ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 417 ยืมศาสตราวุธสำแดงเคล็ดวิชาเปลี่ยนวิญญาณ
บทที่ 417 ยืมศาสตราวุธสำแดงเคล็ดวิชาเปลี่ยนวิญญาณ
หลังจากที่จักจั่นอัสนีพูดจบ สายฟ้านับไม่ถ้วนก็รวมตัวกันทันที จากนั้นสายฟ้าเหล่านี้ก็ก่อตัวเป็นประจุไฟฟ้า จากนั้นประจุไฟฟ้าก็จู่โจมลู่เฉินเหมือนแส้อย่างไรอย่างนั้น
‘กำแพงพันชั้น’ ห้าร้อยชั้นของลู่เฉินเปิดออก และเมื่อสายฟ้าผ่ากระทบกำแพงของลู่เฉิน ก็มีเสียงฟู่ จากนั้นชั้นต่าง ๆ หลายร้อยชั้นก็แตกออก แต่ก็ยังอยู่ห่างจากห้าร้อยชั้นเพียงเล็กน้อย
ดังนั้นลู่เฉินจึงยังคงสบายดี
จักจั่นอัสนีตกใจ และลู่เฉินก็มองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าจะต่อหรือไม่?”
“ขอบอกไว้ก่อนว่า ข้าสาบานแล้วว่าจะปกป้องสิ่งของของเจ้านายจนตาย!” จักจั่นอัสนีพูดอย่างร้อนใจ
เมื่อเห็นว่ามันเป็น ‘ขุนนางผู้ภักดี’ เช่นนั้น ลู่เฉินจึงคิดหาวิธีทันที เขาจึงพูดกับจักจั่นอัสนีว่า “เจ้านายของเจ้าขอให้ข้ามาเอาไข่มุกนี้”
“เป็นไปไม่ได้ เจ้านายของข้าตายไปนานแล้ว จะให้เจ้ามาเอาไข่มุกนี้ไปได้อย่างไร” จักจั่นอัสนีไม่เชื่อ
“แล้วเหตุใดเจ้าไม่ลองทดสอบดูเล่า?”
“ทดสอบอันใด?”
“ไข่มุกนี้ฟังคำสั่งข้า โดยเฉพาะวิญญาณข้างใน มันก็จะฟังคำพูดของข้าด้วย” ลู่เฉินมองไปที่จักจั่นอัสนีด้วยรอยยิ้ม
หลังจากได้ยินเช่นนั้น จักจั่นอัสนีก็ไม่อยากจะเชื่อ มันพูดว่า “เจ้ากำลังเพ้อฝันอยู่หรือไร!”
“ก็ได้ เจ้าจับตาดูให้ดีเล่า!”
หลังจากลู่เฉินพูดจบก็ใช้ความคิดหนึ่ง พลันไข่มุกที่ส่องประกายสายฟ้าก็ร่อนลงมาในฝ่ามือของเขา
หลังจากเห็นไข่มุกของเจ้านายถูกลู่เฉินควบคุม จักจั่นอัสนีก็ตกใจ “ไม่ มันเป็นไปไม่ได้!”
“ยังจะต่ออีกหรือไม่?” ลู่เฉินมองยิ้ม
จักจั่นอัสนีได้สติกลับคืนมาก็จ้องมองชายหนุ่มและถามอย่างกระวนกระวายว่า “ต่ออันใด?”
“ข้าจะให้เจ้าเห็นพลังที่แท้จริงของไข่มุกนี้” พูดจบ ลู่เฉินก็ใช้ไข่มุกดูดซับปราณ และหลังจากดูดซับไประยะหนึ่ง ทันใดนั้นสายฟ้าอันทรงพลังก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือเขา
เห็นเพียงฟ้าร้องและฟ้าผ่านี้กลายเป็น ‘ลูกบอล’ ส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ
“แข็งแกร่งเพียงนั้นเลยหรือ?” จักจั่นอัสนีตะลึง
ชายหนุ่มยิ้มพลางกล่าวว่า “ยามนี้เจ้าเชื่อหรือยังว่าเจ้านายของเจ้าให้ไข่มุกกับข้า?”
จักจั่นอัสนีลังเล ถึงอย่างไรเสียไข่มุกและวิญญาณภายในจะจำแค่เจ้านายของมันเท่านั้น แต่ตอนนี้ลู่เฉินสามารถใช้มันได้ก็หมายความว่า เขาอาจเป็นสหายของเจ้านายจริง ๆ ดังนั้นมันจึงพูดแปลก ๆ ว่า “เจ้านายของข้าขอให้เจ้ามาเอาไข่มุกนี้ไปจริง ๆ หรือ?”
“แน่นอน!”
จักจั่นอัสนีรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย “แล้วเจ้าพบเจ้านายของข้าที่ไหน?”
ลู่เฉินไม่เคยเห็นเจ้านายของมันมาก่อน ไม่ต้องพูดถึงว่าวิญญาณของเจ้านายมันสลายหายไปนานแล้ว ศาสตราวุธนี้จึงได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าจักจั่นอัสนีตัวนี้มีความรู้สึกกับเจ้านายที่ลึกซึ้งมาก
ลู่เฉินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ข้าเคยพบเขา”
“แล้วเจ้านายของข้าเคยพูดถึงข้าหรือเปล่า?” จักจั่นอัสนีถามอย่างรอคอย
“เคย เขาขอให้ข้าพาเจ้าออกไปจากที่นี่” ลู่เฉินทำได้เพียงหลอกลวงต่อไป
จักจั่นอัสนีได้ยินสิ่งนี้กลับลังเลอยู่นาน มันถึงกับมองไปรอบ ๆ “มันผ่านมาหนึ่งหมื่นปีแล้ว เหตุใดเขาไม่กลับมาหาข้า?”
ขณะที่ลู่เฉินกำลังจะพูดอันใดบางอย่าง ก็มีเสียงหนึ่งปรากฏขึ้น และเสียงนี้คือวิญญาณของร่างแยกหัวหน้าค่าย “แมลงเหม็น เขาโกหกเจ้า เจ้าไม่รู้หรือ?”
จักจั่นอัสนีมองไปที่เงาวิญญาณในความมืดทันที และเขาก็คือชายก่อนหน้านั้น
เห็นเพียงว่าใบหน้าของเขาเลือนราง ร่างกายของเขามีกลิ่นอายปีศาจแผ่ออกมา และในขณะเดียวกันก็ถูกล้อมรอบด้วยเพลิงปีศาจ
“โกหกข้างั้นหรือ?” จักจั่นอัสนีตกใจ
“เจ้าคงไม่คิดว่าหากเขาสามารถควบคุมไข่มุกนี้ได้ แสดงว่าเขารู้จักนายของเจ้าหรอกนะ?” หัวหน้าค่ายหัวเราะ
จักจั่นอัสนีจ้องมองที่ลู่เฉินทันทีและถามว่า “เจ้าโกหกข้าจริงหรือ?”
ลู่เฉินไม่คาดคิดว่าหัวหน้าค่ายจะเข้ามาสร้างปัญหา ดังนั้นเขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “หากข้าไม่รู้จักนายของเจ้า ข้าจะควบคุมศาสตราวุธนี้ได้อย่างไร?”
หัวหน้าค่ายเอ่ยเย้ยหยัน “นั่นเป็นเพราะเจ้าสามารถควบคุมศาสตรวุธของผู้อื่นได้”
จักจั่นอัสนีพลันร้อนใจและจ้องมองที่ลู่เฉิน “นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?”
เมื่อชายหนุ่มรู้ว่าเสแสร้งต่อไปไม่ได้จึงพูดว่า “ข้าสามารถควบคุมศาสตราวุธของผู้อื่นได้ แต่ข้าก็สามารถทำให้เจ้าได้พบกับเจ้านายของเจ้าได้!”
“อย่าไปฟังเขา เขาเป็นคนโกหก!” หัวหน้าค่ายเย้ยหยัน
จักจั่นอัสนีได้ยินว่าสามารถพบเจ้านายของตนได้ ดังนั้นจึงพูดอย่างกังวลว่า “จริงหรือ?”
“จริง!”
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบไปกันเถิด!” จักจั่นอัสนีรู้สึกตื่นเต้น
ลู่เฉินกุมไข่มุกไว้ เจ้าของเดิมของไข่มุกได้ทิ้งร่องรอยไว้บนศาสตราวุธ ด้วยเหตุนี้ขอแค่ลู่เฉินใช้เคล็ดวิชาลับเฉพาะของเขา ก็จะสามารถบีบเงาของอดีตออกมาได้
ลู่เฉินจึงหลับตาลง และครู่ต่อมาวิญญาณก็ปรากฏตัวขึ้น
นี่คือชายชราคนหนึ่ง
จักจั่นอัสนีเห็นชายชราก็ตื่นเต้นมาก และถึงกับตะโกนว่า “นายท่าน!”
แต่หัวหน้าค่ายพลันสงสัย “เป็นไปได้อย่างไร?”
ยามนี้ชายชรากล่าวกับจักจั่นอัสนีว่า “จากวันนี้ไป เขาคือเจ้านายแห่งไข่มุกอัสนีวิญญาณนี้ เจ้าสามารถฝึกฝนต่อไปในไข่มุกอัสนีวิญญาณนี้และติดตามเขาได้”
“ขอรับ นายท่าน!” มันตอบรับทันที
“เอาล่ะ ข้าควรไปแล้ว!” ชายชราปรากฏตัวขึ้นและในที่สุดก็สลายไป ส่วนลู่เฉินก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน ทว่าหน้าผากของเขามีเหงื่อผุดออกมา ถึงอย่างไรเสียเคล็ดวิชาเปลี่ยนวิญญาณที่เขาเพิ่งสำแดงออกมาต้องใช้พลังที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
แต่จักจั่นอัสนีและหัวหน้าค่ายไม่รู้ ดังนั้นมันจึงรู้สึกซาบซึ้งในตัวลู่เฉินมาก “ขอบคุณที่ให้ข้าได้พบเจ้านายอีกครั้ง!”
“ความสามารถของข้ามีจำกัด ข้าจึงทำให้เขาปรากฏตัวนานไม่ได้” ลู่เฉินหาข้ออ้างขึ้นมาพูด
แต่จักจั่นอัสนีพูดด้วยความยินดีว่า “ข้าพอใจมากแล้ว!”
แต่หัวหน้าค่ายกลับร้อนใจขึ้นมา “แมลงเหม็น อย่าไว้ใจเขาง่าย ๆ!”
“เจ้ายังกล้าหลอกข้าอีกหรือ?”จักจั่นอัสนีหันไปมองหัวหน้าค่ายทันที จากนั้นสายฟ้าก็ฟาดเข้าใส่ สายฟ้านั้นมีผลต่อเงาวิญญาณอยู่แล้ว หัวหน้าค่ายจึงสาปแช่งออกมา
จากนั้นเขาก็หายตัวไป
จักจั่นอัสนีมองไข่มุกอัสนีวิญญาณชั่วครู่ก่อนที่จะบินเข้าไปอยู่ในไข่มุก แล้วมันก็พูดกับลู่เฉินว่า “ถ้าเจ้าต้องการอันใดก็เรียกหาข้าได้เลย!”
“ไม่มีปัญหา!” ลู่เฉินเก็บไข่มุกอัสนีวิญญาณเข้าไปและแอบหัวเราะ
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองสงสัย “เจ้ารู้จักเจ้านายของมันจริง ๆ หรือ?”
“มันสำคัญหรือ?” ลู่เฉินถามกลับ
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองรู้สึกเหลือเชื่อและพูดว่า “เจ้ามีพลังมากจริง ๆ เจ้าใช้ศาสตราวุธของคนอื่นได้สบาย ๆ แล้วยังสามารถเรียกเจ้านายของคนอื่นออกมาได้ด้วย”
“นั่นเป็นเพียงรูปภาพเท่านั้น” หลังจากพูดจบลู่เฉินก็ออกไปจากที่นี่
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองไม่รู้ว่าลู่เฉินพูดอันใด
อย่างไรก็ตามสวีเตาซึ่งกำลังรออยู่ที่นั่นในขณะนั้นพลันถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นลู่เฉินออกมา “โชคดีที่เจ้าสบายดี!”
ฟาเทียนเองก็ยังเปี่ยมไปด้วยความยินดี
ลู่เฉินมองดูพวกเขาแล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”
ทั้งสองไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตามไป
หลังจากออกมาข้างนอก ซูฮวาอวิ๋นก็พูดกับผู้เฒ่ามู่ว่า “ผู้เฒ่ามู่ ดูสิ พวกเขาออกมาแล้ว!”
ผู้เฒ่ามู่มองด้วยสีหน้าว่างเปล่า “ข้ารู้แล้ว”
ซูฮวาอวิ๋นไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเงียบ ขณะที่ลู่เฉินมายังห้องที่ซุนกู่กำลังพักผ่อน และพูดกับสวีเตาว่า “พาเขาไปด้วย ไปกันเถอะ!”
“ไปกัน ไปไหน?” สวีเตารู้สึกงงงวย
ฟาเทียนและซูฮวาอวิ๋นก็อยากรู้เช่นกันว่าลู่เฉินจะไปที่ใด