนก
ฮวากูเทียนถามด้วยความสงสัย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขากำลังตามหาข้อมูลอันใดอยู่?”
“บางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับสำนักแมลงวิญญาณ” ฟาเทียนตอบ
“สำนักแมลงวิญญาณ ข้อมูลที่ชั้นสองก็มี ไยต้องไปที่ชั้นสามเล่า” ฮวากูเทียนรู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง